jump to navigation

จอมพล ป. นำนศ.ปฏิญาณตนต่อพระแก้วมรกต ในเหตุการณ์เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ថ្ងៃអង្គារ 25 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ប្រវត្តិសាស្ត្រ, អំពីស្រុកខ្មែរ, ภาษาไทย, Français.
add a comment

จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กระทำการปฏิญาณตนต่อพระแก้วมรกต ในการเรียกร้องดินแดนคืน วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)

เมื่อ พ.ศ. 2479 รัฐบาลไทยภายใต้การนําของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี กําลังเจรจาแก้ไขสนธิสัญญากับนานาประเทศนั้น รัฐบาลไทยได้เสนอต่อรัฐบาลฝรั่งเศส ขอให้ปรับปรุงเส้นเขตแดนกันใหม่ แต่ฝ่ายฝรั่งเศสขอให้รอการเจรจาออกไปก่อน ต่อมา ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสได้ขอทํากติกาสัญญาไม่รุกรานกับรัฐบาลไทย

รัฐบาลไทยยินดีที่จะทํากติกาสัญญาเช่นนี้ แต่ขอให้ฝรั่งเศสยอมปรับปรุงเขตแดนกันตามหลักกฎหมาย ระหว่างประเทศ คือขอให้ถือร่องน้ำลึกในแม่น้ำโขงเป็นเส้นเขตแดน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และให้ไทยมีเส้นเขตแดนธรรมชาติตามหลักยุติธรรม เมื่อการเจรจาเรียบร้อยแล้วจึงได้มีการลงนามในกติกาสัญญาไม่รุกรานกัน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ซึ่งถัดจากนั้นอีกเพียงสัปดาห์เดียว กองทัพฝรั่งเศสก็จํานนต่อกองทัพเยอรมันในสมรภูมิที่ยุโรป

ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสลงนามสงบศึกกับเยอรมนีแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสได้แจ้งมาทางเอกอัครราชทูตไทยประจําประเทศฝรั่งเศสอีกว่า ขอให้กติกาสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส มีผลบังคับใช้ได้ทันทีโดยมิต้องรอการแลกเปลี่ยนสัตยาบัน

จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กระทำการปฏิญาณตนต่อพระแก้วมรกต ในการเรียกร้องดินแดนคืน วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)

ฝ่ายรัฐบาลไทยเมื่อได้รับคําตอบจากฝรั่งเศสเช่นนั้น จึงได้มีการประชุมพิจารณาคําตอบของฝรั่งเศสกันอย่างเคร่งครัด เมื่อได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางละเอียดลออทุกแง่ทุกมุมแล้ว ฝ่ายไทยจึงได้ตอบฝรั่งเศสไป เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2483 ว่ายินดีตกลง ตามที่ฝรั่งเศสได้แจ้งมาขอให้ฝรั่งเศสได้ตกลงปัญหาต่างๆ ที่รัฐบาลไทยได้เสนอขอทําความตกลง จํานวน 3 ข้อ ดังนี้

1. วางแนวเส้นเขตแดนตามลําน้ำโขง ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ ถือร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์

2. ปรับปรุงเขตแดนให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือให้ถือว่าแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและอินโดจีนตั้งแต่ทิศเหนือมาจนทิศใต้จนถึงเขตแดนกัมพูชา โดยให้ฝ่ายไทยได้รับดินแดนทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบางและปากเซคืนมา

3. ขอให้ฝ่ายฝรั่งเศสรับรองว่าถ้าอินโดจีนเปลี่ยนจากอธิปไตยฝรั่งเศสไป ฝรั่งเศสจะคืนอาณาเขตลาว และกัมพูชาให้แก่ไทย 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวปราศรัยเรียกร้องดินแดนคืน หน้ากระทรวงกลาโหม 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 (ภาพจากหนังสืออนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540)
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปราศรัยแก่บรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ที่มาเรียกร้องดินแดน วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)
จอมพล ป. พิบูลสงคราม โบกธงรับบรรดานักศึกษาที่มาเรียกร้องดินแดน วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)

ประชาชนชาวไทยทั้งชาติได้ให้การสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง กล่าวคือ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2483 สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติขอบคุณรัฐบาลที่ได้เสนอข้อตกลงกับฝรั่งเศสทั้ง 3 ข้อ ที่กล่าวข้างต้น

ส่วนบรรดานิสิตนักศึกษา ยุวชน และประชาชนก็พากันเดินขบวนสนับสนุน บ้างก็บริจาคของกินของใช้ให้ทหาร บ้างก็บริจาคทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อซื้ออาวุธให้ทหารเป็น ครั้งแรกที่คนไทยรู้จักคําว่า “ถุงของขวัญ” ซึ่งพี่น้องชาวไทยทุกครอบครัวส่งมาให้เป็น “กองภูเขา ๆ” ที่หน้ากระทรวงกลาโหม

อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสปฏิเสธข้อเสนอทั้ง 3 ข้อโดยสิ้นเชิง ต่อมาในเที่ยงคืนของวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2483 กองทหารญี่ปุ่นได้เคลื่อนพลเข้าสู่ดินแดนอินโดจีน และได้มีการสู้รบกับกองทหารฝ่ายฝรั่งเศสแล้ว กองทหารญี่ปุ่นก็เข้าสู่อินโดจีนได้สําเร็จ ฝ่ายรัฐบาลไทยได้พยายามเจรจากับฝรั่งเศสอีกครั้งแต่ได้รับการปฏิเสธเช่นเดิม ในระหว่างที่การเจรจากําลังดําเนินอยู่นั้น การกระทบกระทั่งกันทางชายแดนได้เกิดขึ้นบ้าง ประชาชนชาวไทยต่างได้ให้ความสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล

บรรดาครู นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และประชาชนในจังหวัดพระนครและธนบุรี ร่วมหลายหมื่นคนเดินขบวนแห่เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส กำลังชุมนุมหน้ากระทรวงกลาโหม วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2483 (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)

ในช่วงบรรยากาศการเรียกร้องนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กระทำการปฏิญาณตนต่อพระแก้วมรกต ในการเรียกร้องดินแดนคืน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม ดังภาพที่ปรากฏข้างต้น

แต่เมื่อการเจรจาไม่สำเร็จผล รัฐบาลไทยได้ประกาศยับยั้งการให้สัตยาบันกติกาสัญญาไม่รุกรานกับฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2483 เป็นเหตุให้ประเทศไทยจําเป็นต้องประกาศสงครามกับอินโดจีนและฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2484


อ้างอิง: อนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540.  (2540).  กรุงเทพฯ: ป. สัมพันธ์พาณิชย์.

จอมพล ป. นำนศ.ปฏิญาณตนต่อพระแก้วมรกต ในเหตุการณ์เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

Advertisements

ថៃ​បើក​កិច្ច​ប្រជុំ​កំពូល​អាស៊ាន​លើក​ទី​៣៤ ថ្ងៃអាទិត្យ 23 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អាស៊ាន.
17 comments

ASEANlogo_small (1)នានាប្រទេស៖ ក្រុងទេពមហានគរ, ស្យាមប្រទេស – កិច្ច​ប្រជុំ​កំពូល​អាស៊ាន​លើក​ទី​៣៤ បាន​បើក​ជា​ផ្លូវ​ការ​នៅ​ព្រឹក​ថ្ងៃ​អាទិត្យ ទី​២៣ ខែ​មិថុនា ឆ្នាំ​២០១៩ នេះ នៅ​ទីក្រុង​បាងកក ប្រទេស​ថៃ​។ កិច្ច​ប្រជុំ​កំពូល​អាស៊ាន​លើក​ទី​៣៤ ក្រោម​មូល​បទ «​ជំរុញ​ភាព​ជា​ដៃ​គូ​សម្រាប់​ចីរភាព​» និង​ផ្ដោត​ការ​យក​ចិត្ត​ទុក​ដាក់​ដល់​ការ​លើក​កម្ពស់​កិច្ច​សហ​ប្រតិ​បត្តិការ និង​ពង្រឹង​កុងសង់ស៊ុស ក្នុង​ចំណោម​សមាជិក​អាស៊ាន ដើម្បី​ដោះ​ស្រាយ​ការ​ប្រឈម​សកល​ថ្មី​ៗ​។ កិច្ច​ប្រជុំ​កំពូល​ក៏​នឹង​រិះ​រក​មធ្យោបាយ​នានា​ក្នុង​ការ​ធ្វើ​ឲ្យ​អាស៊ាន​ឈាន​ទៅ​កាន់​កម្រឹត​ខ្ពស់​ថែម​ទៀត​ប្រកប​ដោយ​ចីរភាព និង​មាន​ការ​ត​ភ្ជាប់​ដោយ​រលូន​។

ថ្លែង​នៅ​ក្នុង​សន្ទរកថា​បើក​កិច្ច​ប្រជុំ​លោក​នាយក​រដ្ឋ​មន្ត្រី​ថៃ ប្រយុទ្ធ ចន្ទ្រអូជា ដែល​ជា​ប្រធាន​ផ្លាស់​វេន​អាស៊ាន​ បាន​រំឭក​អំពី​ការ​បង្កើត​អង្គការ​តំបន់​មួយ​នេះ ព្រម​ទាំង​ការ​រួប​រួម​សាមគ្គី​របស់​ប្រទេស​សមាជិក​នៅ​ក្នុង​​បញ្ហា​តំបន់ ក៏​ដូច​ជា​ពិភព​លោក​រយៈ​ពេល​កន្លង​មក​។

មាន​ការ​រំពឹង​ទុក​ថា លទ្ធផល​នៃ​កិច្ច​ប្រជុំ​កំពូល​អាស៊ាន​លើក​ទី​៣៤ នឹង​ឆ្លុះ​បញ្ចាំង​ពី​កិច្ច​ប្រឹង​ប្រែង​របស់​អាស៊ាន​ក្នុង​ការ​ជំរុញ​ដំណើរ​ការ​កសាង​សហគមន៍ និង​លើក​កម្ពស់​ភាព​ជា​ដៃ​គូ​របស់​អាស៊ាន​សម្រាប់​ការ​អភិវឌ្ឍ​ប្រកប​ដោយ​ចីរភាព នៅ​ក្នុង​ចំណោម​បញ្ហា​ផ្សេង​ៗ​ទៀត ដើម្បី​សម្រេច​ឲ្យ​បាន​នូវ​សន្តិភាព ស្ថិរភាព និង​វិបុល​ភាព យូរ​អង្វែង​ក្នុង​តំបន់ ដើម្បី​ជា​ផល​ប្រយោជន៍​ដល់​ប្រជាជន​អាស៊ាន​៕

64979274_2079182132185915_8033828948137738240_oមេដឹកនាំអាស៊ានទាំង១០ប្រទេសថតរូបក្នុងពិធីបើកកិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ានលើកទី៣៤ នៅ​ទីក្រុង​បាងកក ប្រទេស​ថៃ

_______________________________________________
អានព័ត៌មាន
១. ទីបំផុតកិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ានលើកទី១៤ ក៏បានចាប់ផ្ដើម
២. ថៃបើកប្រជុំកំពូលអាស៊ានលើកទី១៥ ទាំងរញ៉េរញ៉ៃ
៣. កិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ានគ្រាទី១៦ បានបើកនៅក្រុងហាណូយ
៤. ហាណូយបើកកិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ាន លើកទី១៧
៥. ចាការតា បើកកិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ាន គ្រាទី១៨
៦. កិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ានគ្រាទី១៩ បើកជាផ្លូវការនៅឥណ្ឌូណេស៊ី
៧. កម្ពុជាបើកកិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ាន លើកទី២០
៨. កិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ានទី២១ បើកនៅក្រុងភ្នំពេញ
៩. ប្រ៊ុយណេបើកជាផ្លូវការកិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ាន គ្រាទី២២
១០. កិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ាន លើកទី២៣ បើកនៅប៊្រុយណេ
១១. ភូមាចាត់ប្រជុំកំពូលអាស៊ានលើកទី២៤ ជាប្រវត្តិសាស្ត្រ
១២. កិច្ចប្រជុំអាស៊ានលើកទី២៥ បានចាប់ផ្ដើមនៅភូមា
១៣. កិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ាន លើកទី២៦ ចាប់ផ្ដើមនៅម៉ាឡេស៊ី
១៤. បើកកិច្ចប្រជុំកំពូលអាស៊ាន លើកទី២៧
១៥. បើក​កិច្ច​ប្រជុំ​កំពូល​អាស៊ាន លើក​ទី​២៨ និង​២៩ នៅ​វៀងចន្ទន៍
១៦. ភីលីព្ពីនស៍​បើក​កិច្ច​ប្រជុំ​កំពូល​អាស៊ាន​លើក​ទី​៣០
១៧. កិច្ច​ប្រជុំ​កំពូល​អាស៊ាន​លើក​ទី​៣១ បើក​ហើយ
១៨. បើក​កិច្ច​ប្រជុំ​កំពូល​អាស៊ាន​លើក​ទី​៣២ នៅ​សិង្ហបុរី
១៩. សិង្ហ​បុរី​បើក​កិច្ច​ប្រជុំ​កំពូល​អាស៊ាន​លើក​ទី​៣៣

លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ ៖ បាត់ដំបង – ស្រុក​រុក្ខ​គីរី ថ្ងៃសៅរ៍ 22 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in កូដ​ប្រៃសណីយ៍-​បាត់ដំបង.
add a comment

ស្រុក​រុក្ខ​គីរី របស់ខេត្ត​បាត់ដំបង មាន​សរុប​ទាំង​អស់​៥ឃុំ​ ដោយ​ឃុំ​​នីមួយ​ៗ មាន​លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ផ្ទាល់​ខ្លួន​ ដូច​ត​ទៅ​នេះ​ ៖

  1. ព្រែកជីក – ០២៧០១
  2. ព្រៃត្រឡាច – ០២៧០២
  3. មុខរាហ៍ – ០២៧០៣
  4. ស្ដុកប្រវឹក – ០២៧០៤
  5. បាសាក់ – ០២៧០៥

*** សម្រាប់​លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ស្រុក​ឯ​ទៀត​ៗ​របស់​ខេត្ត​បាត់ដំបង ចុច​ទី​នេះ

_______________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ​៖
១. កូដ​​ប្រៃសណីយ៍ និង​កង្វះ​ការ​យល់​ដឹង
២. លេខ​កូដ ប្រៃសណីយ៍​នៃ​ព្រះរាជាណាចក្រ​កម្ពុជា

“พระแก้วมรกต” ในพระราชวังหลวงที่พนมเปญต่างกับไทยไหม วัสดุในพระวิหารมูลค่าเท่าใด ថ្ងៃសុក្រ 21 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពីស្រុកខ្មែរ, ภาษาไทย.
add a comment

วัดพระแก้วมรกต ในพระบรมราชวังจตุมุขมงคล กัมพูชา (ภาพจากหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร”)

พระบรมราชวังจตุมุขมงคล กรุงพนมเปญ มีสถานที่สำคัญหลายแห่ง ในบรรดารายชื่อนี้มี “วัดพระแก้วมรกต” หรือ “วัดอุโบสถรตนาราม” เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในพระราชวัง ซึ่งมีพระพุทธรูป “พระแก้วมรกต” ประดิษฐานบนบุษบก

เมืองพนมเปญ (หรือชื่อเก่าว่า “เมืองจตุมุข”) เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา สมัยก่อนมีเจ้าพญายาตและกษัตริย์องค์ต่อมาใช้เมืองนี้เป็นราชธานี ขณะที่พระราชวังจตุมุขมงคลนี้สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้านโรดิมบรมรามเทวาวตาร (ครองราชย์ พ.ศ. 2403-2447) และปรับปรุงเปลี่ยนหลายครั้งในเวลาต่อมา ผศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ อธิบายในหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร” ว่า ปีนั้นเป็นปีที่สมเด็จพระนโรดมเริ่มเสด็จมาประทับที่พระราชวังพัก กรุงพนมเปญ

อีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างสำคัญในพระบรมราชวังจตุมุขมงคล คือ “วัดพระแก้วมรกต” หรือ “วัดอุโบสถรตนาราม” ผศ.ดร. ศานติ บรรยายว่า เป็นวัดในพระราชวังหลวงเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดในพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา หรือวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

การออกแบบแผนผังวัดพระแก้วมรกตเป็นฝีมือของออกญาเทพนิมิต (รส) มีสถาปนิกชาวฝรั่งเศสชื่อ Alavigne ดูแลความถูกต้องในการสร้าง สถาปนิกชาวฝรั่งเศสนาม Andrilleux และช่างเขมรเป็นผู้ก่อสร้างและประดับตกแต่งจนแล้วเสร็จสมโภช เมื่อ พ.ศ. 2446 ผศ.ดร. ศานติ อ้างอิงข้อมูลจากฝั่งกัมพูชาว่า คิดเป็นเงินทั้งหมดห้าแสนเรียล

เมื่อถึงสมัยสมเด็จพระนโรดมสีหนุ วัดพระแก้วมรกตถูกบูรณะ เมื่อปี 2505 – 2513 โดยปกติแล้ว วัดในพระบรมราชวังแห่งนี้ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แต่มีเฉพาะช่วงที่สมเด็จพระนโรดมสีหนุทรงผนวช พระองค์ประทับจำพรรษา 1 พรรษา

สิ่งก่อสร้างภายในบริเวณวัดล้วนมีความสำคัญเฉพาะตัว อาทิ พระวิหารพระแก้วมรกต เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต พระวิหารสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร แรกเริ่มสร้างจากไม้และอิฐ แต่เมื่อมีการบูรณะในภายหลังจึงเริ่มปรับเปลี่ยนหลายครั้งโดยรักษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมเดิมไว้

องค์ประกอบที่น่าสนใจในวัดนี้ไม่ใช่มีแค่เชิงโครงสร้าง ผศ.ดร.ศานติ อธิบายรายละเอียดว่า พื้นของพระวิหารปูเสื่อที่ทำจากเงินบริสุทธิ์ 5,329 แผ่น แต่ละแผ่นมีน้ำหนัก 1.125 กิโลกรัม ประดับหินอ่อนนำเข้าจากอิตาลี รวมแล้วเป็นเงินทั้งหมด 20 ล้านเรียล

ขณะที่พระพุทธรูป “พระแก้วมรกต” ที่ประดิษฐานบนบุษบก ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมอธิบายว่า หล่อขึ้นจากแก้วคริสตัลสีเขียวจากฝรั่งเศส โดยอ้างอิงจากข้อมูลใน “นิราศนครวัด” พระนิพนธ์ในกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ข้อความตอนหนึ่งว่า

“กลางพระอุโบสถ มีฐานชุกชีตั้งบุษบกรองพระแก้วที่ห้างปักกะราต์ฝรั่งเศส ข้อนี้ทราบมานานแล้ว มาได้ความรู้เพิ่มเติมเมื่อเห็นตัวจริงว่าตั้งใจจะจำลองให้เหมือนพระแก้วมรกตที่ในกรุงเทพฯ สมเด็จพระนโรดมเห็นจะให้ไปสืบและวัดมาดู ได้ขนาดเท่ากัน แต่รูปสัณฐานนั้นผิดกันห่างไกล สีแก้วมรกตที่ฝรั่งหล่อเขียวใสเป็นอย่างขวดเขียวสี่เหลี่ยม ที่มักใช้ใส่น้ำอบกันแต่ก่อน เครื่องประดับก็ทำแต่ทองครอบพระเกตุมาลา และติดรัศมีต่อขึ้นไปสองข้างบุษบก ตั้งลับแลแบ่งปันที่เป็นข้างหน้าในอย่างวัดพระศรีรัตนศาสดารามในกรุงเทพฯ…”

ในพระวิหารพระแก้วมรกตยังมีพระพุทธรูป “พระชินรังสีราชิกนโรดม” ฉลองพระองค์สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ผศ.ดร. ศานติ อธิบายว่า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2447 โดยสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ (สีสุวัตถิ์) ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ช่วงก่อนพระองค์ทิวงคต

พระพุทธรูปองค์นี้สร้างจากทองคำ 90 กิโลกรัมนับรวมทั้งฐานและฉัตร ประดับเพชรพลอย 2,086 เม็ด เพชรเม็ดใหญ่ที่สุดอยู่ที่มงกุฎมีขนาด 25 มิลลิเมตร ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบรรยายว่า แต่งเครื่องเพชรพลอยอย่างใหม่ ฝีมือฝรั่ง ซึ่งเป็นของสมเด็จพระนโรดมทรงพระอุทิศไว้ ฝีมือสร้างงดงาม



อ้างอิง:

ศานติ ภักดีคำ. เขมรสมัยหลังพระนคร. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556

“พระแก้วมรกต” ในพระราชวังหลวงที่พนมเปญต่างกับไทยไหม วัสดุในพระวิหารมูลค่าเท่าใด

ខួប​ឆ្នាំ​ទី​៥០ ពិធី​សម្ពោធ​គិលាន​ដ្ឋាន​ចន្ទ្រី ថ្ងៃ​ព្រហស្បតិ៍ 20 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in សង្គម​រាស្ត្រ​និយម.
add a comment

ថ្ងៃទី២០ ខែមិថុនា ឆ្នាំ២០១៩ នេះ មានរយៈពេល៥០ឆ្នាំគត់ ដែលពិធីជាប្រវត្តិសាស្ត្រជាតិខ្មែរមួយបានកើតឡើងនៅ​ទឹក​ដី​​ខេត្ត​ស្វាយ​រៀង នោះ​គឺ​ការ​សម្ពោធ​ដាក់​ឲ្យ​ប្រើ​ប្រាស់​​​គិលានដ្ឋាននៅ​ចន្ទ្រី ស្រុក​រមាស​ហែក។ សម្ដេចព្រះប្រមុខរដ្ឋអមតៈនៃប្រជាជនខ្មែរបានស្ដេចយាងសម្ពោធដាក់ឲ្យប្រើប្រាស់ជាផ្លូវការ​នូវ​គិលានដ្ឋាន​​ថ្មី​​នេះដោយព្រះអង្គផ្ទាល់។

នេះជាសមិទ្ធផលដ៏ថ្លៃថ្នាមួយទៀតនៃរបបសង្គម ដែលបានសម្រេចលទ្ធផលផ្នែកសុខុមាលភាពជូនប្រជារាស្ត្រដាច់ស្រយាលតាមទីជនបទនានានៃព្រះនគរ ដើម្បីទទួលបានការរក្សាសុខភាពទាន់សម័យមួយដូចបណ្ដាប្រជារាស្ត្រឯទៀតនៅតាមទីប្រជុំជននានាផងដែរ៕

ស្រង់ចេញពីកម្រងអនុស្សាវរីយ៍ដោយរូបភាពនៃកម្ពុជា សង្គមរាស្ត្រនិយម

Untitled-2Untitled-1

Repost : សម្ដេច​ព្រះ​ចៅ​អភ័យ​ពុទ្ធបវរ ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ ថ្ងៃពុធ 19 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ພາສາລາວ.
add a comment

***ប្រកាស​នេះ​បាន​ដាក់​ជា​លើក​ដំបូង​កាល​ពី​ថ្ងៃ​ទី​១៧ ខែ​វិច្ឆិកា ឆ្នាំ​២០១៤

កកន​៖ មាន​ប្រជាជន​ខ្មែរ​មួយ​ចំនួន រួម​ទាំង​នា​ពេល​ថ្មី​ៗ​នេះ​​រហូត​ដល់​ទៅ​អ្នក​សារព័ត៌មាន​​បាន​សរសេរ​ថា​រូប​សំណាក​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ ដែល​តាំង​នៅ​ខាង​មុខ​ព្រះ​ធាតុ​ហ្លួង​ឯ​នគរ​ហ្លួង​វៀងចន្ទន៍ នៃ​សាធារណ​រដ្ឋ​ប្រជាធិបតេយ្យ​ប្រជាមានិត​លាវ (សបប​. លាវ) បច្ចុប្បន្ន​នេះ គឺ​ជា​អតីត​ស្ដេច​ខ្មែរ​ព្រះ​បាទ​ជ័យ​ជេដ្ឋា ដែល​ភៀស​ព្រះ​កាយ​ទៅ​នៅ​ស្រុក​លាវ​ផង​ទៀត​​។ តើ​នេះ​ជា​ការ​ពិត​? ឬ​ការ​ប្រឌិត​​, កុហក, បំភ្លៃ ​ឬ​យ៉ាង​ណា​? ខ្ញុំ​សូម​មិន​អត្ថាធិប្បាយ និង​សូម​​រៀប​រាប់​អំពី​សាវតារ​ក្សត្រិយ៍​អង្គ​នេះ​តាម​សំណេរ​ប្រវត្តិសាស្ត្រ​លាវ​ដូច​ត​ទៅ​នេះ​៖

ជា​ការ​ពិត​ទៅ​ឈ្មោះ​ថា ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ (លាវ​៖ ໄຊເສດຖາ, ເສດຖາທິຣາດ​) [លាវ​បញ្ចេញ​សំឡេង​ថា​៖ សៃសេតថ៎ា​, សេតថ៎ាធិរ៉ាត ឬ ធិល៉ាត] គឺ​ជា​ព្រះ​នាម​របស់​ព្រះ​មហា​ក្សត្រិយ៍​លាវ​ជា​ច្រើន​ព្រះ​អង្គ (​កកន​៖ ស្រដៀង​នឹង​ខ្មែរ​យើង​ដែល​សន្មត​ព្រះ​នាម​ក្សត្រិយ៍ ជយ​វរ្ម័ន​ទី​១​​, ទី​២​, … ជា​ដើម​) ដែល​បាន​មក​ពី​ព្រះ​នាម​របស់​សម្ដេច​ព្រះ​ចៅ​អភ័យ​ពុទ្ធ​បវរ ជ័យ​ជេដ្ឋាធិរាជ ជា​ព្រះ​មហា​វីរ​ក្សត្រិយ៍​ដ៏​សំខាន់​បំផុត​មួយ​ព្រះ​អង្គ​នៅ​ក្នុង​ប្រវត្តិ​សាស្ត្រ​លាវ​។ ប្រវត្តិ​វិទូ​លាវ​បាន​កំណត់​ថា មាន​ទាំង​អស់​៣​ព្រះ​អង្គ គឺ​៖

  • សម្ដេច​ព្រះ​ចៅ​អភ័យ​ពុទ្ធ​បវរ ជ័យ​ជេដ្ឋាធិរាជ គឺ​ជា​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​ទី​១
  • ព្រះ​ជ័យ​អង្គ​វេ ជា​​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​ទី​២ និង
  • ព្រះ​ចៅ​អនុវង្ស ជា​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​ទី​​៣

ដោយ​ឡែក​នៅ​ក្នុង​សៀវភៅ​លំដាប់​ព្រះ​មហា​ក្សត្រិយ៍​លាវ របស់​​សុរស័ក្ដិ៍ ឝ្រីសំអាង ដោយ​សំអាង​លើ​ព័ត៌មាន​ពី​សិលាចារឹក និង​ពង្សាវតារ​លាវ​នានា​មក មាន​រួម​ទាំង​អស់​៥​ព្រះ​អង្គ គឺ​៖

  • សម្ដេច​ព្រះ​ចៅ​អភ័យ​ពុទ្ធ​បវរ ជ័យ​ជេដ្ឋាធិរាជ គឺ​ជា​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​ទី​១
  • ព្រះ​ជ័យ​អង្គ​វេ ជា​​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​ទី​២
  • ព្រះ​ចៅ​សិរិបុណ្យសារ ជា​​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​ទី​​៣
  • ព្រះ​ចៅ​ឥន្ទ្រវង្ស ជា​​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​ទី​​៤ និង
  • ព្រះ​ចៅ​អនុវង្ស ជា​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​ទី​​៥

ជា​បន្ត​ទៅ​ទៀត​នេះ​សូម​ជូន​អំពី​ប្រវត្តិ​នៃ​សម្ដេច​ព្រះ​ចៅ​អភ័យ​ពុទ្ធបវរ ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​ ឬ​គ្រប់​គ្នា​ (ជន​ជាតិ​លាវ​) ស្គាល់​ច្បាស់​ថា​ជា​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​​​។

សម្ដេច​ព្រះ​ចៅ​អភ័យ​ពុទ្ធបវរ ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​ រាប់​ថា​ជា​ក្សត្រិយ៍​ដែល​អស្ចារ្យ​មួយ​ព្រះ​អង្គ​របស់​ជន​ជាតិ​លាវ​។ ព្រះ​អង្គ​គឺ​ជា​ប្រមុខ​នៃ​អាណាចក្រ​លាន​ជាង​។ ជា​ស្ថាបនិក​​ក្រុង​ឝ្រី​សត្តនាគ​នហុត ឲ្យ​ក្លាយ​ជា​មជ្ឈ​មណ្ឌល​​នៃ​អារ្យ​ធម៌​, វប្បធម៌ និង​សិល្បៈ​របស់​អាណាចក្រ​លាន​ជាង​។ អ្នក​ប្រវត្តិ​វិទូ​បាន​សន្និដ្ឋាន​ថា​ព្រះ​អង្គ​គឺ​ជា​ព្រះ​ញាតិ ឬ​ជា​ព្រះ​នត្តា នៃ​ព្រះ​នាង​ចិរប្រភា នៃ​អាណាចក្រ​ល៉ា្នន៉ា (លាន​នា)​ និង​ព្រះ​រាជ​សម្ភព​កាល​គ្រា​ព.ស.​២០៧៧ ឬ​ប្រមាណ​គ.ស.​​១៥៣៤ នា​នគរ​ហ្លួង​ព្រះ​បាង​ នៃ​អាណាចក្រ​លាន​ជាង​។

រូប​សំណាក​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ ដែល​តម្កល់​ខាង​មុខ​ព្រះ​ធាតុ​ហ្លួង​នា​ក្រុង​វៀងចន្ទន៍​បច្ចុប្បន្ន

នៅ​ក្នុង​រជ្ជ​សម័យ​របស់​ព្រះ​ចៅ​ពោធិសារ​រាជ (​គ.ស.​១៥២០-១៥៤៧​) ព្រះ​អង្គ​ជា​អ្នក​តឹង​រឹង​ខាង​ព្រះ​ពុទ្ធ​សាសនា​យ៉ាង​ខ្លាំង ហើយ​មាន​ព្រះ​រាជ​ឱង្ការ​ឲ្យ​ប្រជា​រាស្ត្រ​បញ្ឈប់​ប្រណិប័តន៍​ជំនឿ​លើ​អារក្ស​អ្នក​តា​នានា​ទូ​ទាំង​ព្រះ​រាជ​អាណាចក្រ​។ ក្រៅ​ពី​នោះ​ព្រះ​អង្គ​បញ្ជា​ឲ្យ​រើ​ខ្ទម​អ្នក​តា​នានា បញ្ឈប់​ការ​ចូល​រូប​ជាន់​ព្រលឹង​។ល។ និង​ឲ្យ​ប្រជា​រាស្ត្រ​មក​គោរព​ព្រះ​ពុទ្ធ​សាសនា​វិញ​។ ទ្រង់​​បាន​សាង​វត្ត​សុវណ្ណ​ទេវ​លោក ដើម្បី​ជា​និមិត្តរូប​នៃ​ព្រះ​ពុទ្ធ​សាសនា​។ ទោះ​បី​យ៉ាង​ណា​ក៏​ដោយ ដោយ​សារ​ទំនៀម​ទម្លាប់​និង​ប្រពៃណី​នៃ​ជំនឿ​បុរាណ​ចាក់​ឫស​យ៉ាង​ខ្លាំង​ក្លា​​នៅ​ក្នុង​ផ្នត់​គំនិត​ប្រជាជន​ជា​ហេតុ​ធ្វើ​ឲ្យ​ការ​បញ្ឈប់​ប្រណិប័តន៍​នេះ​ពិបាក​និង​សម្រេច​ណាស់​។

នៅ​សម័យ​ក្រោយ​មក​អាណាចក្រ​​អាណាចក្រ​ល៉ា្នន៉ា មិន​មាន​ក្សត្រិយ៍​គ្រប់​គ្រង​ទើប​មាន​ការ​ដង្ហែ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋោ ឬ​ជេដ្ឋវាំង​សោ ព្រះ​ឱរស​នៃ​ព្រះ​ចៅ​ពោធិសារ ទៅ​គ្រង​នគរ​ល៉ា្នន៉ា នា​ព.ស.​២០​៨៩ ឬ​ប្រមាណ​គ.ស.​១៥៤៦​ មក​គ្រង​រាជ្យ​ជា​ក្សត្រិយ៍​អង្គ​ទី​១៥​។ នៅ​ពេល​ដែល​ព្រះ​ចៅ​ពោធិសារ​សោយ​ព្រះ​ទិវង្គត​​នៅ​គ.ស.​១៥៤៧ (​ព្រះ​អង្គ​រង​ឧប្បត្តិ​ដំរី​ដួល​សង្កត់​ខណៈ​ប្រពាស​ព្រៃ និង​សោយ​ព្រះ​ទិវង្គត​៣​សប្ដាហ៍​ក្រោយ​មក​) ព្រះ​ឱរស​ទាំង​ហ្លាយ​បាន​នាំ​គ្នា​ដណ្ដើម​រាជ្យ​សម្បត្តិ ដែល​ជា​ហេតុ​ធ្វើ​ឲ្យ​អាណាចក្រ​បែក​ជា​២ គឺ​ផ្នែក​ខាង​ជើង និង​ផ្នែក​ខាង​ត្បូង​។ ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋោ​នៃ​ល៉ា្នន៉ា ទើប​លើក​ទ័ព​មក​វាយ​ក្រុង​លាន​ជាង ព្រម​ទាំង​បាន​ដង្ហែ​ព្រះ​កែវ​មរកត ដែល​ប្រតិស្ឋាន​ឯ​វត្ត​បុប្ផារាម ជៀងហ្ម៉ៃ រួម​ទាំង​ព្រះ​ពុទ្ធ​សិហិង្គ (​ព្រះ​សិង្គ​) និង​ព្រះ​កែវ​ស​ទៅ​ជាមួយ​ផង​។ ទ្រង់​បាន​ដណ្ដើម​រាជ្យ​សម្បត្តិ​ពី​ស្ដេច​គ្រង​នគរ​ទាំង​ពីរ​បាន និង​បាន​ដាក់​ឈ្មោះ​ក្រុង​ថ្មី​ថា ក្រុង​ឝ្រី​សត្តនាគ​នហុត ព្រម​ទាំង​បាន​ឡើង​គ្រង​រាជ្យ​​សម្បត្តិ​ជា​មហា​រាជ​អង្គ​ទី​២​របស់​លាវ និង​មាន​ព្រះ​នាម​​ថា «​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​»​​។ អាន​ភាគ​បន្ត

___________________________________________
ប្រកាស​ប្រហាក់​ប្រហែល​៖
១. លាវ​សាង​អនុស្សាវរីយ៍​ព្រះ​ចៅ​ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ​មួយ​ទៀត​នៅ​ភាគ​ខាង​ត្បូង​ជាប់​កម្ពុជ​ប្រទេស
២. លាវ​ចេញ​ធនប័ត្រ​១​សែន​គីប ឆ្លង​ខួប​វៀងច័ន្ទន៍​៤៥០​ឆ្នាំ
៣. សម្ដេច​ព្រះ​ចៅ​អភ័យ​ពុទ្ធបវរ ជ័យ​ជេដ្ឋា​ធិរាជ (​ត​ចប់​)
៤. លាវ​ចាប់​ផ្ដើម​ជួស​ជុល​ឡើង​វិញ ហោ​ព្រះ​កែវ វៀងចន្ទន៍

ចម្រើន​ព្រះ​ជន្ម​សម្ដេច​ព្រះ​មហា​ក្សត្រីយ៍ គម្រប់​៨៣​ព្រះ​វស្សា ថ្ងៃអង្គារ 18 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in បុគ្គល​សំខាន់.
add a comment

Monineath-83b

%d bloggers like this: