jump to navigation

នយោបាយ​ទឹក នៅ​ខេត្ត​ពោធិសាត់ ថ្ងៃសៅរ៍ 11 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in សង្គម​រាស្ត្រ​និយម.
4 comments

Untitled-3

_______________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ ៖
១. នយោបាយ​ទឹក​នៅ​កម្ពុជា
២. ទំនប់​ទឹក​ថ្មី​នៅ​ខេត្ត​តាកែវ
៣. នយោបាយ​ទឹក នៅ​ខេត្ត​ក្រចេះ
៤. នយោបាយ​ទឹក នៅ​ខេត្ត​ឧត្ដរ​មាន​ជ័យ

លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ ៖ កំពត – ស្រុក​ដងទង់ ថ្ងៃសុក្រ 10 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in កូដ​ប្រៃសណីយ៍-​កំពត.
add a comment

ស្រុក​ដងទង់ របស់ខេត្ត​កំពត មាន​សរុប​ទាំង​អស់១០ឃុំ​ និង​ការិយាល័យ​ប្រៃសណីយ៍​ស្រុក​មួយ ដោយ​ឃុំ​​នីមួយ​ៗ មាន​លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ផ្ទាល់​ខ្លួន​ ដូច​ត​ទៅ​នេះ​ ៖

  1. ឃុំដំណាក់សុក្រំ – ០៧៣០១
  2. ឃុំដងទង់ – ០៧៣០២
  3. ឃុំខ្ជាយខាងជើង – ០៧៣០៣
  4. ឃុំខ្ជាយខាងត្បូង – ០៧៣០៤
  5. ឃុំមានរិទ្ធិ – ០៧៣០៥
  6. ឃុំស្រែជាខាងជើង – ០៧៣០៦
  7. ឃុំស្រែជាខាងត្បូង – ០៧៣០៧
  8. ឃុំទទុង – ០៧៣០៨
  9. ឃុំអង្គរ​មាស – ០៧៣០៩
  10. ឃុំល្អាង – ០៧៣១០

*** សម្រាប់​លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ស្រុក​ឯ​ទៀត​ៗ​របស់​ខេត្ត​កំពត ចុច​ទី​នេះ

_______________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ​៖
១. កូដ​​ប្រៃសណីយ៍ និង​កង្វះ​ការ​យល់​ដឹង
២. លេខ​កូដ ប្រៃសណីយ៍​នៃ​ព្រះរាជាណាចក្រ​កម្ពុជា

“พระ” เขมรทำพิธีกรรม “ล่วงล้ำอวัยวะเพศ-เสพเมถุน” กับเด็กสาวพรหมจรรย์จริงหรือ? ថ្ងៃ​ព្រហស្បតិ៍ 9 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
add a comment

ภาพแกะสลักที่ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่าเป็นพิธีเบิกพรหมจารี แต่พิเศษเชื่อว่าเป็นการรักษาคนถูกงูกัดที่ภาพสลักปัจจุบันเหลือเพียงปลายเท้า ส่วนหญิงที่ยืนด้านหลังก็น่าจะเป็น “ผู้ดี” ที่มากับขบวนแห่ มากกว่า “สาวพรหมจรรย์”

ใน พ.ศ. 1838 โจวต้ากวาน ทูตจีนแห่งราชสำนักหยวนได้เดินทางมายังเขมร เพื่อเกลี่ยกล่อมให้อาณาจักรเขมรยอมสวามิภักดิ์ ระหว่างนั้นเขาได้ใช้เวลากว่า 1 ปี ในดินแดนอุษาคเนย์ และได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ รวมถึงวิถีชีวิตของชาวเขมร โดยเรื่องหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานถึงมากในบันทึกของเขา คือ “พิธีเบิกพรหมจารี” ที่เขาเรียกว่า “เจวิ้นถาน”

เรื่องนี้ได้มีผู้แปลเอาไว้ได้ความว่า ลูกสาวของผู้มีฐานะเมื่ออายุได้ 7 ถึง 9 ขวบ จะต้องให้ “ภิกษุ” หรือ “ดาบส” ทำพิธีทำลายพรหมจารี ซึ่งครอบครัวของเด็กสาวต้องจองตัวพระ หรือดาบสล่วงหน้า โดยนักบวชเหล่านี้จะทำพิธีทำลายพรหมจารีได้เพียงปีละครั้ง และค่าธรรมเนียมบุญก็สูงตามฐานะ เช่น ถ้าเป็นขุนนาง คหบดี ก็ต้องถวายเหล้า ข้าวสาร ผ้าแพร หมาก และเครื่องเงินหนักเป็นร้อยหาบ หรือ 2-3 ร้อยตำลึงจีน ส่วนที่ฐานะต่ำลงมาก็อาจต้องจ่ายเป็นเงินหลักสิบหาบลดหลั่นกันลงมา ส่วนคนยากคนจนก็อาจต้องรอให้ลูกโตถึง 11 ขวบจึงจะได้ทำพิธี โดยอาศัยเงินทำบุญจากผู้มีฐานะ

“ข้าพเจ้าได้ยินว่าเมื่อถึงเวลาพระภิกษุและเด็กหญิงก็เข้าไปในห้อง พระภิกษุใช้มือทำลายพรหมจารีนั้นใส่ลงในเหล้า เขายังเล่ากันอีกว่า บิดามารดาญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านต่างแต้มเหล้านั้นที่หน้าผากของตนทุกคน บางคนก็ว่าทุกคนใช้ปากชิมดู บ้างก็ว่าพระภิกษุประกอบเมถุนธรรมกับเด็กหญิง บ้างก็ว่าไม่เป็นความจริงดังว่านั้นเลย โดยเหตุที่เขาไม่ยอมให้คนจีนรู้เห็น ข้าพเจ้าจึงไม่ทราบเรื่องที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร” โจวต้ากวานกล่าว

ทูตจีนยังอ้างว่า ชาวเขมรมิได้ใส่ใจเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการสมรส โดยกล่าวว่า “…เกี่ยวกับการมีสามีและการมีภรรยา แม้จะมีประเพณีรับผ้าไหว้ ก็เป็นเพียงแต่การกระทำลวกๆ พอเป็นพิธี หญิงชายส่วนมากได้เสียกันมาแล้วจึงได้แต่งงาน ตามขนบธรรมเนียมประเพณีของเขาไม่ถือเป็นสิ่งที่น่าละอายและก็ไม่ถือเป็นเรื่องประหลาดด้วย”

ในส่วนที่ทูตจีนกล่าวถึงพิธีเบิกพรหมจรรย์นั้น เห็นได้ว่า ตัวเขาเองมิได้เป็นประจักษ์พยานในพิธี เพียงแต่บอกต่อในสิ่งที่ตนรับฟังมา ซึ่งก็มีข้อมูลที่ขัดแย้งกัน เขาจึงออกตัวว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่องที่แท้จริงเป็นอย่างไร”

แต่! ในไทยได้มีผู้นำคำบอกเล่าเกี่ยวกับพิธีดังกล่าวของโจวต้ากวานไปเชื่อมโยงกับภาพสลักบนปราสาทพนมรุ้งว่าเป็น “พิธีเบิกพรหมจรรย์” ตามที่ทูตชาวจีนกล่าวถึง หลังมีการพบศิวลึงค์ขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าผู้สันนิษฐานเชื่อแล้วว่า พิธีดังกล่าวมีอยู่จริง แม้ว่าโจวต้ากวานเองยังไม่กล้ายืนยันก็ตาม!

เรื่องนี้ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถาน เคยอธิบายไว้นานแล้วว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะผู้เล่าเรื่องนี้อาจเล่าเชิงทีเล่นทีจริงให้กับพวก “ไม่รู้ภาษา” (มิงติงเทียซา) ฟัง ความที่โจวต้ากวนรับฟังมาจึงขัดแย้งกัน แต่เขาก็บันทึกตามที่ตนได้รับฟังมา

พิเศษ ชี้ว่า ภาพสลักบนปราสาทไม่เคยเห็นภาพที่สมบูรณ์ ภาพที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันก็เหลือเพียง “ฝ่าเท้า” ยากที่จะบอกเพศของบุคคลในภาพ หรือจะบอกได้ว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และหากยังไม่ยอมสนใจคำบอกของโจวต้ากวานเองว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่องที่แท้จริงเป็นอย่างไร” ถึงอย่างนั้น การสันนิษฐานว่าภาพดังกล่าวบนปราสาทเขาพนมรุ้งเป็นพิธีเบิกพรหมจรรย์ก็ยังมีข้อบกพร่อง

หนึ่งคือ เรื่องที่โจวต้ากวานเล่าอยู่คนละยุคกับปราสาทเขาพนมรุ้ง ห่างกันกว่า 200 ปี สองคือ โจวต้ากวานเล่าว่าพิธีดังกล่าวทำกันที่บ้านของเด็กหญิง การบอกว่าพิธีดังกล่าวทำในปราสาทเขาพนมรุ้งจึงขัดกันเอง และสาม โจวต้ากวานกล่าวว่า การประกอบพิธีจะทำกันในห้องสองต่อสอง แต่ในภาพสลักกลับมีผู้อื่นอยู่ร่วมด้วยหลายคน

พิเศษจึงยืนยันว่า ภาพดังกล่าวไม่ใช่พิธีเบิกพรหมจรรย์แน่ แต่น่าจะเป็นภาพที่ขบวนของนเรนทราทิตย์เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของอาณาจักรขอมขณะหยุดระหว่างทางเพื่อช่วยคนถูกงูกัด สังเกตได้จากภาพคนนั่งเหยียดเท้าที่ชำรุดจนเหลือแต่ส่วนเท้า และส่วนบนของภาพที่เป็นภาพธวัชฉัตรธง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาพขบวนแห่ในศิลปะขอมทั่วไป อันเป็นเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับบันทึกใน “จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง 9” ตอนหนึ่งว่า “…เขาไปพร้อมฝูงชนที่เป็นทั้งผู้ดีและไพร่ ยังคนหนึ่งซึ่งกำลังทำแพถูกงูกัด ได้รับความเจ็บปวดเพราะพิษอันร้ายแรงให้จากสระ แล้วรักษาโดยเวทย์มนตร์…เขาชื่อนเรนทราทิตย์ ซึ่งเป็นครูของไตรโลก…”

พิเศษอธิบายภาพว่า คนที่นั่งคุกเข่าอยู่คือผู้ให้การรักษา โดยในมือของเขาถือหินซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาพิษงู ส่วนสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังเป็น “ผู้ดี” ที่มากับขบวนของนเรนทราทิตย์ [ไม่ใช่สาวพรหมจรรย์] โดยพิเศษเชื่อว่า สตรีในภาพนี้เป็นสตรีคนเดียวกันกับที่ปรากฏในภาพอื่นๆ บนปราสาทพนมรุ้ง นั่นคือมารดาของนเรนทราทิตย์ ที่น่าจะเสด็จมาประอยู่ ณ ปราสาทพนมรุ้งเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ข้อสันนิษฐานของผู้ที่เชื่อว่า “พิธีเบิกพรหมจรรย์” มีจริง และเป็นพิธีที่พระหรือดาบสเป็นผู้ทำลายพรหมจรรย์ของเด็กสาวเอง จึงเป็นเพียงคำบอกเล่าฝ่ายเดียวที่ผู้บอกเล่าไม่กล้ายืนยัน และไม่มีบันทึกอื่นใดที่สอดรับกับคำกล่าวอ้างดังกล่าว

การเชื่อมโยงว่าพิธีดังกล่าวถูกจารึกไว้บนปราสาทพนมรุ้งก็มีหลายส่วนที่ขัดกันเอง จนไม่น่าเชื่อว่าพิธีดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่จารึกของปราสาทพนมรุ้งสื่อไปถึง และยังมีหลักฐานอื่นๆ ที่ชี้ว่า ภาพดังกล่าวน่าจะเป็นภาพประกาศ แสดงถึงการสร้างกุศลของนเรนทราทิตย์ซึ่งเดินทางมาเป็นผู้ทรงศีลที่พนมรุ้ง เพื่อหลีกทางให้เชื้อพระวงศ์ท่านอื่นขึ้นครองราชย์

 


อ้างอิง :

  1. ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ “บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ โดย เฉลิม ยงบุญเกิด แปลจากต้นฉบับภาษาจีนของโจวต้ากวาน

2. “เบิกพรหมจรรย์” UNSEEN ไทยแลนด์ ที่ปราสาทพนมรุ้ง โดย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ กันยายน 2546


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 กันยายน 2559

https://www.silpa-mag.com/history/article_2822

និមិត្ត​សញ្ញា ស៊ី​ហ្គេមស៍ និង​ប៉ារ៉ា​ហ្គេមស៍ ២០២៣ ថ្ងៃពុធ 8 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in កីឡា, ស៊ីហ្គេមស៍​៣២, អាស៊ាន ប៉ារ៉ា ហ្គេមស៍ XII.
6 comments

កាល​ពី​ថ្ងៃ​ទី​២ ខែ​កក្កដា ឆ្នាំ​២០២០ កន្លង​មក​នេះគណៈ​កម្មាធិការ​​ជាតិ​​រៀប​ចំ​​ការ​ប្រកួត​​កីឡា​​អាស៊ី​អាគ្នេយ៍​​​កម្ពុជា ឬ​ស៊ី​ហ្គេមស៍ ឆ្នាំ​២០២៣ បាន​សម្រេច​អនុម័ត​លើ​និមិត្ត​សញ្ញា និង​រូប​តំណាង ដែល​នឹង​ត្រូវ​យក​ទៅ​ប្រើ​ប្រាស់​សម្រាប់​ការ​ប្រកួត​កីឡា​អាស៊ី​អាគ្នេយ៍លើក​ទី​៣២ ឆ្នាំ​២០២៣ ខាង​មុខ​នេះ ដែល​កម្ពុជា​នឹង​ធ្វើ​ជា​ម្ចាស់​ផ្ទះ​។

Untiសtled-2និមិត្ត​សញ្ញា​នៃ​​ស៊ី​ហ្គេមស៍ ឆ្នាំ​២០២៣

និមិត្ត​សញ្ញា​នៃ​​ស៊ី​ហ្គេមស៍ ឆ្នាំ​២០២៣ ដែល​កម្ពុជា​ធ្វើ​ជា​ម្ចាស់​ផ្ទះ​នេះ មាន​សណ្ឋាន​រូប​ប្រាសាទ​អង្គរ​វត្ត​នៅ​ពី​លើ និង​នាគ​៤​ព័ន្ធ​កន្ទុយ​គ្នា​នៅ​ពី​ក្រោម​​។ ដោយ​ឡែក​រូប​តំណាង​ត្រូវ​បាន​ជ្រើស​យក​សត្វ​ទន្សាយ ដោយ​មាន​ឈ្មោះ​ថា​ បុរី និង​រំដួល​។ ក្រៅ​ពី​នោះ គណៈ​កម្មាធិការ​​ជាតិ​​រៀប​ចំ​​ការ​ប្រកួត​​កីឡា​​អាស៊ី​អាគ្នេយ៍​​​កម្ពុជា ក៏​បាន​កំណត់​និមិត្ត​សញ្ញា សម្រាប់​ការ​ប្រកួត​កីឡា​ជន​ពិការ ឬ​អាស៊ាន ប៉ារ៉ា​ហ្គេមស៍ ឆ្នាំ​២០២៣ ផង​ដែរ ដោយ​មាន​សណ្ឋាន​ដូច​គ្នា​នឹង​និមិត្ត​សញ្ញា ស៊ីហ្គេមស៍​ដែរ​៕

Untitled-3រូប​តំណាង បុរី និង​រំដួល

105957318_4320344551374364_2390709634604859077_n​និមិត្ត​សញ្ញា អាស៊ាន ប៉ារ៉ា​ហ្គេមស៍ ឆ្នាំ​២០២៣

_________________________________________________
មើល​ផង​ដែរ​៖
១. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​៣០
២. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​២៩
៣. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​២៨
៤. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​២៧
៥. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​២៦
៦. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​២៥

จาก “ฌ เฌอ” เมื่อร้อยปีก่อน ถึง “ฌ กระเฌอ” พยัญชนะไทยที่มาจากเขมร ថ្ងៃអង្គារ 7 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពី​ភាសា, អំពីភាសា, ภาษาไทย.
add a comment

ตัวอย่างภาพประกอบ ก ข จากหนังสือแบบเรียนไว ของครูย้วน ทันนิเทศ (ภาพจาก หนังสือ แกะรอบ ก ไก้ ของเอนก นากวิกมูล, 2536)

คำพูดที่ใครยินกันบ่อยคือ “ภาพๆ หนึ่งแทนอักษรนับหมื่นคำ” หากวันนี้จะชวนมองในมุมของตัวหนังสือบ้าง เพราะตัวอักษรเพียงตัวเดียวก็บอกเล่าเรื่องราวเป็นร้อยปีได้เช่นกัน ตัวอักษรที่ว่า คือ “ฌ เฌอ” นั้น ผู้เขียนคือ ไพบูลย์ แพงเงิน เขียนเป็น “จดหมายถึงบรรณาธิการ” (ศิลปวัฒนธรรม, เมษายน 2538) ไว้ดังนี้ [มีการจัดย่อหน้า, สั่งเน้น-เอนตัวอักษรเพื่อความสะดวกในการอ่าน]

เรื่องของ ฌ เฌอ ตัวนี้คงจะต้องเริ่มกันที่พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ผู้แต่งหนังสือ “มูลบทบรรพกิจ) อันลือลั่นเป็นท่านแรก เพราะท่านเป็นคนเริ่มต้นคิดตั้งชื่อตัวอักษรขึ้นกำกับพยัญชนะ (แต่เพียงบางตัว) เป็นท่านแรก ก่อนหน้านั้นขึ้นไปในหนังสือ “จินดามณี” ที่แต่งกันในสมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยา และฉบับที่แต่งขึ้นในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ของเราก็ยังไม่มีการคิดคำต่อท้ายเพื่อกำกับพยัญชนะ เพื่อจะให้จดจำได้ง่ายแต่อย่างใด

พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ท่านเป็นผู้ยืนยันด้วยตัวของท่านเอง ในหนังสือ “ภาษาไทย เล่ม 1” (สนพ. แพร่พิทยา พิมพ์ครั้งที่ 3, 2517) ในเรื่อง “วิธีสอนหนังสือไทย” ว่า

“…ในเรื่องคิดชื่อตัวอักษรนี้ ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า ชาวไทยเราจนคำพูด ต้องเอาชื่อหวยมาใช้ชื่อักษร คือเรียกว่า ถ พันกุ้ย, ญ ย่องเซง, ด กวางเหมง, น เทียนสิน เป็นต้น ดูน่าสังเวช

ข้าพเจ้าจึงคิดชื่อขึ้นสอนนักเรียนในโรงสกูลหลวงว่า ข ขัดข้อง, ฃ อังกุษ, ค คิด, ฅ กัณฐา, ฆ ระฆัง, ช ชื่อ, ฌ ฌาน, ญ ญาติ, ฎ ชฎา, ฏ รกชัฏ, ฐ สันฐาน, ฑ บิณฑบาต, ฒ จำเริญ, ณ คุณ, ด เดชะ, ต ตรา, ร รถ, ท ทาน, ธ เธอ, น นิล, พ พล, ภ ภักตร์, ย ยินยล, ร โรค, ล วิลาศ, ฬ จักรวาฬ

ตั้งชื่อไว้เพื่อจะสอนเด็กให้ออกเชื่อตัวสะกดได้ง่าย ที่ไม่มีตัวพ้องไม่ต้องตั้งชื่อ แบบนี้มิใช่บังคับ ท่านผู้ใดเห็นชอบจะทำก็ตาม ที่ท่านไม่เห็นชอบก็ต้องขอรับทานโทษ อย่าเพ่อเหมาเอาว่าอุตริหรือฟุ้งซ่านเลย เพราะคิดขึ้นทั้งนี้ด้วยหวังจะให้เด็กรู้ง่าย เป็นเจตนาฝ่ายกุศล เมื่อมิได้ก็ทำเนา ขอแต่อย่าให้ต้องติเตียนเลย”

ก็นับว่าเป็นที่ชัดเจนว่าพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ท่านได้รู้ปัญหาความลำบากในการเล่าเรียนจดจำของเด็กสมัยก่อนเกี่ยวกับพยัญชนะที่พ้องกัน ท่านจึงคิด “ชื่อกํากับ” ขึ้นเป็นท่านแรก แต่ก็ไม่ได้คิดขึ้นมากํากับทุกตัว เป็นเพียงคิดขึ้นมากํากับเฉพาะ “พยัญชนะที่พ้องเสียงกัน” เท่านั้น รวมทั้งตัว ฌ ท่านก็ตั้งอักษรกํากับว่า “ฌ ฌาน”

แบบเรียน ก ไก่ ชั้นเตรียม (ภาพจากหนังสือ แกะรอย ก ไก่ ของเอนก นาวิกมูล , 2536)

จากผลงานการค้นคว้าของคุณเอนก นาวิกมูล ในหนังสือ “แกะรอย ก ไก่” ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ และจากหนังสือ “แบบเรียน เร็ว เล่ม 1” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทําให้เราได้รับทราบข้อมูลการคิดอักษรกํากับพยัญชนะเพิ่มขึ้น จากเดิมที่คิดขึ้นมาเฉพาะพยัญชนะที่มีเสียงพ้องกัน ก็เพิ่มเป็นคิดกํากับทุกตัวตั้งแต่ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูกเลยทีเดียว และในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนั้น ตัว ฌ ก็ถูกเปลี่ยนอักษรหรือคํากํากับไปหลายครั้งหลายหน โดยระยะแรกยังไม่มีการเขียนรูปภาพประกอบแต่อย่างใด การพัฒนาดังกล่าวพอจะนํามาเรียบเรียงได้ ดังนี้

ในปี พ.ศ. 2442 แบบเรียนเร็ว เล่ม 1 ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ฉบับโรงพิมพ์บํารุงนุกูลกิจ ได้คิดคํากํากับให้ ฌ ใหม่ เป็น “ฌ เฌอ” และในปี พ.ศ. 2453 หนังสือ “ดรุณศึกษา” ก็ใช้ “ฌ เฌอ” เช่นกัน จนถึงปี พ.ศ. 2458 โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญได้พิมพ์หนังสือ “มูลบทบรรพกิจ” โดยมีการพิมพ์พยัญชนะทุกตัวพร้อมคํากํากับแถมให้ด้วย ได้เปลี่ยน ฌ เป็น “ฌ ฤาษีเข้าฌาน” พร้อมมีรูปภาพของฤาษีกําลังนั่งเข้าฌานประกอบด้วย

ครูย้วน ทันนิเทศ ผู้เรียบเรียงหนังสือแบบเรียนไว (ภาพจากหนังสือ แกะรอย ก ไก่ ของเอนก นาวิกมูล , 2536)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 โรงพิมพ์ห้างสมุดจัดพิมพ์ “มูลบทฯ” ขึ้นใหม่ คราวนี้ ฌ เปลี่ยนโฉมมาเป็น “ฌ อุปัชฌาย์” และในปีเดียวกันนี้เองฉบับของโรงพิมพ์พานิชศุภผล ก็คิดคํากํากับให้ ฌ ใหม่ เป็น “ฌ คิชฌะ (แร้ง)” มีภาพนกแร้งประกอบด้วย จนถึงปี พ.ศ. 2473 ครูย้วน ทันนิเทศ ได้คิดคํากํากับใหม่ เป็น “ฌ เฌอริมทาง” พร้อมมีภาพวาดต้นไม้ประกอบในหนังสือ “แบบเรียนไว” ของท่าน และก็มีการใช้ “ฌ เฌอริมทาง” มาอีกหลายคราว จนที่สุดมาถึงหนังสือ “แบบเรียน ก ไก่” ของบริษัท ประชาช่าง จํากัด ได้ปฏิวัติการกํากับอักษรให้พยัญชนะต่างๆ และใช้แทนคํากํากับของครูย้วน ทันนิเทศ เมื่อราวปี พ.ศ. 2490 คราวนี้ ฌ มีคํากํากับเป็น “ฌ กะเฌอ คู่กัน และในปี พ.ศ. 2500 แบบเรียน ก ไก่ ของ บริษัท ประชาช่าง จํากัด ก็กลายเป็น “ฌ กระเฌอริมทาง ไปเสียอีก…

ขอย้อนกลับไปหา “แบบเรียนเร็ว เล่ม 1 ตอนต้น” ที่ใช้คําว่า “ฌ เฌอ” มาก่อนนั้น ในฉบับพิมพ์ครั้งที่ 12 ปี พ.ศ. 2448 เป็นเล่มที่เริ่มมีรูปภาพต้นไม้เขียนประกอบคําไว้ด้วย แสดงว่าสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงรับรู้ด้วยว่า “เฌอ” ให้หมายถึง ต้นไม้ (พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่และได้สิ้นพระชนม์ต่อเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2486)

สรุปแล้วนับตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการคิดคํากํากับตัว ฌ ขึ้นทั้งสิ้นจํานวน 8 คําด้วย กัน ได้แก่ 1. ฌ ฌาน  2. ฌ เฌอ 3. ฌ ฤาษีเข้าฌาน 4. ฌ อุปัชฌาย์ 5. ฌ คิญชะ (แร้ง) 6. ฌ เฌอริมทาง 7. ฌ กะเฌอ คู่กัน และ 8. ฌ กระ เฌอริมทาง นี่ยังไม่นับรวมหนังสือรุ่นหลังๆ ที่อาจจะมีการคิดถ้อยคําแตกต่างออกไปอีก

จากการที่ได้คิดกํากับตัวอักษร ฌ นั้นจะเห็นได้ว่า เบื้องแรกนั้นท่านไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็น “ฌ เฌอ” หรือ “ฌ กะเฌอ” แต่เป็นเพียงต้องการให้รู้ว่า ฌ ตัวนี้สามารถจะนําไปใช้เขียนในคําไหนได้บ้างเท่านั้น จนในภายหลังเมื่อมีการติดคําว่า “เฌอ” เข้าไปแล้ว ก็กลัวว่าคนจะไม่รู้ว่า “เฌอ” คืออะไร เพราะมันไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นคําในภาษาเขมร ก็จึงได้ให้นักเขียนเขียนรูปต้นไม้ลงไว้ด้วย เพื่ออธิบายคําว่า “เฌอ” หรือ “เฌอริมทาง” ให้หมายถึง ต้นไม้

ปัญหาก็มีอยู่ว่า คําว่า “ต้นไม้” นั้น ภาษาเขมรเขาใช้คําว่าอะไร?

คุณมนตรี ศรีบุษรา ท่านเห็นว่าคนไทยเราใช้ “ต้นไม้” เป็นสัญลักษณ์ของ “ฌ” จนติดแล้วก็อยากจะให้ใช้ถ้อยคําในภาษาเขมรที่บอกว่าเป็นต้นไม้ให้ถูกต้อง คือใช้ “เฌอ” หรือ “เดิมเฌอ” ไม่ควรใช้ “กะเฌอ” หรือ “กระเฌอ” เพราะไม่ได้แปลว่า “ต้นไม้”

สําหรับตัวของผมเองก็เผอิญเป็นเขมรจอมปลอม พอจะรู้ภาษาเขมรอยู่บ้างขนาดน้องงูๆ ปลาๆ (เพราะน้อยกว่างู ๆ ปลา ๆ เสียอีก) ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ถ้าจะอธิบายรูปต้นไม้จริงๆ แล้วก็ควรจะเป็น “ฌ เดิมเมอ” เพราะคําว่า “เดิม” แปลว่า “ต้น” และ “เฌอ” แปลว่า “ไม้” ผมไม่แน่ใจว่า “เฌอ” คําเดียวโดดๆ จะแปลว่า “ต้นไม้” ได้หรือไม่ เพราะเคยเห็นคําว่า “ปะเตี้ยะเฌอ” แปลว่า “บ้านไม้” หรือ “พแลเฌอ” แปลว่า “ผลไม้” ดังนั้น คําว่า “เฌอ” คําเดียวโดดๆ จึงไม่น่าแปลว่า “ต้นไม้”

ซึ่งข้อสงสัยในประเด็นนี้ผมอยากจะขอความรู้จากบรรดาพี่น้องชาว “ขะแมร์” แถวสุรินทร์, บุรีรัมย์ หรือครีสะเกษช่วยชี้แจงด้วย (โดยเฉพาะอาจารย์ ฉัตรชัย ชุมนุม และอาจารย์ผาสุก แย้มศรี ผู้เชี่ยวชาญภาษาเขมรท้องถิ่น แห่งสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุรินทร์ และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนภาษาเขมร ท้องถิ่นให้ผมทั้ง 2 ท่าน) เพราะท่านเป็นเจ้าของภาษาที่แท้จริง รู้ความหมายชัดเจนดีกว่าใครๆ ทั้งหมดที่กําลังถกเถียงกันอยู่ เพื่อที่ว่าเรื่องราวของคําว่า ฌ เฌอ, ฌ เดิมเลอ หรือ ฌ กระเฌอ จะได้จบเสียที (เดิม อาจจะสะกดเป็น เดอม)

สรุปแล้วในความเห็นของผม ผมเห็นว่าถ้าต้องการจะอธิบาย ฌ ให้ทราบในความหมายว่าหมายถึงต้นไม้ ก็สมควรจะใช้ “ฌ เดิมเฌอ” แต่ถ้าหากเจ้าของภาษาท้องถิ่นเห็นว่าคําว่า “เฌอ” ตัวเดียวโดดๆ พอจะอนุโลมแปลว่า “ต้นไม้” ได้ ก็สมควรคงคําว่า “ฌ เฌอ” ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เคยทรงใช้ไว้ได้ต่อไป

แต่หากใครต้องการจะใช้คําว่า “ฌ กระเฌอ” ท่านก็ควรจะต้องวาดรูปภาพอย่างอื่นแทนต้นไม้เสีย ผมไม่ทราบว่าจะวาดภาพภาชนะชนิดหนึ่งที่จักสานด้วยไม้ไผ่สําหรับใส่ข้าวเปลือก ที่ชาวบ้านเขาเรียก “กระเชอ” ใส่แทนได้หรือไม่ ก็ขอฝากให้ไปช่วยคิดกันดูก็แล้วกัน

ไหนๆ ก็ได้พูดถึงการตั้งชื่อตัวอักษรกันแล้ว ก็อยากจะให้ยึดถือเจตนาของท่านพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ผู้ต้นคิดไว้ด้วยว่า การตั้งชื่อของท่านนั้นท่านต้องการให้นักเรียนใช้พยัญชนะให้ถูกต้องในคําที่ควรจะเป็นด้วย เช่น คํา ว่า ข อังกุษ ท่านมุ่งว่า ถ้าจะใช้เขียน “ขอสําหรับสับหัวช้าง” จะต้องใช้ ข (ขวด), คําว่า ฅ กัณฐา ซึ่ง แปลว่า “คอ” คํานี้จะต้องใช้ ฅ (ค คน), คําว่า ฒ จําเริญ ท่านก็หมายถึงคําว่า “วัฒนา” เช่นนี้เป็นต้น

ซึ่งคําเหล่านี้หากให้เด็กอ่านเองโดยไม่ชี้แจงให้เข้าใจถึงความมุ่งหมายหรือความหมายบางทีเด็กก็จะงุนงงได้เหมือนกัน แต่หากชี้แจงให้เข้าใจแล้วก็จะทําให้จดจําตัวอักษรตัวนั้นๆ ได้แม่นยําและรวดเร็วขึ้น เช่นเดียวกัน ถ้าเราจะเปลี่ยนชื่อกํากับ ญ จากเดิมที่ติดปากมาแบบผิดๆ คือ ฌ กระเฌอ หรือ ฌ กระเชอ มาเป็น “ฌ เดิมเมอ” เพื่อให้ถูกต้องตามความหมายว่าหมายถึงต้นไม้ เราก็สามารถที่จะชี้แจงให้เด็กเข้าใจได้ และเด็กจะจดจําได้แม่น รู้ภาษาเขมรเพิ่มมาอีก 1 คํา ก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียหายอะไรเลย

เรื่องราวของการเรียนภาษานั้น หากเราสนใจจริงๆ แล้วเป็นเรื่องสนุก ใครไม่เชื่อ หากมีโอกาสก็ลองไปเรียนภาษาเขมรท้องถิ่นแถวอีสานใต้ดูแล้วจะรู้ว่า ที่แท้ไทยกับเขมรนั้นยืมคําของกันและกันมาใช้จนแยกกันไม่ออก แต่เรียนแล้วจะรู้แจ้งขึ้น


เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 6 สิงหาคม 2562

https://www.silpa-mag.com/culture/article_36757

អនុមោទនា បុណ្យ​ចូល​វស្សា ព.ស.​២៥៦៤ ថ្ងៃចន្ទ 6 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ពីនេះពីនោះ.
add a comment

89722180_3451831998176723_1683692867261825024_o

ថ្ងៃនេះ គឺជាថ្ងៃចន្ទ ១ រោច ខែអាសាឍ ឆ្នាំជូត ទោ​ស័ក ព.ស.២៥៦៤ ត្រូវនឹងថ្ងៃទី៦ ខែកក្កដា ឆ្នាំ២០២០ គឺជាថ្ងៃចូលព្រះវស្សា សម្រាប់ពុទ្ធសាសនិកជនទាំងអស់ ដោយគិតចាប់តាំងពីថ្ងៃនេះ រហូតដល់ថ្ងៃ​សុក្រ​ ១៥កើត ពេញបូណ៌មី ខែអស្សុជ ឆ្នាំដដែល ត្រូវនឹងថ្ងៃទី២ ខែតុលា ជាថ្ងៃចេញព្រះវស្សាវិញ។

រយៈពេលបីខែចូលវស្សានេះ សូមខេមរជនសាសន៍ពុទ្ធទាំងអស់ ប្រតិប័ត្តិកាយចិត្តឲ្យបានល្អ តាមគន្លងសាសនា ស្ដាប់បង្គាប់គ្រូបាអាចារ្យ, លះបង់ល្បែង និងជៀសវាងគ្រឿងស្រវឹងគ្រប់ប្រភេទ។ តាំងចិត្តជ្រះថ្លា រក្សាសីលប្រាំ នោះសុខនឹងនាំមកខ្លួនលោកអ្នក គ្រួសារ ក៏ដូចសង្គមជាតិ។

ពាក្យស្លោកសម្រាប់ចូលវស្សាឆ្នាំនេះ ពីប្លក់ស្រែខ្មុកគឺ «ធម៌​អថ៌​គួរ​រៀន វស្សានាំសុខ»។ សូមអនុមោទនា បុណ្យចូលវស្សា ព.ស.២៥៦៤!

បុណ្យ​អាសាឍ​បូជា ឬ​អាសាឡ្ហ​បូជា ថ្ងៃអាទិត្យ 5 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ព្រះ​ធម៌, វីដេអូ.
add a comment

  • អ្វីជាបុណ្យអាសាឍបូជា ឬអាសាឡ្ហបូជា?

អាសាឍបូជា ឬអាសាឡ្ហបូជា រាប់ថាជាថ្ងៃសំខាន់មួយទៀតរបស់ពុទ្ធសាសនិកជន ដែលត្រូវគ្នានឹងថ្ងៃពេញបូណ៌មី ១៥ កើត ខែអាសាឍ។ នៅក្នុងសម័យពុទ្ធកាល មានហេតុការណ៍សំខាន់កើតឡើង៤ប្រការ ដូចតទៅនេះ៖

  1. ជាថ្ងៃដែលព្រះបរមសាស្ដាទ្រង់សម្ដែងព្រះធម្មទេសនាជាលើកដំបូង ដល់បញ្ចវគ្គីយ៍ទាំង៥រូប នៅក្នុងព្រៃឥសិបតនមិគទាយវ័ន ក្បែរនគរពារាណសី
  2. ជាថ្ងៃដែលព្រះបរមសាស្ដាទ្រង់បានព្រះសាវកអង្គដំបូង គឺព្រាហ្មណ៍កោណ្ឌញ្ញៈ ដែលបានសម្រេចព្រះធម្មអង្គដំបូង
  3. ជាថ្ងៃដែលមានព្រះសង្ឃកើតឡើងជារូបដំបូង គឺព្រះអញ្ញាកោណ្ឌញ្ញៈ និងទទួលបានការឧបសម្ប័ទជាព្រះភិក្ខុរូបដំបូងក្នុងព្រះពុទ្ធសាសនា
  4. ជាថ្ងៃកើតឡើងនូវព្រះរតនត្រ័យពេញបរិបូរណ៍ គឺព្រះពុទ្ធ ព្រះធម៌ ព្រះសង្ឃ គ្រប់ជាលើកទីមួយ
  • កម្ពុជាមិនមានប្រារព្ធបុណ្យអាសាឍបូជា ឬអាសាឡ្ហបូជា

សម្រាប់កម្ពុជប្រទេស បុណ្យអាសាឍបូជា ឬអាសាឡ្ហបូជា មិនមានប្រារព្ធធ្វើឡើងទេ។ កម្ពុជាប្រារព្ធតែបុណ្យពីរប៉ុណ្ណោះ គឺមាឃបូជា និងវិសាខបូជា៕

%d bloggers like this: