jump to navigation

មង្គល​សម​រស​ដែល​ល្បី​ពេញ​ស្រុក​ថៃ ថ្ងៃ សៅរ៍ 18 ខែ​ឧសភា 2013

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
add a comment

ថ្ងៃ​នេះ​ (១៨ ឧសភា ២០១៣) នៅ​ឯ​ក្រុង​បាងកក ប្រទេស​ថៃ មាន​រៀប​ចំ​ពិធី​អាវាហ​មង្គល​ឆ្លង​ប្រទេស​មួយ​រវាង​អ្នក​មាន​ឋានៈ​ខ្ពង់​ខ្ពស់​នៅ​ក្នុង​ប្រទេស​ពីរ គឺ​ថៃ និង​កម្ពុជា​។ ប្រទេស​ដែល​ជា​ទូទៅ​មាន​រឿង​មិន​សម​ប្រកប​នឹង​គ្នា​តាំង​ពី​កំណ​ប្រវត្តិ​សាស្ត្រ រហូត​ដល់​បច្ចុប្បន្ន​។ ហេតុ​ដូច​នេះ​មិន​មែន​ជា​រឿង​ចម្លែក​ទេ ដែល​ពិធី​រៀប​ការ​រវាង​កំឡោះ​ជន​ជាតិ​ខ្មែរ និង​ក្រមុំ​ជន​ជាតិ​ថៃ ធ្វើ​ឲ្យ​ល្បី​ល្បាញ ទាំង​មាត់​ចាប ទាំង​មាត់​ព្រាប​ជា​ពិសេស​នៅ​ក្នុង​ពិភព​បណ្ដាយ​សង្គម និង​សារព័ត៌មាន​នៅ​ក្នុង​ប្រទេស​ថៃ ដែល​សម្បូរ​ទៅ​ដោយ​សេរីភាព​នៃ​ការ​បញ្ចេញ​មតិ​មួយ​នេះ​។

នេះ​អាច​រាប់​ថា​ជា​លើក​ទី​មួយ​ហើយ​សម្រាប់​អាពាហ៍​ពិពាហ៍​ឆ្លង​ដែន​របស់​បុគ្គល​មាន​ឋានៈ​ខ្ពស់​នៅ​ក្នុង​ប្រទេស​ថៃ និង​កម្ពុជា​ នោះ​គឺ​ការ​ផ្សារ​ភ្ជាប់​សាច់​ឈាម​របស់​អតីត​នាយករដ្ឋមន្ត្រី​ថៃ នាយ ស៊ុមឆាយ វង្សសុវត្ថិ និង​លោក​ស្រី យោវភា វង្សសុវត្ថិ (ថៃ. เยาวภา วงศ์สวัสดิ์) តំណាងរាស្ត្រ​ខេត្ត​ជៀងហ្ម៉ៃ ជាមួយ​នឹង​តំណាង​រាស្ត្រ​ខ្មែរ និង​ជា​សេដ្ឋី​ខេត្ត​សៀមរាប គឺ​អ្នក​ឧកញ៉ា សៀង ណាំ និង​លោក​ស្រី​ អ៊ុន វុន​លី​។ ពិធី​អាវាហ​មង្គល​ឆ្លង​ប្រទេស​ដ៏​កម្រ​មួយ​នេះ គឺ​ជា​ពិធី​របស់​កញ្ញា ជយាភា វង្សសុវត្ថិ (ថៃ. ชยาภา วงศสวัสดิ์) អាយុ​២៨​ឆ្នាំ ជាមួយ​នឹង​កំឡោះ ណាំ លី​ណា​ល់ អាយុ​៣២​ឆ្នាំ​នោះ​ឯង​។

ពិធី​ដ៏​ធំ​​នេះ​បាន​ប្រារព្ធ​ធ្វើ​នៅ​ក្នុង​​សណ្ឋាគារ​លំដាប់​ផ្កាយ​ប្រាំ គឺ​សណ្ឋាគារ រ៉ូយ៉ាល់ មេរីឌាន នា​ក្រុង​បាងកក ដោយ​ពេល​ព្រឹក គឺ​ពិធី​ការ និង​ចុះ​សំបុត្រ​អាពាហ៍​ពិពាហ៍ និង​ដោយ​ឡែក​នៅ​ពេល​រសៀល​មាន​ពិធី​ឆ្លង​លៀង​ពិធី​អាវាហ​មង្គល ដោយ​មាន​បុគ្គល​សំខាន់​ៗ​ទាំង​ខាង​ថៃ និង​ខាង​កម្ពុជា​ចូល​រួម​ប្រមាណ​២០០០​នាក់​ឯណោះ​។ ក្រៅ​ពី​នេះ ភ្ញៀវ​ដ៏​សំខាន់​សម្រាប់​ជា​ប្រធាន​ក្នុង​ពិធី​នោះ គឺ​នាយករដ្ឋមន្ត្រី​ថៃ លោក​ជំទាវ យិងលក្សណ៍ ជិនវ័ត្រ ដែល​ត្រូវ​ជា​ម្ដាយ​មីង​របស់​កូន​ក្រមុំ​​ផង​ដែរ​។

តាម​ព័ត៌មាន​ឲ្យ​ដឹង​ថា នៅ​ថ្ងៃ​សៅរ៍ សប្ដាហ៍​ក្រោយ គឺ​ថ្ងៃ​ទី​២៥ ខែ​ឧសភា ឆ្នាំ​២០១៣ កូន​ក្រមុំ និង​កូន​កំឡោះ ទាំង​ពីរ​ក៏​នឹង​ចាត់​វិធី​វិវាហមង្គល​នៅ​ឯ​ប្រទេស​កម្ពុជា​វិញ​ម្ដង គឺ​នៅ​សណ្ឋាគារ​លំដាប់​ផ្កាយ​ប្រាំ​សូហ្វីតែល ភ្នំពេញ ដោយ​ឮ​ថា​នឹង​មាន​ការ​ចូល​រួម​ជា​ប្រធាន​ពិធី​ របស់​សម្ដេច​អគ្គ​មហា​សេនា​បតី​តេជោ ហ៊ុន សែន​ នាយករដ្ឋមន្ត្រី​កម្ពុជា​ផង​ដែរ​៕

រូបភាព​​ពិធី​អាវាហ​មង្គល​នា​ថ្ងៃ​នេះ នៅ​ក្រុង​បាងកក ប្រទេស​ថៃ





ថៃ​ចាត់​ព្រះ​រាជ​ពិធី​ច្រត់​ព្រះ​នង្គ័ល ដោយ​ព្រះ​គោ​បរិភោគ​ពោត និង​ស្មៅ ថ្ងៃ ចន្ទ 13 ខែ​ឧសភា 2013

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
add a comment

នៅ​ឯ​ក្រុង​ទេព​មហា​នគរ នៃ​រាជ​អាណាចក្រ​ថៃ នា​ព្រឹក​នេះ (១៣ ឧសភា ២០១៣) រាជការ​ថៃ​បាន​ចាត់​ព្រះ​រាជ​ពិធី​បុណ្យ​ច្រត់​ព្រះ​នង្គ័ល ប្រចាំ​ពុទ្ធ​សករាជ​២៥៥៦ ដែល​ជា​ទំនៀម​ប្រចាំ​ឆ្នាំ​នៃ​រាជ​អាណាចក្រ ដើម្បី​ប្រកាស​ពី​រដូវ​នៃ​ការ​ធ្វើ​ស្រែ​ចម្ការ​បាន​ចាប់​ផ្ដើម​។

ព្រះ​រាជ​ពិធី​នា​ថ្ងៃ​នេះ​បាន​ចាប់​ផ្ដើម​នៅ​ម៉ោង​៨ និង​៣០​នាទី ​នៅ​ឯ​មណ្ឌល​ពិធី​វាល​ព្រះ​ស្រែ​ស្នាម​ហ្លួង ដោយ​បាន​​ចូល​រួម​ជា​ព្រះ​រាជ​តំណាង​ព្រះ​មហាក្សត្រិយ៍​ថៃ គឺ​​សម្ដេច​ព្រះ​បរម​ឱរសាធិរាជ ចៅហ្វា​មហាវជិរាលុងករណ ស្យាម​មកុដ​រាជ​កុមារ (ថៃ៖ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร) ព្រម​និង​ព្រះ​​ជាយា ព្រម​មន្ត្រី ជំទាវ​ឃុនណាង ខ្ញុំ​រាជការ គ្រប់​មុខ​មន្ទីរ និង​អាណា​ប្រជានុរាស្ត្រ​ថៃ​ជា​ច្រើន​ម៉ឺន​នាក់​បាន​ចូល​រួម​។

សម្រាប់​ឆ្នាំ​នេះ ព្រះ​គោ​ថៃ ដែល​មាន​ឈ្មោះ ហ្វា និង ​សៃ ដែល​បាន​ចូល​រួម​ក្នុង​ព្រះ​រាជ​ពិធី​នេះ បាន​បរិភោគ​​ពោត ដែល​ព្យាករណ៍​ថា ធញ្ញាហារ និង​ផល្លាហារ និង​បរិបូរណ៍​ល្អ​។ ក្រៅ​ពី​នេះ ព្រះ​គោ​នៅ​បាន​បរិភោគ​ស្មៅ ដែល​ទំនាយ​​ថា​​ ទឹក​និង​បរិបូរណ៍​គ្រប់​គ្រាន់ ធញ្ញហារ ផល្លាហារ ភក្សាហារ មង្សាហារ និង​ឧត្ដម​សម្បូរ​ល្អ​៕​៚





ប្រទេស​ថៃ​នា​អតីត ថ្ងៃ សុក្រ 10 ខែ​ឧសភា 2013

Posted by សុភ័ក្ត្រ in វីដេអូ, ภาษาไทย, English.
add a comment

វីដេអូ​ស្ដី​អំពី​ប្រទេស​ថៃ​កាល​ពី​ឆ្នាំ​១៩៣៧​។

ภูมิบ้านภูมิเมือง-ตำนานนางสงกรานต์มีทั่วอุษาคเนย์แต่ต้นทางอยู่ที่ไหน? ថ្ងៃ អង្គារ 30 ខែ​មេសា 2013

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
add a comment

แม้ว่าตำนานได้กล่าวถึงนางสงกรานต์มีด้วยกัน 7นาง แต่ละนางมีชื่อ พร้อมพาหนะ อาวุธ อาหารและเครื่องทรงแตกต่างกัน กระนั้นก็ตามนักวิชาการวัฒนธรรมได้ตั้งปุจฉาหรือคำถาม “นางสงกรานต์มีจริงหรือไม่และอยู่ที่ไหน”อีกทั้งตำนานสงกรานต์มีต้นเรื่องเดิมมาอย่างไรเพราะยังไม่พบหลักฐานแน่ชัด

ภูมิบ้านภูมิเมือง
บูรพา โชติช่วง

ตำนานนางสงกรานต์ มีทั่วอุษาคเนย์ แต่ต้นทางอยู่ที่ไหน ?
 
“สงกรานต์ เป็นประเพณีของพราหมณ์จากชมพูทวีป (อินเดีย) แพร่หลายเข้ามาอยู่ในหมู่ชนชั้นสูง ราชสำนักยุคสุวรรณภูมิ-ทวารวดี เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นแพร่หลายลงสู่ชาวบ้านทั่วไป ทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์ ฉะนั้น จึงมีประเพณีสงกรานต์เหมือนกันหมด ตั้งแต่พม่า (มอญ) ลาว เขมร จนถึงสิบสองปันนา (ในยูนนาน) รวมทั้งไทย”

ตอนหนึ่งของเนื้อความ “รากเหง้าเก่าแก่ แม่สรี – แม่ศรี “ผีบรรพบุรุษ” ตรุษสงกรานต์ทั่วอุษาคเนย์ สูจิบัตร “เตรียมน้ำเย็นๆ ไว้เล่นสงกรานต์” ธนาคารกรุงเทพ ศูนย์สังคีตสัญจร ครั้งที่ 13 อาทิตย์ที่ 4 เมษายน 2547 สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ)

ตรุษสงกรานต์ หรือ ปีใหม่ไทย 2554 นี้ปฏิทินหลวงประกาศตรงกับ ปีเถาะ มนุษย์ผู้หญิง ธาตุไม้ วันที่ 14 เมษายน เป็น วันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 5 นางสงกรานต์นาม กิริณีเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่ว งา พระหัตถ์ขวาทรงขอ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จนั่งมาเหนือหลังกุญชร (ช้าง) เป็นพาหนะ

วันศุกร์ เป็นธงชัยและอธิบดี วันพฤหัสบดี เป็นอุบาทว์ วันอาทิตย์เป็นโลกาวินาศ วันพุธ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 600 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 60 ห่า ตกในมหาสมุทร 120 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 180 ห่า ตกในเขาจักรวาล 240 ห่า นาคให้น้ำ 5 ตัว

เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 6 ชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในภูมินาจะได้ผล 9 ส่วน เสีย 1 ส่วน ธัญญาหาร ผลาหาร มัจฉมังษาหาร จะบริบูรณ์ เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีปถวี (ดิน) น้ำงามพอดี

ปฏิทินหลวงนี้ เป็นการแจ้งให้ประชาชนทราบถึงการเปลี่ยนปีนักษัตรศักราชใหม่ และบอกกล่าววันใดเป็นวันธงชัย วันอธิบดี วันอุบาทว์และโลกาวินาศ รวมถึงเกณฑ์ธัญญาหาร ซึ่งคนไทยนั้นยังใช้ประโยชน์อยู่โดยเฉพาะอาชีพการเกษตร ดังที่ ทัศชล เทพกำปนาท นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ อิสระ กล่าวว่า สมัยก่อนถือเป็นประกาศพระราชกฤษฎีกาเรื่องหนึ่ง ที่ราชการจะต้องประกาศให้ราษฎรในอาณาเขตได้ทราบเมื่อจะเปลี่ยนปีนักษัตรศักราชใหม่

ทั้งนี้ เพราะในสมัยโบราณไม่มีสื่อหรือกรมอุตุนิยมวิทยาเหมือนสมัยนี้ จึงต้องใช้ประกาศสงกรานต์ในการแจ้งให้ประชาชนได้ทราบถึงสาระที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต เช่น การแจ้งเกณฑ์น้ำฝนและน้ำท่าที่จำเป็นต่อการเกษตร การแจ้งกำหนดพระราชพิธีต่างๆ อาทิ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ การแจ้งกำหนดศาสนพิธีประจำปี เป็นต้น

“ในยุคข้อมูลข่าวสารปัจจุบัน ที่ทุกคนสามารถรับสารได้จากทั่วทุกมุมโลกแค่เพียงพริบตา ซึ่งการประกาศสงกรานต์ นางสงกรานต์ อาจจะไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยก็ยังให้ความสนใจและอยากรู้ถึงคำทำนายโบราณที่เกี่ยวข้องนางสงกรานต์ในปีนั้น ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อและศรัทธาของบุคคลและของคนในสังคมนั้นๆ ด้วย” ทัศชล นักวิชาการวัฒนธรรม อิสระ กล่าว

แม้ว่าตำนานได้กล่าวถึงนางสงกรานต์มีด้วยกัน 7 นาง แต่ละนางมีชื่อ พร้อมพาหนะ อาวุธ อาหารและเครื่องทรงแตกต่างกันนั้น ทัศชลให้เหตุผลว่า “แท้จริงแล้ว เป็นโบราณอุบายที่จะให้คนสมัยก่อนที่ไม่รู้จักหนังสือ และไม่มีปฏิทินเช่นสมัยนี้ ได้ทราบว่าวันมหาสงกรานต์ ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นวันปีใหม่ ตรงกับวันใด จึงสมมุติผ่านนางสงกรานต์ทั้ง 7 เทียบกับแต่ละวันในสัปดาห์ โดยผูกเรื่องราวเป็นตำนานขึ้น”

กระนั้นก็ตาม นักวิชาการท่านนี้ก็ตั้งปุจฉาหรือคำถาม “นางสงกรานต์มีจริงหรือไม่ และอยู่ที่ไหน” และว่า ถึงแม้จะไม่มีตัวตนจริง แต่ก็มีความเชื่อและคำทำนายเกี่ยวกับนางสงกรานต์ที่เป็นเสมือนเครื่องบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าไว้หลายเรื่องด้วยกัน โดยดูตั้งแต่อิริยาบถที่นางสงกรานต์ขี่พาหนะมา ไปจนถึงวันมหาสงกรานต์อันเป็นวันเสด็จมาว่าตรงกับวันใด รวมไปถึงวันเนา และวันเถลิงศก แต่ละวันก็จะมีคำพยากรณ์ซึ่งจะมีทั้งด้านดีและร้ายเขียนบอกไว้

“คำทำนายเหล่านี้มีมาแต่โบราณ และก็คล้ายๆ กับการพยากรณ์ในปัจจุบันที่มีถูกบ้างผิดบ้าง เพราะเป็นการคาดเดาอนาคตของเหตุการณ์บางอย่างโดยใช้ “ความน่าจะเป็น” เป็นพื้นฐาน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นๆ อาจจะมีปัจจัยอื่นมาทำให้เปลี่ยนแปลงไปได้ หากมองในแง่ดีก็ถือว่าเป็นการเตือนให้คนในสังคมได้เตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท”

คำทำนายโบราณว่านางสงกรานต์ กิริณีเทวี ปีนี้ค่อนข้างดุ !

ถ้าไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ !! ตามภาษิตโบราณท่านว่า

อย่างไรก็ดี นักวิชาการวัฒนธรรม อิสระท่านนี้กล่าวถึงนางสงกรานต์ “แม้จะไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่ก็มีชื่อปรากฏอยู่อย่างน้อยใน “ตำนานมหาสงกรานต์” ที่กล่าวถึงความเป็นมาของประเพณีสงกรานต์ เป็นคติความเชื่อที่มีมาแต่โบราณว่า เมื่อครบวาระที่กำหนดให้เป็นวันมหาสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ทางสุริยคติ (คือวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนกลับเข้าสู่ราศีเมษอีกครั้ง หลังจากโคจรไปตามราศีต่างๆ จนครบ 12 เดือน หรือ 365 วัน) เมื่อนั้น นางเทพธิดาทั้ง 7 นางจะผลัดเวรกันมารับหน้าที่อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมผู้เป็นบิดา ซึ่งประดิษฐานอยู่ในถ้ำคันธชุลี ณ เขาไกรลาส ออกไปแห่พร้อมทวยเทพเวียนรอบเขาพระสุเมรุ ผ่านโลกมนุษย์ เพื่ออำนวยความเป็นสิริมงคลแก่คนทั้งหลาย แล้วจึงวกกลับไปยังเทวโลก อัญเชิญพระเศียรไปไว้ที่เดิม จนกว่าจะถึงวันมหาสงกรานต์ปีถัดไป

ตำนานสงกรานต์นี้ รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้จารึกลงในแผ่นศิลาติดไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เล่าถึงนางเทพธิดาทั้ง 7 หรือนางสงกรานต์ว่า เป็นลูกสาวท้าวกบิลพรหม และเป็นสนมของพระอินทร์ เมื่อท้าวกบิลพรหมผู้บิดาซึ่งเป็นผู้แสดงมงคลต่างๆแก่มนุษย์ เกิดไม่พอใจธรรมบาลกุมารที่มาแข่งทำหน้าที่เดียวกับตน จึงไปท้าพนันตอบปริศนากับธรรมบาลกุมาร แล้วแพ้ จึงต้องตัดเศียรออกบูชาธรรมบาลกุมารตามสัญญา แต่เนื่องจากพระเศียรของพระองค์ตกไปอยู่ที่ใดก็จะเป็นอันตรายต่อที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นบนอากาศ บนดินหรือในน้ำ

ดังนั้น ธิดาทั้ง 7 จึงต้องนำพานมารองรับ และนำไปประดิษฐานไว้ ณ เขาไกรลาส ครั้นถึงกำหนด 365 วัน ซึ่งโลกสมมุติว่าเป็นปีหนึ่งเวียนมาถึงวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันใดในสัปดาห์ นางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆ ก็จะมาอัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมออกแห่ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น”

ตำนานมหาสงกรานต์ ฉบับรัชกาลที่ 3 แม้จะเป็นทราบกันและแพร่หลายในเมืองไทย แต่ก็มีข้อเท็จจริงอยู่อีกประการหนึ่ง ดังที่อาจารย์ สมบัติ พลายน้อย (ส.พลายน้อย) กล่าวไว้ (ตอนหนึ่งใน “ตำนานสงกรานต์” คัดจาก “ตรุษสงกรานต์” ส.พลายน้อย ศิลปวัฒนธรรม ตามสูจิบัตรฯ ข้างต้น) ตำนานมหาสงกรานต์ข้างต้นนั้น จะเป็นของมอญเองหรือได้มาจากที่อื่นอีกต่อหนึ่งก็ไม่ทราบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชวิจารณ์ว่า ไม่มีเค้ามูลอันใด…

ดังนี้ แสดงว่านิทานทำนองนี้ได้มีเล่ากันมาช้านานแล้ว แต่รามัญเอาไปเขียนขึ้น จึงเป็นพระบาลีฝ่ายรามัญไป

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าในตำนานของพม่าก็มีเรื่องทำนองนี้เช่นเดียวกัน แต่มีอะไรบางอย่างต่างออกไปบ้าง บางทีพม่าอาจเอาไปจากมอญก็ได้ เพราะประเพณีพม่ารับไปจากมอญเป็นส่วนมาก…

นอกจากนี้ อ.สมบัติ พลายน้อย ยังกล่าวถึงเรื่องของไทยสิบสองปันนาเล่าแปลกออกไปอีก (ท่านที่สนใจหาอ่านดู) ซึ่งนิทานนี้ อ.สมบัติ กล่าวว่าประสงค์จะเล่าถึงเหตุที่มีการสาดน้ำในวันสงกรานต์เท่านั้น ยังมีตำนานของไทยลื้ออีกเรื่องหนึ่งคล้ายๆ กันที่เล่ามาแล้ว ตำนานไทยลื้อเล่าว่า

มีพระพรหมองค์หนึ่ง มีธิดาอยู่ 12 นาง ต่อมาพระพรหมองค์นี้ถูกตัดเศียรขาด ตามเรื่องไม่บอกว่าเพราะเหตุใด เศียรของพระพรหมองค์นี้มีฤทธิ์เช่นเดียวกับเศียรท้าวกบิลพรหม คือตกบนแผ่นดินก็เป็นไฟ ตกในทะเลน้ำก็แห้ง ที่นี้ก็ร้อนถึงนางทั้ง 12 นั้น ต้องมีหน้าที่เชิญพานรับพระเศียรของบิดา นางละปีเวียนกันไป

เรื่องของการเชิญพระเศียรของไทยลื้อผิดกับของมอญ เพราะมอญกำหนดว่าถ้าปีใดพระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษตรงกับวันอาทิตย์เป็นหน้าที่ของนางทุงษะเวียนกันไปจนครบ 7 วัน แต่ของไทยลื้อมีถึง 12 นาง จะกำหนดอย่างนั้นไม่ได้ เขาจึงต้องกำหนดไว้ตามลำดับปี คืออยู่ตรงกับปีใด คนปีนั้นก็ต้องเป็นคนเชิญ ดังนี้เป็นต้น

นางทั้ง 12 ของไทยลื้อนั้น เขากำหนดให้นั่งบนหลังสัตว์ต่างๆ กัน คืออยู่ให้อยู่บนหลังหนู วัว เสือ กระต่าย พญานาค งูเล็ก ม้า แพะ ลิง ไก่ สุนัข หมู ซึ่งตรงกับปีสิบสองนักษัตรของไทย

อย่างไรก็ดี อ. สมบัติ พลายน้อยก็สรุปเรื่องตำนานสงกรานต์ไว้ “จะมีต้นเรื่องเดิมมาอย่างไรยังไม่พบหลักฐานแน่ชัด”

กระนั้นก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่านางสงกรานต์ของไทยปีนี้นั่งมาบนหลังช้าง ซึ่งเข้าใจว่ายึดเอาตามปฏิทินหลวงใช้ทั่วทั้งภูมิภาคในประเทศไทย

สำหรับความเชื่อเกี่ยวเนื่องนางสงกรานต์ วันมหาสงกรานต์ วันเนา และวันเถลิงศก คำทำนายโบราณจากหนังสือตรุษสงกรานต์ได้กล่าวเช่นกัน ถ้าวันมหาสงกรานต์ ตรงกับ วันพฤหัสบดี หมายความว่า ผู้น้อยจะแพ้ผู้เป็นใหญ่ ส่วนความเชื่อเกี่ยวกับอิริยาบถของนางสงกรานต์ ถ้า นั่งมา จะเกิดความเจ็บไข้ ผู้คนล้มตายและเกิดเหตุเภทภัยต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีคำทำนายความเชื่อของทางล้านนากล่าวไว้เช่นกัน จะต่างกันก็ตรงที่ถ้าวันมหาสงกรานต์ ตรงกับ วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กัญญาเทพ

ไม่ว่านางสงกรานต์จะเป็นเพียงแค่ในตำนานนิทานและคติความเชื่อก็ตาม แต่เมื่อวันสงกรานต์เดินทางมาถึง ทุกคนได้ถือปฏิบัติประเพณี พิธีกรรมต่างๆ บางท้องทุ่งยังมีพิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ลงทรงหรือเข้าทรง เพื่อขอช่วยทำนายทายทัก น้ำท่าน้ำฝน พืชพันธุ์ธัญญาหารจะพูนสุขมากน้อยเพียงใด ส่วนทางศาสนา พุทธศาสนิกชนทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ ก่อเจดีย์ทราย ขณะที่ภาคสังคม มีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การละเล่นพื้นบ้าน

และเล่นสาดน้ำอย่างมีวัฒนธรรมที่ดี

http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/48286

«ខ្មែរ» នៅ​​ក្នុង​​បទ​​ភ្លេង​​ថៃ​​ដើម ថ្ងៃ ចន្ទ 29 ខែ​មេសា 2013

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ចម្រៀង, វីដេអូ, ภาษาไทย.
1 comment so far

លោក​អ្នក​ដឹង​ទេ នៅ​ក្នុង​បទ​ភ្លេង​បុរាណ និង​មហោរី របស់​ជន​ជាតិ​សៀម ឬ​ដែល​បច្ចុប្បន្ន​ហៅ​ថា​ថៃ​នោះ មាន​ភ្លេង​ជា​ច្រើន​ត្រាប់​ទំនុក ឬ​មាន​ទាក់​ទង​នឹង​ជន​ជាតិ​ខ្មែរ​យើង ដែល​និយាយ​តាំង​ពី​ជីវភាព​រស់​នៅ និង​ការ​ប្រកប​របរ​ប្រចាំ​ថ្ងៃ…។​ល។ ជា​ច្រើន​បទ​។

ទំនាក់​ទំនង​ជា​ពិសេស​នេះ ត្រូវ​បាន​មើល​ឃើញ​ថា ពី​អតីត​កាល បើ​ទោះ​បី​ថា​ខ្មែរ​បាន​ស្ថិត​នៅ​ក្នុង​អំណាច​នៃ​ការ​គ្រប់​គ្រង​របស់​ជន​ជាតិ​សៀម​ក៏​ដោយ ក៏​វា​បាន​បង្ហាញ​ឲ្យ​ឃើញ​ថា ជន​ជាតិ​ខ្មែរ​គឺ​ជា​ជន​ជាតិ​មួយ​ដែល​មាន​វត្តមាន​ទៅ​ដោយ​វប្បធម៌​, អារ្យ​ធម៌ ក៏​ដូច​ជា​ជីវិត​ប្រចាំ​ថ្ងៃ​យ៉ាង​ប្រចក្ស​នៅ​ក្នុង​ដែន​ដី​តំបន់​នេះ ហើយ​ដែល​ត្រូវ​បាន​កោត​សសើរ និង​ទទួល​ស្គាល់​ពី​សំណាក់​ជន (សៀម) ដែល​មាន​អំណាច ឬ​ខ្លាំង​ជាង​ខ្លួន ក្នុង​គ្រា​នោះ​ផង​ដែរ​។

បទ​ភ្លេង​បុរាណ​សៀម ដែល​មាន​ទាក់​ទង​នឹង «ខ្មែរ» ទាំង​នោះ មាន​ដូច​ជា​៖

១. เขมรพายเรือ (ខ្មែន.ផាយ.រឿ) ប្រែថា ខ្មែរអុំទូក
២. เขมรเขด็จ (ខ្មែន.ខ្ដេច) ប្រែថា ខ្មែរក្ដិច?
៣. เขมรชมจันทร์ (ខ្មែន.ឈុម.ចាន់) ខ្មែរមើលច័ន្ទ្រ
៤. เขมรเหลือง (ខ្មែន.ហ្លឿង) ខ្មែរលឿង
៥. เขมรโพธิสัตว์ (ខ្មែន.ពោ.សាត់) ខ្មែរពោធិ៍សាត់ [កកន៖ ថៃសរសេរ «ពោធិ៍សត្វ»]
៦. เขมรไล่ควาย (ខ្មែន.ល៉ៃ.ខ្វាយ) ខ្មែរដេញក្របី
៧. เขมรเป่าใบไม้ (ខ្មែន.ប៉ៅ.បៃ.ម៉ៃ) ខ្មែរផ្លុំស្លឹកឈើ
៨. เขมรลออองค์ (ខ្មែន.ល្អ.អ៊ុង) ខ្មែរល្អអង្គ
៩. เขมรปี่แก้วน้อย (ខ្មែន.ពី.កែវ.ណយ) ខ្មែរខ្លុយតូច
១០. เขมรเอวบาง (ខ្មែន.អែវ.បាង) ខ្មែរចង្កេះស្ដើង
១១. เขมรไทรโยค (ខ្មែន.សៃ.យោគ) ខ្មែរជ្រៃយោគ
១២. เรื่องเขมรใหญ่ (រឿង.ខ្មែន.ហ្យ៉ៃ) រឿងខ្មែរធំ
១៣. เขมรเขาเขียว (ខ្មែន.ខោ.ខៀវ) ខ្មែរខៀវ
១៤. เขมรกล่อมลูก (ខ្មែន.ក្លម.លូក) ខ្មែរបំពេកូន
១៥. เขมรพวง (ខ្មែន.ផូង) ខ្មែរភួង
១៦. เขมรเลียบนคร (ខ្មែន.លៀប.ន៉ៈ.ខន) ខ្មែរដើរក្បែរនគរ
១៧. ทยอยเขมร (ថៈយ៉យ.ខ្មែន) ដើរតាមខ្មែរ
១៨. เขมรชนบท (ខ្មែន.ឈុនន៉ៈបុទ) ខ្មែរជនបទ
១៩. …

ស្ដាប់​បទ​ភ្លេង​នីមួយ​ៗ សូម​ចុច​លើ​ចំណង​ជើង​បទ​ភ្លេង​ភាសា​ថៃ ឬ​ចុច​ស្ដាប់​បទ​ភ្លេង​តួយ៉ាង នៅ​ខាង​ក្រោម​នេះ​៖

______________________________________________________
អានផងដែរ
១. ប្រៀបធៀបភ្លេង «សាធុការ» ខ្មែរ និងថៃ

ផែន​ដី​ខ្មែរ និង​ថៃ មើល​ពី​លើ​អាកាស ថ្ងៃ សុក្រ 26 ខែ​មេសា 2013

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពីស្រុកខ្មែរ, ภาษาไทย.
1 comment so far

ខាង​ក្រោម​នេះ​ជា​រូប​ភាព​ផែន​ដី​ខ្មែរ គឺ​ក្រុង​ភ្នំពេញ និង​ផែន​ដី​ថៃ ក្រុង​បាងកក មើល​ពី​លើ​អាកាស​។ សូម​អញ្ជើញ​ពិនិត្យ​មើល​ថា​តើ​ការ​រៀប​ចំ​ទីក្រុង​របស់​ផែន​ដី​ទាំង​ពី​នេះ ខុស​ប្លែក​គ្នា​យ៉ាង​ដូច​ម្ដេច​ខ្លះ?

ផែន​ដី​ខ្មែរ




ផែន​ដី​ថៃ




មហោទរទេវី ទៅ​ដល់​ស្យាម​ប្រទេស ថ្ងៃ អាទិត្យ 21 ខែ​មេសា 2013

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
4 comments

ដូច​លោក​អ្នក​ធ្លាប់​បាន​អាន​ប្រកាស​របស់​ខ្ញុំ​កាល​ពី​សប្ដាហ៍​មុន​ហើយ គឺ​ថា ឆ្នាំ​នេះ​មាន​ទេវតា​យ៉ាង​ហោច​ណាស់​ដល់​ទៅ​ពីរ​ឯ​ណុះ​របស់​បុត្រី​កបិល​មហា​ព្រហ្ម​ដែល​យាង​ចុះ​មក​ថែ​រក្សា​ជម្ពូ​ទ្វីប​យើង​នេះ​។ នៅ​កម្ពុជា​ និង​លាវ គឺ​បុត្រី​ទី​១​របស់​កបិល​មហា​ព្រហ្ម នាង​ទុង្សាទេវី មក​ថែ​រក្សា ចំណែក​ឯ​នៅ​ប្រទេស​ថៃ​ឯណុះ​វិញ គឺ​បុត្រី​ពៅ​ជា​អ្នក​ចុះ​មក​ថែ​រក្សា គឺ​នាង មហោទរទេវី ដែល​ចុះ​មក​រក្សា​ស្យាម​ប្រទេស សម្រាប់​ឆ្នាំ​ម្សាញ់​នេះ​។

សូម​អញ្ជើញ​មើល​រូប​ខាង​ក្រោម​នេះ​ទៅ​មើល​គឺ​នាង​ពៅ​ហើយ​ហ្នឹង ទើប​ចុះ​មក​ដល់​ថៃ​កាល​ពី​រសៀល​ថ្ងៃ​នេះ​ឯង​៕


មហោទរទេវី ជិះ​លើ​សត្វ​ក្ងោក ទៅ​ដល់​ស្យាម​ប្រទេស

ក្បួន​ហែ​នាង​​មហោទរទេវី ទៅ​ដល់​ស្យាម​ប្រទេស

____________________________________________________
ប្រកាសប្រហាក់ប្រហែល
១. ទុង្សាទេវីទៅដល់ស្យាមប្រទេស
២. រាក្សសទេវីទៅដល់ស្យាមប្រទេស
៣. មណ្ឌាទេវីទៅដល់ស្យាមប្រទេស
៤. កិរិណីទេវីទៅដល់ស្យាមប្រទេស
៥. កិមិរា​ទេវី ទៅ​ដល់​ស្យាម​ប្រទេស    

តាមដាន

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 116 other followers

%d bloggers like this: