jump to navigation

สายลับเขมร ช่วงวิกฤติ ร.ศ.112 คือใคร? มีบทบาทอย่างไรท่ามกลางความแตกแยกในราชสำนักเขมร ថ្ងៃចន្ទ 13 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in បុគ្គល​សំខាន់, ប្រវត្តិសាស្ត្រ, ภาษาไทย.
add a comment

ในระหว่างที่วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 เกิดขึ้นนั้น ว่ากันว่ากรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์กลางของจารชนนานาชาติที่ถูกส่งเข้ามาหาข่าวเพื่อกระทำจรยุทธ์ในอันที่จะโฆษณาชวนเชื่อและปลุกปั่นให้เกิดความระส่ำระสายก่อนที่เรือรบฝรั่งเศสจะถูกส่งเข้ามาเพื่อเผด็จศึกเป็นขั้นตอนสุดท้าย นักประวัติศาสตร์ทั้งไทยและเทศกล่าวถึงบุคคลหลายเชื้อชาติที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาช่วงชิงพื้นที่ข่าวและสืบราชการลับให้กับหน่วยข่าวกรองของตน ในจำนวนนี้มีชาวฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี เดนมาร์ก เบลเยียม และฮอลแลนด์ หรือแม้แต่คนไทยเอง

ข้อมูลใหม่พบว่าในระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2436 ได้มีเจ้านายเขมรองค์หนึ่งเล็ดลอดเข้ามายังกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน จากนั้นก็บ่ายหน้าตรงไปยังปารีสด้วยเหตุผลอันไม่เป็นที่เปิดเผย เขาคือใคร และทำไมประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับคนๆ นี้

หลักฐานหลายชิ้นในรูปแผนที่และภาพกราฟิกแสดงความลึกของร่องน้ำสันดอนและที่ตั้งป้อมปืนบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งของปืนใหญ่เสือหมอบและคลังแสงภายในป้อมพระจุลจอมเกล้าและป้อมผีเสื้อสมุทร จากปี ค.ศ. 1893 (ร.ศ. 112/พ.ศ. 2436) ซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพเรือ ณ กรุงปารีส เป็นตัวอย่างของผลงานโดยพวกสายลับประจำหน่วยข่าวกรองที่แฝงตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ช่วง ร.ศ. 112 ได้โจรกรรมข้อมูลแล้วรายงานส่งไปยังปารีส เพื่อผลประโยชน์ทางการทหาร ก่อนที่เรือรบฝรั่งเศสจะบุกเข้ามาจริงๆ

เรือรบฝรั่งเศส ถูกต้านทานโดยปืนใหญ่ฝ่ายไทยที่ปากน้ำเจ้าพระยาในวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสตัดสินใจใช้กำลังทหารตัดสินข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับไทย (ภาพจาก THE GRAPHIC, 26 August 1893)

คงเป็นการยากที่จะปรักปรำผู้หนึ่งผู้ใดว่าเป็นผู้ลักลอบนำข้อมูลเหล่านี้ออกไป แต่ก็เป็นที่เชื่อได้ว่ามีจารชนทั้งต่างชาติ หรือแม้แต่คนไทยเองที่ปะปนอยู่ในสถานที่ราชการทั้งที่กรุงเทพฯ และสมุทรปราการในระยะนั้น เพราะมีคนแปลกหน้าจำนวนมากถูกว่าจ้างเข้ามาประจำการกับหน่วยพิทักษ์พระนคร ในเหตุการณ์ ร.ศ. 112 จนยากที่จะแยกแยะออกมาพิสูจน์สัญชาติได้

เป็นเวลาถึง 117 ปี (นับถึง พ.ศ. 2553) ที่เรื่องราวเกี่ยวกับสายลับหรือจารชนจาก ร.ศ. 112 ถูกกลบเกลื่อนไว้ จนกระทั่งผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ของไทยฉบับหนึ่ง สมัย ร.ศ. 112 เขียนว่าได้มีเจ้าเขมรองค์หนึ่ง เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ แล้วเล็ดลอดออกไปยังกรุงปารีสอย่างรีบร้อน

รายงานดังกล่าวปรักปรำทันทีว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัย ที่อาจเป็นสายของทางฝรั่งเศส แต่ภายหลังการตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคลอย่างละเอียดอีกครั้ง กลับต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าเขาอาจเป็นสายลับสองหน้าในคราบนักสืบกิตติมศักดิ์ทำงานให้ทั้งกับรัฐบาล ฝรั่งเศสŽและฝ่ายตรงข้ามกับฝรั่งเศสŽ อันเป็นประเด็นใหม่ของเรื่องนี้ที่เราคาดไม่ถึงมาก่อน(3)

เขมรอยู่ฝ่ายไหนในเหตุการณ์ ร.ศ. 112

วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436/ค.ศ. 1893) เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีสาเหตุมาจากความบาดหมางและกินแหนงแคลงใจกันระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เรื่องเมืองขึ้นของไทยบนคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของไทยอย่างแน่นอน แต่ฝ่ายไทยก็ไม่สามารถหาหลักฐานความเป็นเจ้าของมาอ้างกรรมสิทธิ์ของตนเองได้ ฝรั่งเศสจึงต้องการใช้กำลังเป็นเครื่องตัดสิน

ในความเป็นจริงแล้วเขมรถูกแบ่งแยกออกไปเสียครึ่งหนึ่งภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส เมื่อ ร.ศ. 82 (พ.ศ. 2406/ค.ศ. 1863) หรือตั้งแต่ในรัชกาลที่ 4 เป็นผลมาจากการที่สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ (ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า พระนโรดม – ผู้เขียน) กษัตริย์เขมร ตัดสินใจทำสัญญายอมเข้าเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส เพราะเห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ที่ฝรั่งเศสเสนอให้หากตีตัวออกห่างจากไทย เขมรจึงห่างเหินออกไปโดยปริยายนับแต่นั้น

การตัดสินใจของพระนโรดมเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของทั้งบรรพบุรุษเขมรและไทยที่กษัตริย์เขมรเคยฝักใฝ่และนอบน้อมกับไทยตลอดมา แม้แต่สัญญาใจที่ไทยเคยหลงเชื่อว่ากษัตริย์เขมรสวามิภักดิ์ต่อพระมหากษัตริย์ไทยอย่างมั่นคงดังพระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 ความว่า “ได้ยิน (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ) รับสั่งแต่เด็กๆ ว่าถ้าพระหริรักษ์ [พระชนกของพระนโรดม – ผู้เขียน] ยังอยู่ตราบใดไว้ใจเมืองเขมรได้”Ž นั้นช่างเป็นเรื่องเชื่อถือไม่ได้ และไม่มีแก่นสารอะไร(2)

หมายความว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2406 เป็นต้นมา ครึ่งหนึ่งของเขมรได้ตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสโดยพฤตินัยนานมาแล้ว อันได้แก่ เขมรส่วนนอก มีอาณาเขตจากพนมเปญไปจนจรดชายแดนญวนทางภาคตะวันออก และเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอินโดจีน ซึ่งฝรั่งเศสวาดภาพไว้ว่าจะเป็นของฝรั่งเศสทั้งหมดในไม่ช้า ได้แก่ ญวน เขมร และลาว และด้วยเหตุผลที่กษัตริย์เขมรในสมัย ร.ศ. 112 ก็ยังเป็นพระนโรดม เขมรซึ่งฝักใฝ่อยู่กับฝรั่งเศสทั้งกาย วาจา ใจ ก็ย่อมอยู่ข้างฝรั่งเศสเป็นธรรมดา ถึงแม้พระนโรดมจะทรงเคยปวารณาตัวเป็นข้าแผ่นดินไทยและเป็นหนี้บุญคุณรัชกาลที่ 4 ไปจนชีวิตจะหาไม่ ก็เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงเคยชุบเลี้ยงพระนโรดมมาตั้งแต่เยาว์วัยในฐานะราชบุตรบุญธรรมก็ตาม แต่พอขึ้นรัชกาลที่ 5 กษัตริย์เขมรก็แปรพักตร์ไปนับถือฝรั่งเศสอย่างมอบกายถวายชีวิต และมิได้มีเยื่อใยต่อเมืองไทยอีกต่อไป(2)

สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ หรือ นักองค์ราชาวดี (ภาพจาก wikipedia)

หลักฐานสำคัญที่แสดงว่ากษัตริย์เขมรเข้าข้างฝรั่งเศสอย่างเต็มที่ในวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 อ้างโดยนายทหารฝรั่งเศสคนหนึ่งประจำการบนเรือโคเมต (Comete) อันเป็นเรือรบลำหนึ่งในจำนวน 2 ลำ ที่ฝ่าแนวป้องกันของไทยที่ปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2436 อันเป็นจุดระเบิดของวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 กล่าวว่า

“เราได้รับคำชมและจดหมายแสดงความยินดีจากบุคคลต่างๆ แทบทุกวัน ที่สำคัญที่สุดก็คือพระนโรดม (Narodom) เจ้าแผ่นดินเขมร พระองค์เป็นข้าศึกกับไทยอย่างเข้ากระดูกดำ ไทยได้ยึดเอามณฑลพระตะบองและนครวัด อันเป็นมณฑลที่รักของพระองค์ไว้ ทรงหวังอยู่เสมอว่าอาศัยความเกื้อกูลของฝรั่งเศส มิวันใดวันหนึ่งคงจะได้ดินแดนทั้ง 2 นี้กลับคืน

เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าเรือรบของเราทั้ง 2 ลำได้ตีฝ่าเข้าไปจอดอยู่แทบหน้าพระราชวังของคู่แข่ง บารมี ที่พระองค์ทรงเกลียดชังนักหนา ให้ตกอยู่ในอำนาจกระสุนปืนได้นั้น ทรงรับสั่งว่าทำความพอพระทัยให้แก่พระองค์มากในชีวิต และใคร่จะส่งเหรียญทอง บำเหน็จความชอบทหารž (Military Medal) ของพระองค์ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีค่ายิ่งใหญ่ในประเทศเขมรมาประทานให้แก่ผู้บังคับการเรือรบของฝรั่งเศสŽ(4)

ในยามนี้ พระนโรดมŽ มิได้ทรงเป็นผู้สนับสนุนปฏิบัติการของฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังต้องการเอาคืนสิ่งที่พระองค์ทรงเชื่อว่าไทยได้ลิดรอนสิทธิ์อันชอบธรรมที่พระองค์ทรงมี และเพื่อลบล้างความเสียเปรียบของบรรพบุรุษที่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของไทยมาช้านาน

สายลับสองหน้า จากกัมพูชา เจ้าดวงจักรŽ ถูกประณามโดยหนังสือพิมพ์กรุงปารีสว่าเป็นหนามยอกอกของรัฐบาลฝรั่งเศส (ข้อความที่เน้น) ส่วนฝ่ายไทยก็ประจานว่าเขาคือหนอนบ่อนไส้ที่เข้ามาสืบราชการลับถึงในกรุงเทพฯ แท้จริงแล้วเขาอยู่ข้างใครกันแน่? ยังเป็นปริศนาทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีคำตอบ (ภาพจาก LžILLUSTRATION, 1 July 1893)

เจ้าเขมรเสียงแตก เรื่องถือหางข้างฝรั่งเศส

แต่จุดประสงค์ของพระนโรดมก็เป็นเพียงความคิดเห็นด้านเดียวในโลกส่วนพระองค์ที่ทรงจินตนาการไปเอง เพราะคนรอบข้างพระองค์ก็มิได้คล้อยตามความคิดเห็นเกี่ยวกับฝรั่งเศสไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะพี่น้องท้องเดียวกันที่กลายเป็นหอกข้างแคร่ตลอดรัชสมัยอันเปราะบางของพระองค์ สมเด็จพระหริรักษ์ฯ ผู้เป็นพระชนกของพระนโรดม มีพระราชโอรสธิดารวม 18 พระองค์ด้วยกัน คือ

1. นักองราชาวดี (ต่อมาเป็นพระนโรดมพรหมบริรักษ์)
2. นักองศรีสวัสดิ์
3. นักองสีวัตถา
4. นักองศิริวงศ์
5. นักองแก้วมโนหอ
6. นักองสุวรรณหงส์
7. นักองตรอหุก
8. นักองจงกลนี
9. นักองพระราชธิดา
10. นักองศรีวรกษัตริย์
11. นักองอุบลปรีดา
12. นักองกระเบน
13. นักองสรออุก
14. นักองกระเมียด
15. นักองดอกเดื่อ
16. นักองตรอลน
17. นักองมุม
18. นักองเภา

ในจำนวนนี้ พระโอรสลำดับที่ 1-4 จะเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองตลอดรัชสมัยของพระนโรดม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการตกเป็นรัฐในอารักขาฝรั่งเศสโดยการยินยอมของพระนโรดม แต่บรรดาพี่ๆ น้องๆ กลับไม่เห็นด้วย ภายหลังที่สมเด็จพระหริรักษ์ฯ สิ้นพระชนม์ลงใน พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) นั้น พระมหากษัตริย์ไทยซึ่งทรงอยู่เบื้องหลังการปกครองภายในเขมรเตรียมการสถาปนากษัตริย์เขมรองค์ใหม่ให้ไปครองกรุงกัมพูชา โดยรัชกาลที่ 4 ของไทยได้ทรงคัดเลือกพระโอรสองค์โตของสมเด็จพระหริรักษ์ฯ อันได้แก่พระนโรดมให้ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป(2)

ภาพเจ้าศรีสวัสดิ์ ในฉลองพระองค์ 2 แบบ ทรงเป็นพระอนุชาองค์รองของพระนโรดม เป็นผู้นำกลุ่มนิยมฝรั่งเศสตัวยง ต่อมาก็ถูกผลักดันให้ขึ้นทรงราชย์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ต่อจากพระนโรดม โดยการคัดเลือกของฝรั่งเศส ตัดหน้าเจ้าดวงจักรซึ่งเป็นพระโอรสสายตรงของพระนโรดม (ภาพจากไปรษณียบัตรเก่า พบที่ฝรั่งเศส)

การสถาปนาพระนโรดมเป็นที่คัดค้านของเจ้าพี่เจ้าน้องภายในราชวงศ์เขมรเอง เพราะเห็นพ้องกันว่าพระนโรดมเป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งมิได้ทรงเป็นที่รักใคร่ของราษฎร บรรดาหัวเมืองทางภาคตะวันออกซึ่งพระอนุชาองค์อื่นๆ มีอำนาจอยู่ก็พากันกระด้างกระเดื่อง และก่อการกบฏขึ้น ระหว่างปี พ.ศ. 2428-29 (ค.ศ. 1885-86) หัวหน้ากบฏซึ่งนำโดยพระอนุชาองค์ที่ 3 คือ เจ้าสีวัตถาไม่ยอมรับการทรงราชย์ของพระนโรดม อันมีสาเหตุมาจากความระหองระแหงกันภายในครอบครัวซึ่งมีมานานแล้ว

นอกจากจะไม่เห็นด้วยกับการมีพระนโรดมเป็นกษัตริย์แล้ว เจ้าสีวัตถายังแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อฝรั่งเศสอีกด้วย จึงได้ปลุกระดมมิให้ขุนนางทั้งหลายยอมรับอำนาจของฝรั่งเศส ซึ่งกดขี่ข่มเหง ขูดรีด และสร้างความเลวร้ายยิ่งกว่าตอนที่เขมรเคยเป็นเมืองขึ้นของไทยเสียอีก(1) และ(7)

ก่อนหน้าสัญญากับฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2407 (ค.ศ. 1864) เขมรมีการปกครองแบบจารีตโบราณ โดยมีราชสำนักไทยเป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ เมื่อมีปัญหาภายในครอบครัว พระมหากษัตริย์ไทยก็มักจะทรงยื่นมือเข้าไปแก้ไขและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในหมู่พี่น้องเรื่อยมา แต่พอฝรั่งเศสเข้ามาปกครองแทน ก็ได้เข้าควบคุมและจัดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการเมืองแบบโบราณของเขมรซึ่งฝรั่งเศสรับไม่ได้ โดยการแต่งตั้งข้าหลวงฝรั่งเศสให้ไปประจำการตามหัวเมือง

มาตรการใหม่ๆ ที่ฝรั่งเศสนำมาใช้คือ การยกเลิกทาสติดดินซึ่งดำเนินมาหลายศตวรรษ ยกเลิกการถือครองที่ดินของผู้มีบรรดาศักดิ์ และเก็บภาษีโดยตรงจากพ่อค้าและราษฎร มาตรการเหล่านี้ทิ่มแทงหัวใจของชาวเขมรที่ยังยึดติดกับจารีตแบบโบราณและระบอบอุปถัมภ์ ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือขุนนางที่ส่งส่วยให้ราชสำนักอีกทีหนึ่ง(1)

การกบฏในระหว่าง พ.ศ. 2428-29 ทำให้ฝรั่งเศสตระหนักว่า พระนโรดมที่ฝรั่งเศสสนับสนุนอาจเป็นต้นเหตุหลักของระบอบจารีตโดยแท้จริง และวิธีเดียวก็คือ ต้องปลดพระองค์ออก แต่เนื่องจากเกรงว่าการหักด้ามพร้าด้วยเข่าอาจเป็นการสุมเชื้อเพลิงให้ไฟกบฏลุกลามไปทั่วประเทศ จึงประวิงเวลาเพื่อยืดการปฏิรูปออกไป ในขณะเดียวกันก็มีท่าทีสนับสนุนพระหริราชดไนยไกรแก้วฟ้า (นักองศรีสวัสดิ์) พระอนุชาองค์ที่ 2 ให้มีอำนาจมากกว่าพระนโรดมผู้เป็นพระเชษฐา ความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจภายในราชวงศ์เขมรจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าจะเบาบางลง(7)

ขณะที่พระนโรดมทรงราชย์นั้นก็ทรงเป็นเพียง ”กษัตริย์หุ่น”Ž ที่ถูกเชิดโดยรัฐบาลฝรั่งเศส เป็นเหตุให้ราษฎรเสื่อมศรัทธา แม้แต่พระโอรสของพระนโรดมเอง ซึ่งตามรูปการณ์แล้วน่าจะอยู่ข้างพระนโรดมในฐานะองค์รัชทายาท แต่กลับไปช่วยเหลือฝ่ายกบฏต่อต้านฝรั่งเศส เจ้าชายองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระโอรสองค์โตของพระนโรดม มีพระนามว่า “เจ้าดวงจักร”Ž (Prince Duong Schack) จะเป็นผู้มีบทบาทมากที่สุดคนหนึ่งในการต่อต้านนโยบายของพระชนก และเป็นตัวเอกของเรื่องนี้

เจ้าดวงจักร-สายลับสองหน้าท่ามกลางวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 เผยโฉมครั้งแรกในหน้าหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส โดยถูกปรักปรำทันทีว่าเป็นสายให้ฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นพวกนิยมไทยแต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นที่ปรึกษาของข้าหลวงใหย่ฝรั่งเศสด้วย ทว่าตัวตนที่แท้จริงของเขากลับซ่อนอยู่ในเงามืดของประวัติศาสตร์ (ภาพจาก LžUnivers illustre, 18 Juillet 1893)

เจ้าดวงจักรเป็นใคร?

เจ้าดวงจักรเป็นพระโอรสองค์โตในเจ้าจอมมารดาพระสนมเอกของพระนโรดม คือ พระแม่นางสุชาติบุปผา เจ้าดวงจักรเป็นพระโอรสที่เกิดในระบอบจารีตอันเคร่งครัดของราชสำนักเก่าที่เมืองอุดงมีชัย มีความเฉลียวฉลาด แต่เป็นคนโผงผาง ไม่เกรงกลัวใคร มีพระอุปนิสัยแตกต่างจากพระนโรดมโดยสิ้นเชิง เจ้าดวงจักรจึงเป็นที่รักใคร่ของเสด็จอาคือเจ้าสีวัตถา เจ้าสีวัตถาเป็นนักการเมืองหัวรุนแรง เป็นคนตรงแบบยอมหักแต่ไม่ยอมงอ จึงเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับเจ้าดวงจักรผู้หลานอย่างสนิทสนมกลมเกลียว(7)

ตั้งแต่พระนโรดมทรงราชย์ใหม่ๆ ใน พ.ศ. 2407 (ค.ศ. 1864) นั้น รัฐบาลฝรั่งเศสต้องการสร้างเมืองหลวงใหม่ให้พระองค์ประทับที่พนมเปญเพื่อเปิดศักราชใหม่ของการปกครองโดยมีฝรั่งเศสเป็นนายทุนใหญ่ จึงต้องการให้ราชสำนักแยกตัวออกมาจากเมืองหลวงเก่าที่อุดงมีชัยซึ่งพระมหากษัตริย์ไทยสร้างให้ แต่ปรากฏว่าเฉพาะกลุ่มของพระนโรดมเท่านั้นที่ย้ายออกไป

ทว่าเมืองอุดงมีชัยก็ยังเป็นที่พำนักถาวรของสมเด็จพระพันปีหลวงและราชสำนักฝ่ายในซึ่งเป็นศูนย์กลางของราชวงศ์ขนาดใหญ่ เป็นที่น่าสังเกตว่าสมเด็จพระพันปีหลวงเป็นเจ้านายชั้นสูงผู้มากด้วยบารมีและให้การสนับสนุนฝ่ายกบฏ ซึ่งนำโดยพระอนุชาอีกหลายองค์ของพระนโรดมให้ต่อต้านฝรั่งเศส อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ฝรั่งเศสเข้ามามีอำนาจควบคุมกิจการภายในประเทศนี้ ราชสำนักเขมรก็แตกแยกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า และรวมกันไม่ติดอีกเลย(2)

รูปพระราชวังแห่งใหม่ของพระนโรดมในพนมเปญ ในภาพข้าหลวงฝรั่งเศสนำข้าราชการชาวเขมรเข้าแถวเคารพธงชาติฝรั่งเศส ในขณะที่เจ้าเขมรฝ่ายกบฏก็ต่อต้านนโยบายแปลกปลอมอย่างเต็มที่ เพราะไม่พอใจกับการกดขี่ข่มเหงของฝรั่งเศส (ภาพจากไปรษณียบัตรเก่า พบในฝรั่งเศส)

การที่เจ้าดวงจักรติดต่อลับๆ กับฝ่ายกบฏ และมีเส้นสายกับขุนนางในระบอบเก่า ที่ยังมีอิทธิพลตามหัวเมืองในภูมิภาคต่างๆ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนด้านปัจจัยต่างๆ จากสมเด็จพระอัยยิกา (สมเด็จพระพันปีหลวง) อย่างเปิดเผยนั้น ทำให้เจ้าดวงจักรเป็นผู้กว้างขวางในระบบการเมืองเขมร แม้แต่กับข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสประจำพนมเปญ ก็ยังต้องเก็บเจ้าดวงจักรไว้เป็นคนกลางเมื่อถึงคราวจำเป็น

แต่การที่เจ้าดวงจักรเป็นพระโอรสหัวแก้วหัวแหวนของพระนโรดม ไม่ได้แปลว่าเจ้าดวงจักรจะทำอะไรๆ ตามพระทัยของพระชนกไปหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าดวงจักรอยู่ฝ่ายเดียวกับเจ้าสีวัตถาซึ่งต่อต้านพระนโรดม และต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศสทางอ้อม แต่เจ้าดวงจักรก็เป็นคนกลางที่เข้ากับเจ้าเขมรทุกกลุ่มได้โดยไม่ผิดสังเกต ตรงนี้ทำให้งานของเจ้าดวงจักรดำเนินไปอย่างสะดวกรวดเร็วกว่าเจ้านายก๊กอื่นๆ และเป็นผู้เหมาะสมที่จะทำงานภาคสนามได้อย่างคล่องตัว

จากการที่เจ้าดวงจักรเป็นผู้ก่อการและเป็นแกนนำคนหนึ่งในกลุ่มกบฏของเจ้าสีวัตถาระหว่างปี พ.ศ. 2428-29 (ค.ศ. 1885-86) ซึ่งถึงแม้ว่าทำการไม่สำเร็จ แต่เจ้าสีวัตถาก็ได้มอบความไว้วางใจให้เจ้าดวงจักรเป็นผู้สืบสานอุดมการณ์ต่อไปและก่อนที่เจ้าสีวัตถาจะทิวงคตในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2434 (ค.ศ. 1891) นั้น เป็นที่รู้กันสำหรับคนวงในว่าเจ้าดวงจักรเป็นคนกลางประสานให้ฝ่ายกบฏและข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสได้เจรจากันจนเกือบจะบรรลุข้อตกลงในการประนีประนอมกันได้ ผลงานของเจ้าดวงจักรนับว่ามีคุณประโยชน์มากกว่าพระนโรดมผู้เป็นบิดาหลายเท่า ดังปรากฏว่าพระนโรดมไม่ทรงเคยประสบความสำเร็จในการปราบกบฏให้ราบคาบลงได้ จนกระทั่งกลุ่มกบฏของก๊กเจ้าสีวัตถามีอันแตกสลายลงไปเอง(7)

สมเด็จพระพันปีหลวง (พระชนนีของพระนโรดม) คือศูนย์กลางของราชสำนักฝ่ายในที่มีโลกทรรศน์เป็นของตนเอง เป็นแกนนำฝ่ายนิยมไทยและเป็นผู้สนับสนุนฝ่ายกบฏ

อย่างไรก็ดีความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าดวงจักรกับพระนโรดมผู้บิดาก็มิได้ราบรื่นในสายตาคนภายนอกเท่าใดนัก ปัญหาเรื่องรัชทายาทต่อจากพระนโรดมจึงเป็นเรื่องคลุมเครือที่ไม่มีข้อยุติ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝรั่งเศสคิดการณ์ไกลที่จะสถาปนาพระอนุชาองค์รองคือเจ้าศรีสวัสดิ์ผู้ซึ่งฝักใฝ่ฝรั่งเศสเต็มที่ให้เป็นผู้เหมาะสมที่สุดที่จะสืบแผ่นดิน

ในปี พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1888) ข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสรายงานเข้าไปยังปารีสว่า พระนโรดมมิได้ทรงวางตัวผู้ใดในตำแหน่งรัชทายาท แต่ในพระทัยแล้วจะมีก็แต่เจ้าดวงจักรเพียงผู้เดียวเท่านั้น ทว่าภาพลักษณ์เชิงลบของเจ้าดวงจักรก็มิได้ทำให้ฝรั่งเศสสบายใจเลย อีก 2 ปีถัดมา ข้าหลวงคนใหม่จากฝรั่งเศสชื่อ เมอร์สิเออร์เวอร์เนวีล (M. Verneville) รายงานพฤติกรรมอำพรางเกี่ยวกับเจ้าดวงจักรเข้าไปยังปารีส โดยเปรียบเปรยท่านเป็นเมฆดำที่ปลายขอบฟ้า (Dark Cloud on the Horizon)(1) และ(7)

ความเฉลียวฉลาดและกล้าหาญอย่างบ้าบิ่นของเจ้าดวงจักรเป็นสิ่งที่เมอร์สิเออร์เวอร์เนวีลหวั่นใจเสมอ ประกอบกับพื้นเพเดิมของตัวเจ้าเองที่ยังมีเจ้านายในระบอบเก่าให้ท้ายอยู่มาก พระชนนีของเจ้าดวงจักร คือ พระแม่นางสุชาติบุปผา เป็นข้าหลวงเดิมขึ้นตรงกับสำนักของสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าสนับสนุนนโยบายข้างไทยมาแต่เดิม ซึ่งก็คือต่อต้านฝรั่งเศส เมอร์สิเออร์เวอร์เนวีลได้ใช้ไม้แข็งกดดันให้พระนโรดมกักบริเวณเจ้าดวงจักรอย่างเข้มงวดภายในวังหลวง แต่เจ้าดวงจักรก็หลบหนีออกมาได้(7)

ต่อมาก็มีกระแสข่าวว่าเจ้าดวงจักรกำลังจะเดินทางไปฝรั่งเศสโดยผ่านทางเมืองไทย ข่าวนี้ถูกรายงานทันทีในหน้าหนังสือพิมพ์ที่กรุงเทพฯ แจ้งให้สังคมรู้ว่าการมาของเจ้าดวงจักรมีนัยทางการเมืองมากกว่าการแวะเยือนแบบธรรมดา(3)

เจ้าดวงจักร สายลับสองหน้าในกรุงเทพฯ

ถึงแม้เจ้าดวงจักรจะเป็นนักการเมืองที่มีกิตติศัพท์ว่าเป็นผู้นิยมนโยบายข้างไทย หรือโปรไทยทางสายสมเด็จพระพันปีหลวงก็ตาม แต่การที่เจ้าดวงจักรเองก็ยังคบค้าอยู่กับรัฐบาลฝรั่งเศส และเป็นพระโอรสของพระนโรดมที่ต่อต้านไทยอย่างเข้มแข็ง การมาของเจ้าดวงจักรในระหว่างที่เรือรบฝรั่งเศสถูกสั่งให้ระดมพลสู่น่านน้ำไทยมิได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแม้แต่น้อย หนังสือพิมพ์ธรรมสาตรวินิจฉัยรายงานทันทีว่าเจ้าเขมรกำลังเข้ามาหาข่าวในกรุงเทพฯ

เจ้าดวงจักรบุตรองค์นโรดม

เจ้าดวงจักรบุตรองค์นโรดม เจ้ากรุงกำพูชาคนนี้ เดิมได้หนีมาจากประเทศเขมรเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในกรุงเทพฯ ก่อนเวลาที่ฝรั่งเศสกับไทยวิวาทกัน ครั้นภายหลังหนีออกจากกรุงเทพฯ ออกไปยังกรุงฝรั่งเศศ เพื่อจะไปรับอาษาฝรั่งเศศเข้ามาคิดร้ายต่อกรุงสยาม ราชาธิปไตยฝรั่งเศศเหนว่าเจ้าดวงจักรคนนี้โหยกเหยกเกะกะมาก จึงได้เนระเทศให้ไปจากกรุงปารีศ ให้ไปอยู่ในเมืองแขกแอลจีเรีย ซึ่งเปนหัวเมืองขึ้นของฝรั่งเศศ เราได้ทราบข่าวเมล์จากทวีปยุโหรบ เรื่องเจ้าดวงจักรมีเรื่องราว ดังจะว่าต่อไปข้างล่างนี้

เจ้าดวงจักรคนนี้อายุประมาณ 32 ปีได้กระทำการให้เปนที่เดือดร้อนรำคารใจต่อราชาธิปไตยฝรั่งเศศมาก บัดนี้ได้เข้ามาอยู่ในกรุงปารีศประมาณเดือนเศศแล้ว เดิมเมื่ออยู่ในประเทศเขมรนั้นเจ้าดวงจักรได้วิวาทบาดหมางกับองค์นโรดมผู้บิดา องค์นโรดมทรงพระพิโรธว่า เจ้าดวงจักรคิดจะทำร้ายพระองค เจ้าดวงจักรจึงหนีไปอยู่ในกรุงสยาม ครั้นฝรั่งเศศวิวาทขึ้นกับไทย เจ้าดวงจักรจึงมาทวีปยุโหรบ มาขอรับอาษาราชาธิปไตยฝรั่งเศศว่าจะไปคิดก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นในกรุงสยามช่วยฝรั่งเศศ แล้วจะไปคิดกำจัดอังกฤศเสีย มิให้เปนใหญ่อยู่ในเขตรแดนเมืองเงี้ยวได้

รูปล้อทหารฝรั่งเศสทำร้ายทหารไทยในชุดนักรบโบราณ ล้มตายเหมือนตุ๊กตาไม้ ในร.ศ. 112 (ภาพจาก THE SKETCH, 1893)

คนจดหมายเหตุของหนังสือพิมพ์อังกฤศ ชื่อ เดลี เตเล คราฟ ได้กล่าวว่ากระทรวงว่าการต่างประเทศ และกระทรวงว่าการเมืองโกโลนีในกรุงปารีศ มิได้รับรองเจ้าดวงจักรเลย เจ้าดวงจักรเปนหนี้ค่าเช่าโฮเตลมากขึ้นทุกที พวกเจ้าหนี้ก็ตามมาทวงเงินร่ำไป เจ้าดวงจักรจึงบอกให้พวกเจ้าหนี้ทั้งหลายไปทวงเอากับราชาธิปไตยฝรั่งเศสเถิด เหตุฉะนี้พวกเสนาบดีฝรั่งเศสจึงเหนว่าจะนิ่งอยู่ให้เจ้าดวงจักรทำดังนี้ไม่ได้ จึงได้มีโทรเลขถามองค์นโรดมมาว่า พระองคท่านจะยอมให้เงินเบี้ยเลี้ยงแก่เจ้าดวงจักรบ้างฤาไม่ องคนะโรดมจึงโทรเลขตอบไปว่า เจ้าดวงจักรคิดจะฆ่าข้าพเจ้าอยู่ ให้ทำโทษกับมันอย่างคนคิดขบถเถิด เสนาบดีฝรั่งเศสจึงอนุญาตจ่ายเงินแผ่นดินเปนเบี้ยเลี้ยงให้แก่เจ้าดวงจักรอาทิตยละ 100 บาท (คือ 11 ปอนด์) เสมอไป แล้วให้ไปอยู่ในเมืองแขกแอลจีเรีย เจ้าดวงจักรก็ยอมตามนี้ เพราะเวลานั้นเจ้าดวงจักรกับภรรยาเช่าโฮเตลอย่างถูกอาไศยอยู่ และขัดขวางเงินอยู่ด้วยไม่มีพอใช้หนี้สิน

อยู่มาพายหลังเจ้าดวงจักรก็ไม่ยอมไปเมืองแขกแอลจีเรีย ขืนดื้ออยู่ในกรุงปารีศ กระทรวงเมืองจึงให้มองสิเออร์ คอ ดอง นายพลตระเวนมืดจับตัวเจ้าดวงจักร พาไปส่งเมืองแขกแอลจีเรีย มองสิเออร์ คอ ดอง กับ ดอกเตอรฮาน ซึ่งเป็นข้าหลวงรักษาราชการอยู่ในกรุงกำพูชาได้ไปบอกแก่เจ้าดวงจักรโดยดี เจ้าดวงจักรก็ไม่ยอมกลับพูดจาอยาบช้าต่อฝรั่งเศศมาก แล้วเจ้าดวงจักรว่าถ้าจะขืนให้ไปก็ได้ฉุดลากเอาไปเถิด

ขะณะนั้นพวกพลตระเวนถือตระบอง เข้าฉุดเจ้าดวงจักรมาขึ้นรถจ้าง เจ้าดวงจักรร้องโวยวายอึกกระทึกเหมือนเด็กทารก แล้วขับรถไปยังโรงพักรถไฟ ครั้นเข้าไปในรถไฟแล้ว เจ้าดวงจักรจึงว่ากับมองสิเออร์ คอ ดอง ว่าไม่ขัดขวางแล้ว ยอมตามคำบังคับของราชาธิปไตยฝรั่งเศศ ผู้สำเร็จราชการเมืองแขกแอลจีเรียได้จัดเรือนไว้ให้เจ้าดวงจักรแล้ว และเสนาบดีฝรั่งเศศได้บอกแก่ภรรยาเจ้าดวงจักรด้วยว่า เสนาบดีฝรั่งเศศไม่ยอมให้อยู่ในกรุงฝรั่งเศศ ภรรยาเจ้าดวงจักรไปอาไศรยอยู่กับหญิงฝรั่งเศศผู้หนึ่งชื่อ มาดามบรู รัวๆ ผู้นี้พูดติเตียนฝรั่งเศศมากที่จับเจ้าดวงจักรไป

ครั้นภรรยาเจ้าดวงจักรทราบว่าเสนาบดีฝรั่งเศสบังคับให้ไปเสียจากกรุงฝรั่งเศศ จะไปอยู่กับเจ้าดวงจักรในเมืองแขกแอลจีเรีย ฤาจะกลับไปเมืองเขมรก็ตามใจ ภรรยาเจ้าดวงจักรร้องให้เศร้าโศรกมาก ถ้าไม่ไปโดยดี ก็จะให้พลตระเวนจับตัวคุมไปส่งจงได้Ž(3)”   

สายลับสองหน้าเข้าตาจน

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าดวงจักรมาถึงกรุงเทพฯ คือ ท่านได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อนายวิเลย์ (Le Myre De Vilers) อดีตข้าหลวงใหญ่แห่งอินโดจีนฝรั่งเศสประจำไซ่ง่อน (ในสมัยนั้นฝรั่งเศสในไซ่ง่อนจะบังคับบัญชาข้าหลวงประจำเมืองเขมรอีกทีหนึ่ง – ผู้เขียน) ขณะปฏิบัติภารกิจอยู่ในกรุงเทพฯ ในฐานะทูตพิเศษเข้ามาเจรจาทำสัญญาสงบศึกในวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 จากนั้นเจ้าดวงจักรก็เดินทางต่อไปยังปารีสเพื่อร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐบาลฝรั่งเศส ในกรณีถูกคุกคามสวัสดิภาพ ทำให้เสียอิสรภาพโดยเมอร์สิเออร์เวอร์เนวีล ข้าหลวงใหญ่ประจำพนมเปญ(7)

นายวิเลย์ ข้าหลวงใหญ่แห่งอินโดจีนฝรั่งเศส ระหว่างวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 (ภาพจาก LžUnivers illustre, 2 Septembre 1893)

แต่การที่สำนักข่าวการเมืองฝ่ายขวาจัดของคู่กรณีทั้ง 2 ประเทศ คือ L’žUnivers illustré (ของฝรั่งเศส) และธรรมสาตรวินิจฉัย (ของไทย) ประโคมข่าวเกี่ยวกับเจ้าดวงจักรไปในทางลบแบบเดียวกัน ในลักษณะ หุ้นส่วนข่าวŽ มากกว่าที่จะแสดงความเป็น “คู่แข่ง”Ž เพื่อช่วงชิงพื้นที่ข่าว โดยปรักปรำเจ้าดวงจักรว่าเป็นสายลับของฝ่ายตรงข้ามด้วยกันทั้งคู่ สร้างกระแสสายลับต่างชาติให้ดูเข้มข้นเป็นจริงเป็นจังขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงต่างฝ่ายต่างก็ไม่อาจรับรองรายงานข่าวที่ตนได้รับว่าเท็จจริงขนาดไหน

ทั้งนี้ผู้เขียนจะไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์รายงานที่ว่า ”ครั้นฝรั่งเศศวิวาทขึ้นกับไทย เจ้าดวงจักรจึงมาทวีปยุโรป มาขอรับอาษาราชาธิปไตยฝรั่งเศศว่าจะไปคิดก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นในกรุงสยามช่วยฝรั่งเศศ”Ž เพื่อให้ความเคารพในวิจารณญาณของนักข่าวไทยในที่เกิดเหตุ ซึ่งน่าจะรู้ความเคลื่อนไหวและเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ดีกว่าคนรุ่นเราในปัจจุบัน(3) และ(6)

เมื่อเจ้าดวงจักรเดินทางถึงปารีสแล้ว ท่านก็ได้กลายเป็นข่าวซุบซิบในคอลัมน์ข่าวสังคมที่ชอบขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีของบรรดาข้าราชการในอาณานิคมต่างๆ ซึ่งย่อมจะสร้างความอับอายให้กับรัฐบาลฝรั่งเศสอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ทางปารีสได้ยื่นคำร้องมายังพระนโรดมให้ลงโทษพระโอรสของตนเองที่สร้างความฉาวโฉ่ให้กระทรวงอาณานิคม

ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) เจ้าดวงจักรก็ถูกจับกุมในข้อหาก่อความวุ่นวายขึ้นที่ปารีส และถูกเนรเทศออกไปยังประเทศแอลจีเรีย เมืองขึ้นของฝรั่งเศสทางทวีปแอฟริกาเหนือ ท่านถูกคุมขังอยู่ที่นั่นจนเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำใน พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าเรื่องของเจ้าดวงจักรเป็นหลุมดำในประวัติศาสตร์ที่ลึกลับ ต่อมาเรื่องก็เงียบหายไปกับกาลเวลา(7)

บางทีพระนโรดมจะต้องการเจ้าดวงจักรพอๆ กับที่ฝ่ายกบฏก๊กเจ้าสีวัตถาต้องการท่านเช่นกันเพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงของฝ่ายตน แม้แต่รัฐบาลฝรั่งเศสเองก็ยังเรียกใช้เจ้าดวงจักรเมื่อถึงคราวจำเป็น การจากไปของเจ้าดวงจักรด้วยวิธีเนรเทศตัดตอนโดยรัฐบาลฝรั่งเศส อาจเป็นการยุติบทบาทของสายลับสองหน้าที่รู้เรื่องมากเกินไป และกลายเป็นหนามยอกอกของรัฐบาลฝรั่งเศสที่บงการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งในอินโดจีน และกรณี ร.ศ. 112 ก็เป็นได้


เอกสารประกอบการค้นคว้า

(1) ไกรฤกษ์ นานา. ”รัชกาลที่ 4 ทรงคิดอย่างไรกับการเสียดินแดน ’ครั้งแรก’ž?”,Ž ใน “ค้นหารัตนโกสินทร์”Ž สิ่งที่เรารู้อาจไม่ใช่ทั้งหมด. กรุงเทพฯ : มติชน, 2552.

(2) ______. ”สืบจากภาพ หลักฐานใหม่ พลิกประวัติศาสตร์ ใคร ’สวมมงกุฎ’ž กษัตริย์เขมร?”,Ž ใน ค้นหารัตนโกสินทร์ (2) เทิดพระเกียรติ 100 ปี วันสวรรคตรัชกาลที่ 5. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553.

(3) ธรรมสาตรวินิจฉัย ฉบับที่ 57 วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม ร.ศ. 112 (ด้วยความเอื้อเฟื้อของ พลตรี หม่อมราชวงศ์ศุภวัฒย์ เกษมศรี)

(4) อัช บุณยานนท์, ร.อ.ต. (แปล). รายงานการเดินทางของเรือโคเมต, ฝรั่งเศส-สยาม ร.ศ. 112. กรมยุทธศาสตร์ทหารเรือ, พ.ศ. 2473.

(5) เอกสารทางประวัติศาสตร์ จากศูนย์ข้อมูลของพิพิธภัณฑ์กองทัพเรือ ณ ปราสาท Chateau De Vincennes, Paris พบครั้งแรกเมื่อ 20 มกราคม 2551.

(6) L’žUnivers illustré, Paris, 8 Juillet 1893.

(7) Osborne, Milton E. The French Presence in Cochinchina and Cambodia. White Lotus, 1997.


หมายเหตุ บทความในนิตยสารชื่อ สายลับสองหน้าŽจากกัมพูชา กลางวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ในเงามืดของประวัติศาสตร์

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 มกราคม 2563

https://www.silpa-mag.com/history/article_44123

เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เหตุที่ทำให้สยามปกครองพระตะบองกว่า 1 ศตวรรษ ថ្ងៃអាទិត្យ 12 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ប្រវត្តិសាស្ត្រ, ภาษาไทย.
1 comment so far

วัดกำแพง เมืองพระตะบอง

บทนำ

เมืองพระตะบอง เป็นหัวเมืองสำคัญของกัมพูชา เพราะเป็นหัวเมืองที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ด้วยเหตุที่มีพื้นที่ติดทะเลสาบ และมีแม่น้ำสังแกไหลผ่าน ทำให้ดินแดนบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก จนมีคำกล่าวกันในหมู่ชาวกัมพูชาว่าเมืองพระตะบองเพียงเมืองเดียวสามารถปลูกข้าวเลี้ยงประเทศกัมพูชาได้ทั้งประเทศ คำกล่าวนี้ย่อมแสดงถึงความสำคัญของเมืองพระตะบองที่มีต่อความรู้สึกของชาวกัมพูชาได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๒๖ ไทยได้เข้าปกครองเมืองพระตะบองและหัวเมืองใกล้เคียงให้ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ โดยมีเจ้าเมืองเป็นขุนนางเชื้อสายกัมพูชา คือ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เป็นผู้ปกครอง เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ถึงแก่อสัญกรรม ทางกรุงเทพฯ ได้ตั้งเจ้าเมืองพระตะบองโดยเลือกจากเชื้อสายของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) และกรมการเมืองพระตะบองที่มีความสามารถไปปกครอง จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ซึ่งเป็นปีที่ไทยได้ทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ โดยแลกมณฑลบูรพา (พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ) กับเมืองด่านซ้าย เมืองตราดรวมทั้งหมู่เกาะต่างๆ

เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (ชุ่ม) จึงย้ายบ้านเรือนบริวารเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร การปกครองเมืองพระตะบองโดยเจ้าเมืองในเชื้อสายของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) จึงหลงเหลืออยู่เพียงในความทรงจำของชาวเมืองพระตะบอง ที่ยังคงเล่าถึงท่านเจ้าผู้ปกครองเมืองพระตะบองสืบมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองพระตะบองภายใต้การปกครองของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ มีนักวิชาการท้องถิ่นชาวเมืองพระตะบองชื่อ “โตว์จ ฌวง” ได้ศึกษารวบรวมและเรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อว่า “พระตะบองสมัยท่านเจ้า” (ฮาวาย : ศูนย์เอกสารค้นคว้าอารยธรรมเขมร, ๑๙๙๔) ผู้แปลเห็นว่าเนื้อหาในบทที่ ๑-๒ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เมืองพระตะบองในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักรัตนโกสินทร์ และเป็นข้อมูลมุขปาฐะที่น่าสนใจ มีรายละเอียดหลายประการแตกต่างจากเอกสารเกี่ยวกับเมืองพระตะบองที่ฝ่ายไทยได้เรียบเรียงขึ้น เช่น พงศาวดารเมืองพระตะบอง เป็นต้น

ดังนั้นเอกสารชุดนี้จึงน่าจะมีประโยชน์หากนำมาศึกษาร่วมกับเอกสารไทย เพื่อให้ทราบและก่อให้เกิดความเข้าใจถึงความทรงจำที่เกี่ยวกับเมืองพระตะบองในยุคที่ไทยปกครองจากสายตาของชาวกัมพูชา ในที่นี้ผู้แปลจึงถอดความจากหนังสือดังกล่าวมา โดยพยายามรักษาถ้อยคำสำนวนตามฉบับภาษาเขมรไว้ทั้งหมด นอกจากนี้ผู้แปลได้จัดทำเชิงอรรถอธิบายเพิ่มเติมโดยมีวงเล็บต่อท้ายว่าผู้แปล และจัดวรรคตอนใหม่ เพื่อให้อ่านเข้าใจง่ายขึ้นดังนี้


เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) :

เหตุที่ทำให้สยามปกครองพระตะบองกว่า ๑ ศตวรรษ

ในปี ค.ศ. ๑๗๖๔ (พ.ศ. ๒๓๐๗) ประเทศสยามมีชาวจีนคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ปกครองเมืองหนึ่งบริเวณชายแดนพม่าชื่อเมืองตาก เรียกเจ้าเมืองนี้ว่า “พระยาตากสิน” เพราะชื่อสิน ในปี ค.ศ. ๑๗๖๖ (๒๓๐๙) พม่ายกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยาราชธานีสยาม ทำให้สยามตกอยู่ภายใต้ความไร้อธิปไตย ราชวงศานุวงศ์กษัตริย์สยามแตกกระจัดกระจาย ประเทศสยามต้องแตกเป็นแคว้นเล็กๆ เป็นเอกราชทุกแห่ง เชื้อพระวงศ์สยาม ๒ พระองค์ นามเจ้าจุล และเจ้าสีสังข์ ได้หนีมาหลบอยู่ในประเทศกัมพูชากับพระบาทนารายณ์ราชาองค์ตน

อนุสาวรีย์ตาตัมบอง จังหวัดพระตะบอง (ภาพจาก http://cambodianchildrenstrust.org)

เวลานั้นพระยาตากสินได้ประมวลพรรคพวกตีขับไล่ทัพต่างประเทศที่อุกอาจ ปราบปรามผู้ก่อความปั่นป่วนในประเทศ แล้วประกาศตนเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศสยาม เรียกว่าพระเจ้าตากสิน ตามเมืองเดิมและชื่อเดิม พระเจ้าตากสินได้ยกราชธานีไปตั้งอยู่ห่างประมาณ ๗๐ กิโลเมตร ทางใต้ของกรุงศรีอยุธยา ตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ฝั่งตะวันตก ราชธานีใหม่นี้ชื่อว่าธนบุรี

ในปี ค.ศ. ๑๗๖๘ (พ.ศ. ๒๓๑๑) พระเจ้าตากได้ส่งสาส์นมาถึงพระบาทนารายณ์ราชาองค์ตน ขอให้รับรู้ว่าพระองค์เป็นกษัตริย์สยามพระองค์ใหม่ แต่พระองค์ตนได้ปฏิเสธ พระเจ้าตากขัดพระทัยยิ่ง จึงยกทัพมาบุกตีประเทศเขมร โดยอ้างข้ออ้างว่าเพื่อนำพระองค์นนรามา ซึ่งหลบหนีไปอยู่ในเมืองสยามนานแล้วนั้น ให้คืนมาเสวยราชย์ยังประเทศกัมพูชา

พระเจ้าตากได้จัดเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้นำทัพบก ส่วนพระองค์บัญชากองทัพเรือทางทะเลมาขึ้นที่กำปอด โดยนำพระองค์นนรามามาด้วย ทัพสยามได้ตีบุกประเทศกัมพูชา ตลอดจนถึงอุดงค์มีชัย พระนารายณ์ราชาต้านทานไม่ได้ เสด็จหนีไปเมืองญวนขอพึ่งกษัตริย์ญวน พระเจ้าตากก็ยกพระองค์นนรามาให้ขึ้นเสวยราชย์ ณ อุดงค์มีชัย

พระนารายณ์ราชาองค์ตน โดยได้รับความช่วยเหลือจากทัพญวนได้โจมตีผลักดันพระองค์นนรามาให้ออกจากอุดงค์ไปตั้งอยู่ที่กำปอด ปกครองเมืองภาคใต้ นับแต่นั้นเป็นต้นมาประเทศเขมรแบ่งเป็น ๒ ส่วน มีกษัตริย์องค์หนึ่งอยู่ที่อุดงค์ กษัตริย์อีกองค์หนึ่งอยู่ที่กำปอด ในเวลานี้เองมีขุนนางคนหนึ่งชื่อแบน ได้เข้าไปขอรับใช้พระองค์นนรามา พญาแบนผู้นี้เกิดในเมืองตรัง (เตรียง) ในจังหวัดตาแก้วทุกวันนี้

ส่วนที่อุดงค์มีชัย พระนารายณ์ราชาองค์ตนได้จัดราชทูต ให้นำราชสาส์นไปถวายพระเจ้าตาก ยอมรับทราบว่าพระเจ้าตากเป็นกษัตริย์สยาม พระเจ้าตากหยุดหาเรื่องหาเหตุกับพระนารายณ์ราชาองค์ตน แต่ด้วยความเหนื่อยหน่ายสงคราม พระนารายณ์ราชาองค์ตนจึงยอมสละราชสมบัติถวายพระองค์นนรามา ในปี ค.ศ. ๑๗๗๕ (พ.ศ. ๒๓๑๘) พระองค์ตนยินยอมรับฐานะต่ำกว่าเป็นพระมหาอุภโยราช (เทียบได้กับตำแหน่งวังหลัง) พระองค์ตนสุคตในปี ค.ศ. ๑๗๗๗ (พ.ศ. ๒๓๒๐) โดยมีพระราชบุตรเพียงพระองค์เดียวคือพระองค์เอง ซึ่งยังเป็นเด็ก

พระองค์นนรามามีความคิดอยากกำจัดอิทธิพลญวนเหนือประเทศเขมร โดยยกทัพไปรบกับญวน ในเวลาซึ่งมีความวุ่นวายจากพวกไตเซินในประเทศญวน เรื่องนี้ทำให้ขุนนางเก่าซึ่งนิยมพระองค์ตนขัดใจอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นเพื่อสนองคุณสยาม พระองค์ได้เกณฑ์ทัพและเสบียงไปช่วยสยามรบกับลาวอีก ผู้ซึ่งถูกเกณฑ์เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายในเมืองกำพงสวาย บารายณ์ และโคกแสะ โดยการสมรู้ร่วมคิดของขุนนาง ๓ คน ซึ่งเป็นพี่น้องกัน คือ ออกญาเดโช (แทน) ออกญาแสนข้างฟ้า (เปียง) และออกญามนตรีเสน่หา (โสร์)

ออกญามนตรีเสน่หา (โสร์) ถูกพระองค์นนรามาตัดสินโทษประหารชีวิต ไม่เพียงเท่านั้น พระองค์นนรามาเข้าใจผิดไปจัดเจ้าฟ้ามู ซึ่งเป็นพี่ของขุนนางทั้ง ๓ คนนั้นไปปราบออกญาเดโช (แทน) และออกญาแสนข้างฟ้า (เปียง) สมเด็จเจ้าฟ้ามูจึงร่วมมือกับน้องแล้วแปรทัพมารบกับพระองค์นนรามา

ในเวลานั้น พระองค์นนรามาได้แต่งตั้งออกญาวงศาอัครราช (แบน) ให้ขึ้นเป็นออกญายมราช แล้วจัดให้อยู่ดูแลรักษาราชธานีกับออกญาวิบุลราช (ซู) พระองค์นนรามาก็ยกทัพไปกำพงสวายปราบกบฏของเจ้าฟ้ามู พร้อมทั้งน้องและพรรคพวก ออกญาวิบุลราช (ซู) ซึ่งเป็นพรรคพวกของเจ้าฟ้ามูจึงจัดพนักงานให้ไปพึ่งญวนมาช่วยสมเด็จเจ้าฟ้ามู ทัพญวนเข้ามาช่วยแล้วได้จับพระองค์นนรามาและพระราชวงศานุวงศ์สำเร็จโทษทั้งหมด ขุนนางเสนาบดีทั้งหมดจึงยกราชสมบัติถวายยังพระองค์เองซึ่งเพิ่งจะมีชนมายุ ๗ พรรษา ให้ขึ้นเสวยราชย์ เพียงแต่อำนาจรัฐจริงถูกเจ้าฟ้ามูควบคุมทั้งหมด ในฐานะเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ามหาราช

สมเด็จเจ้าฟ้ามูได้ยกน้องชื่อเปียง ให้ขึ้นเป็นออกญาจักรี แล้วยกออกญาวิบุลราช (ซู) ให้ขึ้นเป็นออกญากลาโหม พระบิดาเลี้ยงของพระองค์เอง ก็ได้ขึ้นเป็นที่ออกญาวัง สมเด็จเจ้าฟ้ามูไม่ไว้ใจออกญายมราช (แบน) เพราะเป็นคนของพระองค์นนรามา จึงจัดยมราช (แบน) ให้ไปอยู่กำพงสวายกับออกญาเดโช (แทน)

ส่วนในกรุงธนบุรี พระเจ้าตากกังวลพระทัยมากกับการกบฏของสมเด็จเจ้าฟ้ามู จึงได้จัดให้เรียกหาตัวออกญายมราช (แบน) ไปเมืองสยาม เมื่อถึงแล้วพระเจ้าตากให้ลงโทษออกญายมราช (แบน) อย่างหนัก ว่าหูเบาทำให้เขาฆ่ากษัตริย์ได้ แล้วจัดให้เฆี่ยนยมราช (แบน) ๑๐๐ ไม้ ตัดใบหูและใส่คุกในเมืองสยามต่อไป

วัดปราบปรามปัจจามิตร เมืองพระตะบอง

ภายหลังพระเจ้าตากโปรดให้ปล่อยออกญายมราช (แบน) ออกจากคดีให้กลับมาสู่ประเทศเขมร พร้อมกับเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งยกทัพใหญ่มาตีปราบพวกสมเด็จเจ้าฟ้ามูจนถึงเมืองอุดงค์ เจ้าฟ้ามูจึงจัดให้ไปขอกองทัพช่วยจากกษัตริย์ญวน กษัตริย์ญวนชื่อเธียงตี จึงจัดเสนาทหารให้มาช่วยสมเด็จเจ้าฟ้ามหาราชมู ในเวลาซึ่งเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) กำลังทำสงครามในประเทศเขมร พระเจ้าตากซึ่งประทับอยู่ที่กรุงธนบุรี ได้จำเริญพระกรรมฐานตามพระพุทธศาสนาจึงกลายเป็นวิกลจริตซึ่งเป็นเหตุนำให้เกิดจลาจลและไร้อธิปไตยทั้งพระนคร

เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งกำลังทำสงครามในประเทศเขมร ได้ทราบเรื่องจลาจลซึ่งเกิดในกรุงธนบุรี จึงนำทัพกลับคืนไปเมืองสยาม เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ได้ปราบกบฏและจลาจลในพระนครเสร็จแล้วจึงขึ้นครองอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศสยาม ทรงพระนามว่าพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ยกราชธานีจากธนบุรีซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตก มาตั้งอยู่ที่ฝั่งตะวันออกหน้ากรุงเก่า ตั้งชื่อว่ากรุงเทพมหานคร

ในเวลานี้ออกญายมราช (แบน) ได้เข้ามาประเทศเขมร โดยได้ร่วมคิดกับออกญากลาโหม (ซู) ซึ่งเพิ่งจะได้ขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยา (ซู) ออกญายมราช (แบน) และสมเด็จเจ้าพระยา (ซู) ได้พากันฆ่าสมเด็จเจ้าฟ้ามหาราช (มู) และครอบครัวทั้งหมด สมเด็จเจ้าพระยา (ซู) จึงขึ้นกุมอำนาจเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า (ซู) ต่อมาภายหลังสมเด็จเจ้าฟ้า (ซู) อยากกุมอำนาจแต่ผู้เดียว จึงหาอุบายฆ่าออกญายมราช (แบน) แต่ออกญายมราช (แบน) รู้ตัวทัน จึงนำพรรคพวกไปฆ่าเจ้าฟ้า (ซู) แล้วออกญายมราช (แบน) จึงขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าทลหะกำกับการแผ่นดินต่อมา

ด้วยเหตุที่ไม่สามารถปราบคู่ศัตรูได้ทั้งหมด สมเด็จเจ้าฟ้า (แบน) จึงอัญเชิญพระองค์เองและราชวงศานุวงศ์ทั้งหมดมาเมืองสยาม พระเจ้ากรุงสยามทรงรับพระองค์เองอย่างเอื้ออารีแล้วจัดไว้เป็นพระราชบุตรบุญธรรม ในเวลาซึ่งเจ้าฟ้า (แบน) นำทัพไปเมืองสยามนั้น พรรคพวกข้างเจ้าฟ้า (มู) ได้พากันเข้ามากรุงอุดงค์ แล้วยกออกญาเดโช (แทน) ให้ขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า (แทน)

พระเจ้าสยามทรงแต่งตั้งเจ้าฟ้า (แบน) เป็นเจ้าพระยาอภัยธิเบศ วิเศษสงคราม รามนรินทร์ อินทรชัย อภัยเภรี ปรากรมพาหุ แล้วได้จัดให้นำทัพมาป้องกันเมืองพระตะบองและตีกำจัดเจ้าฟ้า (แทน) ออกจากอุดงค์มีชัย ซึ่งเป็นเหตุให้มีสงครามระหว่างเขมรข้างหนึ่งซึ่งพึ่งญวน กับเขมรอีกข้างหนึ่งซึ่งพึ่งสยาม

ทัพเจ้าฟ้า (แทน) ได้ตีผลักดันทัพเจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) จนถึงพระตะบอง แต่เจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) ได้ตีตอบมาอย่างรุนแรง ทำให้ทัพเจ้าฟ้า (แทน) ปราชัยอย่างหนักที่แพรกโฏนเตียว ทัพเจ้าฟ้า (แทน) แตกหนีกระจัดกระจายจนถึงพนมเปญ เจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) ไล่ตามถึงอุดงค์ แล้วจับได้สมเด็จเจ้าฟ้า (แทน) นำไปถวายกษัตริย์สยาม กษัตริย์สยามเปลี่ยนเป็นปรานียกเว้นโทษให้สมเด็จเจ้าฟ้า (แทน)

เจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) ขึ้นกุมอำนาจในเมืองอุดงค์ ปกครองประชาราษฎรโดยวิธีโหดร้ายฆ่าฟันไม่ปรานีทำให้ราษฎรเดือดร้อนอย่างหนัก (ในสมัยเจ้าฟ้า (แบน) ผู้ชายส่วนใหญ่ตายหมด เหลืออยู่แต่หญิงแม่ม่ายและลูกกำพร้า จึงมีเล่าว่า “สมัยเจ้าฟ้า (แบน) แม่ม่าย ๑๐ คน มีราคา ๑ สลึง โสเภณี ๑๐ คน เสมอหมากทะลาย ๑”)

พระเจ้าสยามทราบเกี่ยวกับความโหดร้ายของเจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) จึงยินยอมส่งพระองค์เองให้คืนมาเสวยราชย์ พระองค์เองมีพระชนมายุ ๒๒ พรรษา จึงเสด็จมาเสวยราชย์ที่ประเทศเขมรในปี ค.ศ. ๑๗๙๔ (พ.ศ. ๒๓๓๗)

ในเวลานั้นเจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) ขอพระองค์เองมาเป็นเจ้าเมืองพระตะบองและเสียมราบ เพราะตนเองไม่สามารถทำงานอยู่ในอุดงค์ได้ ด้วยมีความขัดแย้งกับสมเด็จเจ้าฟ้า (ปก) ซึ่งเป็นพระบิดาเลี้ยง กับพระองค์แก้ว (ด้วง) และกับออกญาเดโช (แทน) พระองค์เองจึงยินยอม แต่ภายหลังเจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) ได้เข้าไปกราบถวายบังคมพระเจ้าสยามขอไม่ฟังราชการกรุงอุดงค์เพราะตนมีความขัดแย้งกับขุนนางชั้นสูงที่อุดงค์ โดยตนขอส่งส่วยสาอากรมาทางพระเจ้าสยาม

พระเจ้าสยามมีพระทัยยินดียิ่ง จึงส่งพระราชสาสน์มายังพระองค์เองขอเมืองพระตะบองและเสียมราบ พระองค์เองไม่ยอม แต่ภายหลังมารู้ว่าเจ้าพระยา (แบน) กบฏร่วมมือกับกษัตริย์สยามแล้ว จึงยินยอมถวายเมืองพระตะบองและเสียมราบแด่พระเจ้าสยามแต่เพียงรัชกาลเดียวคือรัชกาลพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พ้นจากรัชกาลนี้ไป พระองค์เองขอเอาเมืองทั้งสองนี้คืนมา ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๗๙๕ (พ.ศ. ๒๓๓๘) เป็นต้นมา เมืองพระตะบองเสียมราบ ซ็อมณัต (สํณาต่) และจงกัล (จุงกาล่) ได้กลายเป็นเมืองสยาม โดยมีเจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) และครอบครัวกุมอำนาจตรวจตราเป็นเจ้าครองแคว้นบนแผ่นดินอันเวิ้งว้างนี้จนถึงปี ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๔๕๐)

พระองค์เองยินยอมถวายเมืองพระตะบองและเสียมราบแด่พระเจ้าสยามแต่เพียงรัชกาลเดียวคือรัชกาลพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเท่านั้น พระองค์เองจะขอคืนมาในรัชกาลกษัตริย์พระองค์หลัง แต่ในปี ค.ศ. ๑๘๐๖ (พ.ศ. ๒๓๔๙) พระองค์เองได้สุคตก่อนพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกไปอีก พระมหากษัตริย์หลังพระองค์เองมีกังวลต่างๆ จึงไม่ได้ทวงเอาเมืองเหล่านี้คืนจากสยาม ครอบครัวเจ้าฟ้า (แบน) จึงกำกับเมืองนี้ จนถึง ๖ ชั่วคน รวมทั้งเจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) จนถึงท่านคทาธร (ชุ่ม)๘ คือปี ค.ศ. ๑๗๙๕ (พ.ศ. ๒๓๓๘) ถึง ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๔๕๐)

อนุสาวรีย์รูปปั้นเจ้าศรีสวัสดิ์ กษัตริย์กัมพูชา อนุสาวรีย์ที่ระลึกคืนเมืองเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ในปี ค.ศ. 1907 ภาพจากไปรษณีย์เก่า (ขอบคุณภาพจากคุณไกรฤกษ์ นานา)

๑ ศตวรรษใต้อำนาจครอบครัวเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน)

ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๗๙๕ (พ.ศ. ๒๓๓๘) เป็นต้นมา เจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) ได้ขึ้นเป็นเจ้าครองแคว้น หยุดฟังคำสั่งกษัตริย์เขมรที่อุดงค์ กำกับเมืองพระตะบองโดยมีความช่วยเหลือจากกองทัพสยาม และต้องยกส่วยสาอากรไปถวายพระเจ้าสยามทุกปี ภายหลังจากที่ถึงแก่อสัญกรรม ครอบครัวของเขารับมรดกตรวจตราเมืองพระตะบองทั้งสิ้น ๕ ชั่วคน จนถึงปี ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๔๕๐) เมืองพระตะบองจึงได้กลับคืนมายังประเทศเขมร

เรานิยมเรียกเจ้าพระยาอภัยธิเบศว่าเจ้าฟ้า (แบน) ตามตำแหน่งซึ่งตั้งตนเองเป็นใหญ่ปกครองประเทศเขมรที่อุดงค์ คำว่าเจ้าฟ้าถูกทิ้งไปตั้งแต่กษัตริย์สยามตั้งให้เป็น “เจ้าพระยาอภัยธิเบศ วิเศษสงคราม รามนรินทร์ อินทรชัย อภัยเภรี ปรากรมพาหุ”

เราไม่มีเอกสารชัดเจนมากเกี่ยวกับลูกหลานของเจ้าฟ้า (แบน) ผู้นี้ เพราะเอกสารกล่าวถึงไม่สามารถเหลืออยู่ได้ เราทราบได้แต่ท่านคทาธร (ชุ่ม) ซึ่งเป็นเจ้าครองแคว้นหลังสุดของครอบครัวเจ้าฟ้า (แบน) ซึ่งเขาเรียกว่า ครอบครัว “อภัยวงศ์” หลังจากได้ขึ้นเป็นเจ้าครองแคว้น เจ้าฟ้า (แบน) ได้จัดราษฎรเขมร ๑ แสนคน ให้ไปช่วยเผาอิฐ ขุดคลอง ที่ราชธานีสยาม ทำให้เขมรพลัดพรากลูกเมีย ไปอยู่เมืองของเขาจนถึงทุกวันนี้ เกิดเป็นหมวดหมู่บ้านหนึ่งเรียกว่า “บางแสน”

ภายหลังจากที่พระองค์เองสุคตไปในปี ค.ศ. ๑๘๐๖ (พ.ศ. ๒๓๔๙) เจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) ได้นำบุตรีชื่อ “นางเทพ” มาถวายพระองค์จันท์ซึ่งเพิ่งจะขึ้นเสวยราชย์ที่อุดงค์ นักมนางเทพนี้มีบุตรี ๑ องค์ นามว่า พระองค์แมน ซึ่งภายหลังญวนจับเอาไปถ่วงน้ำฆ่าเสียที่เมืองลงโฮ

เจ้าพระยาอภัยธิเบศ (แบน) ถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. ๑๘๐๙ (พ.ศ. ๒๓๕๒) ประมาณ ๑ เดือน หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสวรรคต พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ของประเทศสยามคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้แต่งตั้งท่านวิบุลราช (แปน)๑๐ ซึ่งต้องเป็นลูกท่านอภัยธิเบศ (แบน) ให้ขึ้นถืออำนาจในเมืองพระตะบอง โดยมีตำแหน่งเป็น เจ้าพระยาอภัยธิเบศ๑๑ ต่อมา

ท่านวิบุลราช (แปน) กุมอำนาจได้ ๗ ปี จึงถึงแก่มรณกาลไป ท่านรส ซึ่งต้องเป็นลูกของท่านวิบุลราช (แปน)๑๒ กษัตริย์สยามได้แต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาอภัยธิเบศ๑๓ ต่อมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๑๖ (พ.ศ. ๒๓๕๙) ท่านอภัยธิเบศ (รส) กุมอำนาจได้ ๒๐ ปี จึงถึงแก่อสัญกรรมไปในปี ค.ศ. ๑๘๓๕ (พ.ศ. ๒๓๗๘)

ในเวลานี้ราชธานีอุดงค์มีวิบัติราชวงศ์อย่างหนัก ญวนได้ยกกษัตรีย์องค์มีให้เสวยราชย์ พระองค์ด้วงและพระองค์อิ่ม ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระองค์จันท์ได้หนีไปเมืองสยาม สยามได้อุปถัมภ์พระองค์อิ่มและพระองค์ด้วง โดยจัดให้พระองค์อิ่มมาประทับอยู่แก้ขัดที่เมืองพระตะบอง พระองค์ด้วงเสด็จมาครองอยู่ที่เมืองมงคลบุรี ตรงวัดโพธิหลวง เมื่อมาถึงพระตะบอง พระองค์อิ่มได้ก่อสร้างป้อมกำแพงแห่งหนึ่ง แต่เป็นป้อมกำแพงทำจากไม้ปักแซมกระดานแทงดิน เพียงแต่น้ำท่วมในฤดูฝน

ในเวลานั้นกษัตริย์สยามพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เหมือนว่าอยากให้ครอบครัวเจ้าฟ้า (แบน) หยุดกุมอำนาจที่พระตะบอง จึงได้มอบเมืองพระตะบองให้พระองค์อิ่มปกครอง พระองค์อิ่มไม่เต็มใจจะเป็นเพียงแค่เจ้าครองแคว้น ครองเมืองหนึ่ง แต่ปรารถนามาเสวยราชย์อยู่ที่อุดงค์เพียงอย่างเดียว

เวลานั้นญวนรู้ว่าพระองค์อิ่มมาประทับอยู่พระตะบอง จึงจัดพนักงานซึ่งเรียกว่า “องผอร์” ให้เข้ามาหลอกพระองค์อิ่มโดยล่อลวงว่า ญวนจะมอบราชสมบัติถวาย พระองค์อิ่มยินดียิ่งเพราะตรงกับใจ จึงเขียนจดหมายลับฉบับหนึ่งไปถวายกษัตริย์สยามว่า พระองค์ด้วงซึ่งประทับอยู่ที่มงคลบุรี มีการติดต่อสมคบกับญวน กลอุบายนี้ประสงค์จะแยกพระองค์ด้วงอย่าให้มาเสวยราชย์ในอุดงค์แข่งกับพระองค์ กษัตริย์สยามรับทราบแล้วจึงให้นำพระองค์ด้วงไปยังกรุงบางกอก๑๔

เมื่อมีโอกาสดี พระองค์อิ่มจึงลอบเดินทางอย่างเงียบๆ กับพนักงานญวนไปอุดงค์ พระองค์อิ่มไม่ได้เสด็จไปเพียงพระองค์เดียว แต่ได้จับท่านปลัดรส กรมการเมืองพระตะบอง พร้อมทั้งกวาดต้อนครอบครัวเขมรที่อยู่ตามทางเอาไปด้วย๑๕ 

แต่ในเมื่อถึงเมืองโพธิสัตว์ ญวนได้จับทั้งพระองค์อิ่ม พร้อมทั้งท่านปลัด ทั้งครอบครัวเขมรเอาไปคุมไว้ที่กรุงเว้ ณ ประเทศเวียดนาม ญวนคุมครอบครัวเขมรไว้อยู่กว่า ๑๐ ปี ในกรุงเว้นี้ ท่านปลัดรสได้บนบานพระรัตนตรัย ขอให้ช่วยเขาและครอบครัวให้ได้กลับมาเมืองเขมร ท่านปลัดได้บนบานว่าจะสร้างวัดหนึ่งตอบสนองคุณพระรัตนตรัย เหตุนี้ในเวลาภายหลังซึ่งได้กลับเมือง ท่านปลัดได้สร้างวัดหนึ่งซึ่งเรียกว่าวัดปลัดมาจนถึงทุกวันนี้

สยามกังวลมากเกี่ยวกับการแทรกซึมของญวนที่พระตะบองซึ่งเป็นประตูของประเทศ สยามจึงจัดเจ้าพระยาบดินทรเดชา เรียกว่าเจ้าพระยาบดินทร์ หรือท่านเจ้าคุณ ให้จัดแจงเมืองพระตะบอง เกี่ยวเนื่องกับการรบกวนของกองทัพญวนเป็นเหตุ ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๓๘ (พ.ศ. ๒๓๘๑)

ในการจัดแจงเมืองพระตะบองนี้ สยามได้เข้ามาสร้างกำแพงเมืองทำจากอิฐโบกปูนขาว มีความยาว ๑๘ เส้น กว้าง ๑๒ เส้น ชาวเมืองเรียกกำแพงปราการนี้ตามสยามว่ากำแพงสูง หรือกำแพง ได้สั่งซื้อปืนใหญ่เป็นจำนวนมากจากประเทศอังกฤษ เพื่อการป้องกันกำแพงนี้ อีกประการหนึ่งได้กั้นแม่น้ำเก่า คือโอร์ฏำบอง ให้ไหลแต่ทางเดียว มาหาแม่น้ำสังแก ซึ่งไหลผ่านที่ประชุมชนพระตะบองนี้ ได้มีการบรรจุอาคมคาถาในแม่น้ำ ตรงกำพงสีมาที่ข้างบนและเปียมสีมาที่ข้างล่าง มีการถมหินหลักใหญ่ๆ อยู่รอบเมืองเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายและศึกศัตรูต่างๆ ในการจัดแจงเมืองนี้ สยามได้เกณฑ์ทั้งตั้งแต่ที่ราบสูงนครราชสีมามา ทัพสยามในเวลานั้นร้ายกาจมาก เดินฆ่าฟันปล้นทรัพย์สมบัติชาวเมือง เพื่อให้ราษฎรเขมรกลัวอย่างหนัก

ในปี ค.ศ. ๑๘๕๒ (พ.ศ. ๒๓๙๕) พระเจ้าสยามพระนั่งเกล้าได้จัดเจ้าพระยาบดินทร์ให้นำทัพเชิญพระองค์ด้วง มาเสวยราชย์ที่อุดงค์ ประชาราษฎรพระตะบองได้เข้าร่วมส่วนหนึ่งในกองทัพนั้น ใต้การบัญชาของพระองค์แก้ว (มา) และพระนรินทรโยธา พระองค์แก้ว (มา) นี้เป็นลูกเจ้าฟ้า (แบน) ซึ่งได้นำทัพขับไล่ญวนจนถึงม็วตจรูก เปียมเนา ญวนขอยอมแพ้ถอยออกจากประเทศเขมร พระองค์ด้วงจึงได้เสวยราชย์อยู่ที่อุดงค์มีชัย เจ้าพระยาบดินทร์ได้ถวายบังคมลาพระองค์ด้วง กลับมาตั้งอยู่ที่พระตะบอง

เจ้าพระยาบดินทร์ได้จัดแจงแบ่งแยกดินแดนเจ้าครองแคว้นที่พระตะบอง ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๔๕ (พ.ศ. ๒๓๘๘) เป็นเมืองเล็กๆ ขาดจากกัน เช่น เมืองพระตะบอง เสียมราบ ศรีโสภณ จงกัล พระสรุก การแบ่งแยกเมืองนี้มีนัยว่าเป็นการลดอำนาจเจ้าครองแคว้นที่พระตะบอง เมืองพระตะบองยังเหลือแต่เมืองสี่ คือ โมงระสือ พระตะบอง มงคลบุรี และแซรอ็อนเตียะก์ สยามได้ยกลูกของเจ้าพระยาอภัยธิเบศ (รส) คนหนึ่งชื่อนง ให้ปกครองเมืองพระตะบองโดยมีตำแหน่งเป็น “อภัยธิเบศ” เช่นเดียวกัน

ไม่ได้ทราบว่า เจ้าพระยาอภัยธิเบศ (นง) นี้ได้ทำอะไรบ้าง และถึงแก่อสัญกรรมในปีใด๑๖ แต่ในปี ค.ศ. ๑๘๕๖ (พ.ศ. ๒๓๙๙) ท่านได้จัดให้ไปเช่าคัมภีร์พระไตรปิฎกและตู้ใบหนึ่งจากประเทศสยามเอามาไว้ที่วัดโพธิ์เวียล หลังจากที่ท่านอภัยธิเบศ (นง) มรณกาลไป พระเจ้าสยามได้คัดเลือกลูกของนงคนหนึ่งชื่อเยีย หรือญุญ ให้เป็นเจ้าครองแคว้น มีตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ รามนรินทร์ อินทราธิบดี อภัยเภรี พาหุ๑๗ คำว่า คทาธร แปลว่า ผู้รักษากระบอง

เมื่อเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าครองแคว้นนี้ ที่จริงมีนัยว่าครอบครัวเจ้าฟ้า (แบน) ถูกลดแผ่นดินและอำนาจบ้าง คือท่านเยีย หรือญุญนี้เองซึ่งได้สถาปนาพระวิหารวัดสังแกทุกวันนี้ ซึ่งมีเจดีย์ ๒ องค์อยู่ข้างหน้า องค์หนึ่งสำหรับบรรจุอัฐิท่านคทาธร (ญุญ) อีกองค์หนึ่งสำหรับอัฐิท่านจอมท้าวชื่อธิม ท่านจอมท้าวธิมนี้ ได้สถาปนาวัดหนึ่งอยู่ในกำแพง ซึ่งเรียกว่าวัดกำแพง เวลานี้อยู่ตรงทิศใต้โรงเรียนประถมศึกษาในปัจจุบัน

เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม) เจ้าเมืองพระตะบองคนสุดท้าย

ในปี ค.ศ. ๑๘๖๓ (พ.ศ. ๒๔๐๖) ประเทศกัมพูชาได้ตกอยู่ในอาณานิคมฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. ๑๘๗๒ (พ.ศ. ๒๔๑๕) เจ้าพระยาคทาธร (ญุญ) ได้ไปเฝ้าพระบาทนโรดม ในเวลาซึ่งพระองค์เสด็จประพาสเมืองโพธิสัตว์ พระบาทนโรดมได้ประทานผอบทอง ๑ กระโถนทอง ๑ พานทอง ๑ แก่ท่านคทาธร (ญุญ) ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระบาทนโรดมจึงประทานของอันมีค่าอย่างนี้แก่ท่านญุญ ซึ่งเพียงแต่เป็นเจ้าครองแคว้นเท่านั้น หรือนัยหนึ่งจึงเป็นเครื่องถวายไปยังกษัตริย์สยาม

ในเวลานี้สังเกตเห็นราชบุตรในพระองค์ด้วง พระนามพระองค์เจ้าแก้วมโนหร ได้หนีมาพึ่งอยู่กับท่านคทาธร (ญุญ) โดยไม่ทราบมูลเหตุแน่ชัด พระองค์เจ้าแก้วมโนหรนี้ได้สร้างตำหนักหนึ่งอยู่ข้างใต้วัดตามิม ประมาณ ๑๐๐ เมตร โดยได้นำช้างและม้าเป็นจำนวนมากมาด้วย ที่นี้ในเวลานั้นเรียกว่ากำพงหลวง

ในเวลานี้ความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศสมักเกิดมีหนักขึ้น ๆ ในปี ค.ศ. ๑๘๙๓ (พ.ศ. ๒๔๓๖) ฝรั่งเศสได้บังคับสยามให้จัดเมืองพระตะบองเป็นเขตปลอดกองทัพ ดังนี้สยามไม่มีอำนาจตั้งทัพหรือสร้างค่ายที่พระตะบอง

ในสมัยท่านคทาธร (ญุญ) นี้ เมืองพระตะบองมีความเจริญบ้างเล็กน้อยในด้านคมนาคม ได้มีการเปิดให้มีไปรษณีย์ โทรศัพท์ และโทรเลขติดต่อกับบางกอก พนมเปญ ไพรนคร (ไซ่ง่อน) ในเวลาเดียวกันนี้ กำปั่นได้เข้ามาค้าขายและนำนักเดินทางจากเมืองพระตะบองไปบักเปรีย จากบักเปรียไปมงคลบุรี และจากบักเปรียไปพนมเปญด้วย

ท่านคทาธร (ญุญ) นับถือท่านเจ้าคุณบดินทร์มาก เขาได้แต่งลูกสาวชื่อคุณหญิงขลิบหรือมุม กับลูกเจ้าคุณบดินทร์ชื่อเอม สิงหเสนี๑๘ ในเวลาซึ่งท่านญุญอยู่ในวัยชรา คุณหญิงขลิบได้จัดแจงกิจการทั้งหมดช่วยพ่อ พระเจ้าสยามพอพระทัยมากและมีความประสงค์จะยกสามีของคุณหญิงขลิบให้เป็นเจ้าเมืองพระตะบอง แต่ในเวลานั้นคุณชุ่มซึ่งเป็นน้องคุณขลิบมีความอิจฉาจึงจัดให้คนลอบฆ่าสามีของคุณขลิบเสีย

ท่านคทาธร (ญุญ) ถึงแก่อสัญกรรมระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๙๕ (พ.ศ. ๒๔๓๘) เรียกท่านญุญว่า ท่านเจ้าพระโกฐ เพราะเขาใส่ศพท่านญุญในโกฐทำบุญก่อนจะเผา

กษัตริย์สยามจนพระทัยจึงยกท่านชุ่มซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของจอมท้าวธิม ให้เป็นเจ้าครองแคว้นต่อไป โดยมีตำแหน่งว่าเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ รามนรินทร์ อินทราธิบดี อภัยเภรี พาหุ ท่านชุ่มกุมอำนาจได้กว่า ๑๐ ปี สยามจึงมอบเขตพระตะบองคืนให้เขมร ท่านชุ่มต้องไปอยู่ที่ปราจีนบุรีในประเทศสยาม

ในระยะกว่า ๑ ศตวรรษ คือตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๗๙๕-๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๓๓๘-๒๔๕๐) ครอบครัวเจ้าฟ้า (แบน) ปกครองเมืองพระตะบองตลอดมา ชาวเมืองพากันเรียกเจ้าครองแคว้นของตนว่าท่านเจ้า แต่เพื่อมิให้ปนกันระหว่างท่านเจ้าญุญและท่านเจ้าชุ่ม เขาจึงเรียกท่านญุญว่า “ท่านเจ้าพระโกฐ” ส่วนท่านชุ่ม เรียกว่า “ท่านเจ้าปราจีน”


เชิงอรรถ

๑ เจ้าสีสังข์ เป็นพระโอรสในสมเด็จพระราชวังบวรสถานมงคล เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (ผู้แปล)

๒ สมเด็จพระนารายณ์ราชาธิราช (พระองค์ตน) (ผู้แปล)

๓ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ว่า นักองค์โนน (ผู้แปล)

๔ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ว่า พระยาแสนท้องฟ้า (เปียง) (ผู้แปล)

๕ เพราะเรื่องที่พระเจ้าสยามตีและตัดใบหูออกญายมราช (แบน) นี้ได้ทำให้ครอบครัวเจ้าฟ้า (แบน) ไม่ชอบและไม่รักคนซึ่งมีใบหูใหญ่ พวกเขาเกลียดคนที่มีใบหูใหญ่สืบมา มาถึงปี ค.ศ. ๑๙๐๗ แล้วก็เชื้อสายเจ้าฟ้าแบน ซึ่งเขาเรียกว่าตระกูลอภัยวงศ์ยังกล่าวว่าเกลียดคนใบหูใหญ่ด้วย

๖ ตามเอกสารบางอย่างกล่าวว่า เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) นี้เป็นเขมร เกิดที่ตรำซอซอร์ ตำบลสำโรง เมืองตูกเมียะส์ เขตกำปอด ครอบครัวถูกสยามกวาดต้อนไปตั้งแต่เวลายังเล็ก และได้ขึ้นเสวยราชย์ต่อจากพระเจ้าตาก พระมหากษัตริย์สยามทุกวันนี้เป็นราชวงศ์จักรี (ด้วง) ทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเรียกราชวงศ์สยามทุกวันนี้ว่า “ราชวงศ์จักรี” แต่บางคนเรียกราชวงศ์นี้ว่า “ราชวงศ์รัตนโกสินทร์”

หมายเหตุผู้แปล แนวคิดเรื่อง เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) เป็นเชื้อสายเขมร น่าจะคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ดีแนวคิดนี้ปรากฏในหนังสือเอกสารมหาบุรุษเขมร ซึ่งเรียบเรียงโดย เอง สุต ด้วย อและนักวิชาการชาวกัมพูชาในปัจจุบันหลายคนยังเห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ (ผู้แปล)

๗ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ว่า เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ผู้แปล)

๘ คือ เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (ชุ่ม) (ผู้แปล)

๙ เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์ ว่า เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ วิเศษสงคราม รามนรินทร์ อินทบดี อภัยพิริยบรามกรมพาหุ (ผู้แปล)

๑๐ พงษาวดารเมืองพระตะบอง ว่า พระยาพิบูลย์ราช (แบน) เป็นขุนนางเมืองพระตะบอง ไม่ได้เป็นลูกของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน). (ผู้แปล)

๑๑ ตามเอกสารไทย เป็นเพียง พระยาอภัยภูเบศร (ผู้แปล)

๑๒ พงษาวดารเมืองพระตะบอง ว่า พระยาอภัยภูเบศร์ (รศ) เป็นลูกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) (ผู้แปล)

๑๓ ตามเอกสารไทย เป็นเพียง พระยาอภัยภูเบศร (ผู้แปล)

๑๔ พงษาวดารเมืองพระตะบอง ว่า เมื่อนักองค์ด้วงมาอยู่ในกรุงเทพฯ ได้ถูกกุมขัง ต่อมาพระยาศรีสหเทพ (เพ็ง) ได้ขอพระราชทานรับไปดูแลแทน (ผู้แปล)

๑๕ พงษาวดารเมืองพระตะบอง ว่า นักองค์อิ่มกวาดต้อนครัวไปสองทาง คือทางน้ำซึ่งหนีรอดไปได้ แต่ทางบกถูกพระนรินทรโยธา กวาดต้อนกลับคืนมาได้ (ผู้แปล)

๑๖ พงษาวดารเมืองพระตะบอง ว่า พระยาอภัยภูเบศร์ นอง ว่าราชการเมืองมาได้ ๑๒ ปี ณ วันศุกร์ เดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำ ปีวอกโทศก (พ.ศ. ๒๔๐๓) ถึงแก่อนิจกรรม (ผู้แปล)

๑๗ เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์ ว่า เมื่อแรก รัชกาลที่ ๔ โปรดให้เป็น พระคทาธรธรณินทร์ ผู้ช่วยราชการเมืองปัตบอง ต่อมา เมื่อวันจันทร์ เดือน ๘ แรม ๑๑ ค่ำ ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๐๒ จึงทรงตั้งเป็นพระยาผู้สำเร็จราชการเมืองปัตบอง มีตำแหน่งเป็น พระยาคทาธรธรณินทร์ รามนรินทร์ อินทราธิบดี พิริยพาห ผู้สำเร็จราชการเมืองปัตบอง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ในรัชกาลที่ ๕ จึงทรงตั้งเป็นเจ้าพระยา มีราชทินนามว่า เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ รามนรินทร์ อินทราธิบดี ศรีสยามกัมโพช เกษตราภิบาล ปรีชาญาณยุติธรรมาธยาศรัย อภัยพิริยบรากรมพาหุ (ผู้แปล)

๑๘ พงษาวดารเมืองพระตะบอง ว่า คุณหญิงขลิบเป็นภรรยาพระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ (เอม สิงหเสนี) บุตรเจ้าพระยามุขมนตรี (เกษ สิงหเสนี) ผู้เป็นบุตรเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) (ผู้แปล)
บรรณานุกรม

 

บรรณานุกรม

ตูจ ฌวง. บาต่ฎํบง สมัย โลกมฺจาส่. หาไว : มชฺฌมณฺฑลบูรฺพา-ปสฺจิม, ๑๙๙๔.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๖.

ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๕.

______. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๓๘.

______. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๘.

“พงศาวดารเมืองพระตะบอง ของเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์,” ใน ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๖ พระอภัยพิทักษ์ (เลื่อม อภัยวงศ์) พิมพ์ครั้งแรก ในงานปลงศพ นางสงวน อภัยพิทักษ์ ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๒.

พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๓๕.

“พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม),” ใน ประชุมพงศาวดารเล่ม ๔๐ ภาค ๖๕-๖๖. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๒๘.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 กรกฎาคม 2560

https://www.silpa-mag.com/history/article_10843

_____________________________________________________
អានបន្ថែម
១. នាយករដ្ឋមន្ត្រីថៃ ដែលមានកំណើតខ្មែរ
២. រឿងរ៉ាវបាត់ដំបងក្នុងទស្សនៈសៀម
៣. អត្ថបទប្រែ៖ នៅពីក្រោយ ព្រះរាជតម្រាស់ រាមាទី៤ រឿងការបាត់បង់ប្រទេសខ្មែរ “ខ្ញុំសូមប្រាប់លោកដោយក្ដីឈឺចាប់បំផុត”
៤. អត្ថបទប្រែ៖ នៅពីក្រោយ ព្រះរាជតម្រាស់ រាមាទី៤ រឿងការបាត់បង់ប្រទេសខ្មែរ “ខ្ញុំសូមប្រាប់លោកដោយក្ដីឈឺចាប់បំផុត” – តចប់
៥. អត្ថបទ​ប្រែ ៖ ខួង អភ័យវង្ស រំឭក​ហេតុការណ៍​បុព្វ​ជន​ភៀស​ខ្លួន​មក​ប្រទេស​សៀម បន្ទាប់​ពី​គ្រប់​គ្រង​ខេត្ត​បាត់ដំបង​​ ៥​រជ្ជកាល ជាង​១១២​ឆ្នាំ
៦. សាវតារ​ត្រកូល «អភ័យវង្ស»

នយោបាយ​ទឹក នៅ​ខេត្ត​ពោធិសាត់ ថ្ងៃសៅរ៍ 11 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in សង្គម​រាស្ត្រ​និយម.
4 comments

Untitled-3

_______________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ ៖
១. នយោបាយ​ទឹក​នៅ​កម្ពុជា
២. ទំនប់​ទឹក​ថ្មី​នៅ​ខេត្ត​តាកែវ
៣. នយោបាយ​ទឹក នៅ​ខេត្ត​ក្រចេះ
៤. នយោបាយ​ទឹក នៅ​ខេត្ត​ឧត្ដរ​មាន​ជ័យ

លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ ៖ កំពត – ស្រុក​ដងទង់ ថ្ងៃសុក្រ 10 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in កូដ​ប្រៃសណីយ៍-​កំពត.
add a comment

ស្រុក​ដងទង់ របស់ខេត្ត​កំពត មាន​សរុប​ទាំង​អស់១០ឃុំ​ និង​ការិយាល័យ​ប្រៃសណីយ៍​ស្រុក​មួយ ដោយ​ឃុំ​​នីមួយ​ៗ មាន​លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ផ្ទាល់​ខ្លួន​ ដូច​ត​ទៅ​នេះ​ ៖

  1. ឃុំដំណាក់សុក្រំ – ០៧៣០១
  2. ឃុំដងទង់ – ០៧៣០២
  3. ឃុំខ្ជាយខាងជើង – ០៧៣០៣
  4. ឃុំខ្ជាយខាងត្បូង – ០៧៣០៤
  5. ឃុំមានរិទ្ធិ – ០៧៣០៥
  6. ឃុំស្រែជាខាងជើង – ០៧៣០៦
  7. ឃុំស្រែជាខាងត្បូង – ០៧៣០៧
  8. ឃុំទទុង – ០៧៣០៨
  9. ឃុំអង្គរ​មាស – ០៧៣០៩
  10. ឃុំល្អាង – ០៧៣១០

*** សម្រាប់​លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ស្រុក​ឯ​ទៀត​ៗ​របស់​ខេត្ត​កំពត ចុច​ទី​នេះ

_______________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ​៖
១. កូដ​​ប្រៃសណីយ៍ និង​កង្វះ​ការ​យល់​ដឹង
២. លេខ​កូដ ប្រៃសណីយ៍​នៃ​ព្រះរាជាណាចក្រ​កម្ពុជា

“พระ” เขมรทำพิธีกรรม “ล่วงล้ำอวัยวะเพศ-เสพเมถุน” กับเด็กสาวพรหมจรรย์จริงหรือ? ថ្ងៃ​ព្រហស្បតិ៍ 9 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
add a comment

ภาพแกะสลักที่ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่าเป็นพิธีเบิกพรหมจารี แต่พิเศษเชื่อว่าเป็นการรักษาคนถูกงูกัดที่ภาพสลักปัจจุบันเหลือเพียงปลายเท้า ส่วนหญิงที่ยืนด้านหลังก็น่าจะเป็น “ผู้ดี” ที่มากับขบวนแห่ มากกว่า “สาวพรหมจรรย์”

ใน พ.ศ. 1838 โจวต้ากวาน ทูตจีนแห่งราชสำนักหยวนได้เดินทางมายังเขมร เพื่อเกลี่ยกล่อมให้อาณาจักรเขมรยอมสวามิภักดิ์ ระหว่างนั้นเขาได้ใช้เวลากว่า 1 ปี ในดินแดนอุษาคเนย์ และได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ รวมถึงวิถีชีวิตของชาวเขมร โดยเรื่องหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานถึงมากในบันทึกของเขา คือ “พิธีเบิกพรหมจารี” ที่เขาเรียกว่า “เจวิ้นถาน”

เรื่องนี้ได้มีผู้แปลเอาไว้ได้ความว่า ลูกสาวของผู้มีฐานะเมื่ออายุได้ 7 ถึง 9 ขวบ จะต้องให้ “ภิกษุ” หรือ “ดาบส” ทำพิธีทำลายพรหมจารี ซึ่งครอบครัวของเด็กสาวต้องจองตัวพระ หรือดาบสล่วงหน้า โดยนักบวชเหล่านี้จะทำพิธีทำลายพรหมจารีได้เพียงปีละครั้ง และค่าธรรมเนียมบุญก็สูงตามฐานะ เช่น ถ้าเป็นขุนนาง คหบดี ก็ต้องถวายเหล้า ข้าวสาร ผ้าแพร หมาก และเครื่องเงินหนักเป็นร้อยหาบ หรือ 2-3 ร้อยตำลึงจีน ส่วนที่ฐานะต่ำลงมาก็อาจต้องจ่ายเป็นเงินหลักสิบหาบลดหลั่นกันลงมา ส่วนคนยากคนจนก็อาจต้องรอให้ลูกโตถึง 11 ขวบจึงจะได้ทำพิธี โดยอาศัยเงินทำบุญจากผู้มีฐานะ

“ข้าพเจ้าได้ยินว่าเมื่อถึงเวลาพระภิกษุและเด็กหญิงก็เข้าไปในห้อง พระภิกษุใช้มือทำลายพรหมจารีนั้นใส่ลงในเหล้า เขายังเล่ากันอีกว่า บิดามารดาญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านต่างแต้มเหล้านั้นที่หน้าผากของตนทุกคน บางคนก็ว่าทุกคนใช้ปากชิมดู บ้างก็ว่าพระภิกษุประกอบเมถุนธรรมกับเด็กหญิง บ้างก็ว่าไม่เป็นความจริงดังว่านั้นเลย โดยเหตุที่เขาไม่ยอมให้คนจีนรู้เห็น ข้าพเจ้าจึงไม่ทราบเรื่องที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร” โจวต้ากวานกล่าว

ทูตจีนยังอ้างว่า ชาวเขมรมิได้ใส่ใจเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการสมรส โดยกล่าวว่า “…เกี่ยวกับการมีสามีและการมีภรรยา แม้จะมีประเพณีรับผ้าไหว้ ก็เป็นเพียงแต่การกระทำลวกๆ พอเป็นพิธี หญิงชายส่วนมากได้เสียกันมาแล้วจึงได้แต่งงาน ตามขนบธรรมเนียมประเพณีของเขาไม่ถือเป็นสิ่งที่น่าละอายและก็ไม่ถือเป็นเรื่องประหลาดด้วย”

ในส่วนที่ทูตจีนกล่าวถึงพิธีเบิกพรหมจรรย์นั้น เห็นได้ว่า ตัวเขาเองมิได้เป็นประจักษ์พยานในพิธี เพียงแต่บอกต่อในสิ่งที่ตนรับฟังมา ซึ่งก็มีข้อมูลที่ขัดแย้งกัน เขาจึงออกตัวว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่องที่แท้จริงเป็นอย่างไร”

แต่! ในไทยได้มีผู้นำคำบอกเล่าเกี่ยวกับพิธีดังกล่าวของโจวต้ากวานไปเชื่อมโยงกับภาพสลักบนปราสาทพนมรุ้งว่าเป็น “พิธีเบิกพรหมจรรย์” ตามที่ทูตชาวจีนกล่าวถึง หลังมีการพบศิวลึงค์ขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าผู้สันนิษฐานเชื่อแล้วว่า พิธีดังกล่าวมีอยู่จริง แม้ว่าโจวต้ากวานเองยังไม่กล้ายืนยันก็ตาม!

เรื่องนี้ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถาน เคยอธิบายไว้นานแล้วว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะผู้เล่าเรื่องนี้อาจเล่าเชิงทีเล่นทีจริงให้กับพวก “ไม่รู้ภาษา” (มิงติงเทียซา) ฟัง ความที่โจวต้ากวนรับฟังมาจึงขัดแย้งกัน แต่เขาก็บันทึกตามที่ตนได้รับฟังมา

พิเศษ ชี้ว่า ภาพสลักบนปราสาทไม่เคยเห็นภาพที่สมบูรณ์ ภาพที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันก็เหลือเพียง “ฝ่าเท้า” ยากที่จะบอกเพศของบุคคลในภาพ หรือจะบอกได้ว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และหากยังไม่ยอมสนใจคำบอกของโจวต้ากวานเองว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่องที่แท้จริงเป็นอย่างไร” ถึงอย่างนั้น การสันนิษฐานว่าภาพดังกล่าวบนปราสาทเขาพนมรุ้งเป็นพิธีเบิกพรหมจรรย์ก็ยังมีข้อบกพร่อง

หนึ่งคือ เรื่องที่โจวต้ากวานเล่าอยู่คนละยุคกับปราสาทเขาพนมรุ้ง ห่างกันกว่า 200 ปี สองคือ โจวต้ากวานเล่าว่าพิธีดังกล่าวทำกันที่บ้านของเด็กหญิง การบอกว่าพิธีดังกล่าวทำในปราสาทเขาพนมรุ้งจึงขัดกันเอง และสาม โจวต้ากวานกล่าวว่า การประกอบพิธีจะทำกันในห้องสองต่อสอง แต่ในภาพสลักกลับมีผู้อื่นอยู่ร่วมด้วยหลายคน

พิเศษจึงยืนยันว่า ภาพดังกล่าวไม่ใช่พิธีเบิกพรหมจรรย์แน่ แต่น่าจะเป็นภาพที่ขบวนของนเรนทราทิตย์เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของอาณาจักรขอมขณะหยุดระหว่างทางเพื่อช่วยคนถูกงูกัด สังเกตได้จากภาพคนนั่งเหยียดเท้าที่ชำรุดจนเหลือแต่ส่วนเท้า และส่วนบนของภาพที่เป็นภาพธวัชฉัตรธง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาพขบวนแห่ในศิลปะขอมทั่วไป อันเป็นเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับบันทึกใน “จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง 9” ตอนหนึ่งว่า “…เขาไปพร้อมฝูงชนที่เป็นทั้งผู้ดีและไพร่ ยังคนหนึ่งซึ่งกำลังทำแพถูกงูกัด ได้รับความเจ็บปวดเพราะพิษอันร้ายแรงให้จากสระ แล้วรักษาโดยเวทย์มนตร์…เขาชื่อนเรนทราทิตย์ ซึ่งเป็นครูของไตรโลก…”

พิเศษอธิบายภาพว่า คนที่นั่งคุกเข่าอยู่คือผู้ให้การรักษา โดยในมือของเขาถือหินซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาพิษงู ส่วนสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังเป็น “ผู้ดี” ที่มากับขบวนของนเรนทราทิตย์ [ไม่ใช่สาวพรหมจรรย์] โดยพิเศษเชื่อว่า สตรีในภาพนี้เป็นสตรีคนเดียวกันกับที่ปรากฏในภาพอื่นๆ บนปราสาทพนมรุ้ง นั่นคือมารดาของนเรนทราทิตย์ ที่น่าจะเสด็จมาประอยู่ ณ ปราสาทพนมรุ้งเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ข้อสันนิษฐานของผู้ที่เชื่อว่า “พิธีเบิกพรหมจรรย์” มีจริง และเป็นพิธีที่พระหรือดาบสเป็นผู้ทำลายพรหมจรรย์ของเด็กสาวเอง จึงเป็นเพียงคำบอกเล่าฝ่ายเดียวที่ผู้บอกเล่าไม่กล้ายืนยัน และไม่มีบันทึกอื่นใดที่สอดรับกับคำกล่าวอ้างดังกล่าว

การเชื่อมโยงว่าพิธีดังกล่าวถูกจารึกไว้บนปราสาทพนมรุ้งก็มีหลายส่วนที่ขัดกันเอง จนไม่น่าเชื่อว่าพิธีดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่จารึกของปราสาทพนมรุ้งสื่อไปถึง และยังมีหลักฐานอื่นๆ ที่ชี้ว่า ภาพดังกล่าวน่าจะเป็นภาพประกาศ แสดงถึงการสร้างกุศลของนเรนทราทิตย์ซึ่งเดินทางมาเป็นผู้ทรงศีลที่พนมรุ้ง เพื่อหลีกทางให้เชื้อพระวงศ์ท่านอื่นขึ้นครองราชย์

 


อ้างอิง :

  1. ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ “บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ โดย เฉลิม ยงบุญเกิด แปลจากต้นฉบับภาษาจีนของโจวต้ากวาน

2. “เบิกพรหมจรรย์” UNSEEN ไทยแลนด์ ที่ปราสาทพนมรุ้ง โดย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ กันยายน 2546


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 กันยายน 2559

https://www.silpa-mag.com/history/article_2822

និមិត្ត​សញ្ញា ស៊ី​ហ្គេមស៍ និង​ប៉ារ៉ា​ហ្គេមស៍ ២០២៣ ថ្ងៃពុធ 8 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in កីឡា, ស៊ីហ្គេមស៍​៣២, អាស៊ាន ប៉ារ៉ា ហ្គេមស៍ XII.
6 comments

កាល​ពី​ថ្ងៃ​ទី​២ ខែ​កក្កដា ឆ្នាំ​២០២០ កន្លង​មក​នេះគណៈ​កម្មាធិការ​​ជាតិ​​រៀប​ចំ​​ការ​ប្រកួត​​កីឡា​​អាស៊ី​អាគ្នេយ៍​​​កម្ពុជា ឬ​ស៊ី​ហ្គេមស៍ ឆ្នាំ​២០២៣ បាន​សម្រេច​អនុម័ត​លើ​និមិត្ត​សញ្ញា និង​រូប​តំណាង ដែល​នឹង​ត្រូវ​យក​ទៅ​ប្រើ​ប្រាស់​សម្រាប់​ការ​ប្រកួត​កីឡា​អាស៊ី​អាគ្នេយ៍លើក​ទី​៣២ ឆ្នាំ​២០២៣ ខាង​មុខ​នេះ ដែល​កម្ពុជា​នឹង​ធ្វើ​ជា​ម្ចាស់​ផ្ទះ​។

Untiសtled-2និមិត្ត​សញ្ញា​នៃ​​ស៊ី​ហ្គេមស៍ ឆ្នាំ​២០២៣

និមិត្ត​សញ្ញា​នៃ​​ស៊ី​ហ្គេមស៍ ឆ្នាំ​២០២៣ ដែល​កម្ពុជា​ធ្វើ​ជា​ម្ចាស់​ផ្ទះ​នេះ មាន​សណ្ឋាន​រូប​ប្រាសាទ​អង្គរ​វត្ត​នៅ​ពី​លើ និង​នាគ​៤​ព័ន្ធ​កន្ទុយ​គ្នា​នៅ​ពី​ក្រោម​​។ ដោយ​ឡែក​រូប​តំណាង​ត្រូវ​បាន​ជ្រើស​យក​សត្វ​ទន្សាយ ដោយ​មាន​ឈ្មោះ​ថា​ បុរី និង​រំដួល​។ ក្រៅ​ពី​នោះ គណៈ​កម្មាធិការ​​ជាតិ​​រៀប​ចំ​​ការ​ប្រកួត​​កីឡា​​អាស៊ី​អាគ្នេយ៍​​​កម្ពុជា ក៏​បាន​កំណត់​និមិត្ត​សញ្ញា សម្រាប់​ការ​ប្រកួត​កីឡា​ជន​ពិការ ឬ​អាស៊ាន ប៉ារ៉ា​ហ្គេមស៍ ឆ្នាំ​២០២៣ ផង​ដែរ ដោយ​មាន​សណ្ឋាន​ដូច​គ្នា​នឹង​និមិត្ត​សញ្ញា ស៊ីហ្គេមស៍​ដែរ​៕

Untitled-3រូប​តំណាង បុរី និង​រំដួល

105957318_4320344551374364_2390709634604859077_n​និមិត្ត​សញ្ញា អាស៊ាន ប៉ារ៉ា​ហ្គេមស៍ ឆ្នាំ​២០២៣

_________________________________________________
មើល​ផង​ដែរ​៖
១. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​៣០
២. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​២៩
៣. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​២៨
៤. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​២៧
៥. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​២៦
៦. និមិត្ត​សញ្ញា​ស៊ីហ្គេមស៍ លើក​ទី​២៥

จาก “ฌ เฌอ” เมื่อร้อยปีก่อน ถึง “ฌ กระเฌอ” พยัญชนะไทยที่มาจากเขมร ថ្ងៃអង្គារ 7 ខែកក្កដា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពី​ភាសា, អំពីភាសា, ภาษาไทย.
add a comment

ตัวอย่างภาพประกอบ ก ข จากหนังสือแบบเรียนไว ของครูย้วน ทันนิเทศ (ภาพจาก หนังสือ แกะรอบ ก ไก้ ของเอนก นากวิกมูล, 2536)

คำพูดที่ใครยินกันบ่อยคือ “ภาพๆ หนึ่งแทนอักษรนับหมื่นคำ” หากวันนี้จะชวนมองในมุมของตัวหนังสือบ้าง เพราะตัวอักษรเพียงตัวเดียวก็บอกเล่าเรื่องราวเป็นร้อยปีได้เช่นกัน ตัวอักษรที่ว่า คือ “ฌ เฌอ” นั้น ผู้เขียนคือ ไพบูลย์ แพงเงิน เขียนเป็น “จดหมายถึงบรรณาธิการ” (ศิลปวัฒนธรรม, เมษายน 2538) ไว้ดังนี้ [มีการจัดย่อหน้า, สั่งเน้น-เอนตัวอักษรเพื่อความสะดวกในการอ่าน]

เรื่องของ ฌ เฌอ ตัวนี้คงจะต้องเริ่มกันที่พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ผู้แต่งหนังสือ “มูลบทบรรพกิจ) อันลือลั่นเป็นท่านแรก เพราะท่านเป็นคนเริ่มต้นคิดตั้งชื่อตัวอักษรขึ้นกำกับพยัญชนะ (แต่เพียงบางตัว) เป็นท่านแรก ก่อนหน้านั้นขึ้นไปในหนังสือ “จินดามณี” ที่แต่งกันในสมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยา และฉบับที่แต่งขึ้นในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ของเราก็ยังไม่มีการคิดคำต่อท้ายเพื่อกำกับพยัญชนะ เพื่อจะให้จดจำได้ง่ายแต่อย่างใด

พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ท่านเป็นผู้ยืนยันด้วยตัวของท่านเอง ในหนังสือ “ภาษาไทย เล่ม 1” (สนพ. แพร่พิทยา พิมพ์ครั้งที่ 3, 2517) ในเรื่อง “วิธีสอนหนังสือไทย” ว่า

“…ในเรื่องคิดชื่อตัวอักษรนี้ ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า ชาวไทยเราจนคำพูด ต้องเอาชื่อหวยมาใช้ชื่อักษร คือเรียกว่า ถ พันกุ้ย, ญ ย่องเซง, ด กวางเหมง, น เทียนสิน เป็นต้น ดูน่าสังเวช

ข้าพเจ้าจึงคิดชื่อขึ้นสอนนักเรียนในโรงสกูลหลวงว่า ข ขัดข้อง, ฃ อังกุษ, ค คิด, ฅ กัณฐา, ฆ ระฆัง, ช ชื่อ, ฌ ฌาน, ญ ญาติ, ฎ ชฎา, ฏ รกชัฏ, ฐ สันฐาน, ฑ บิณฑบาต, ฒ จำเริญ, ณ คุณ, ด เดชะ, ต ตรา, ร รถ, ท ทาน, ธ เธอ, น นิล, พ พล, ภ ภักตร์, ย ยินยล, ร โรค, ล วิลาศ, ฬ จักรวาฬ

ตั้งชื่อไว้เพื่อจะสอนเด็กให้ออกเชื่อตัวสะกดได้ง่าย ที่ไม่มีตัวพ้องไม่ต้องตั้งชื่อ แบบนี้มิใช่บังคับ ท่านผู้ใดเห็นชอบจะทำก็ตาม ที่ท่านไม่เห็นชอบก็ต้องขอรับทานโทษ อย่าเพ่อเหมาเอาว่าอุตริหรือฟุ้งซ่านเลย เพราะคิดขึ้นทั้งนี้ด้วยหวังจะให้เด็กรู้ง่าย เป็นเจตนาฝ่ายกุศล เมื่อมิได้ก็ทำเนา ขอแต่อย่าให้ต้องติเตียนเลย”

ก็นับว่าเป็นที่ชัดเจนว่าพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ท่านได้รู้ปัญหาความลำบากในการเล่าเรียนจดจำของเด็กสมัยก่อนเกี่ยวกับพยัญชนะที่พ้องกัน ท่านจึงคิด “ชื่อกํากับ” ขึ้นเป็นท่านแรก แต่ก็ไม่ได้คิดขึ้นมากํากับทุกตัว เป็นเพียงคิดขึ้นมากํากับเฉพาะ “พยัญชนะที่พ้องเสียงกัน” เท่านั้น รวมทั้งตัว ฌ ท่านก็ตั้งอักษรกํากับว่า “ฌ ฌาน”

แบบเรียน ก ไก่ ชั้นเตรียม (ภาพจากหนังสือ แกะรอย ก ไก่ ของเอนก นาวิกมูล , 2536)

จากผลงานการค้นคว้าของคุณเอนก นาวิกมูล ในหนังสือ “แกะรอย ก ไก่” ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ และจากหนังสือ “แบบเรียน เร็ว เล่ม 1” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทําให้เราได้รับทราบข้อมูลการคิดอักษรกํากับพยัญชนะเพิ่มขึ้น จากเดิมที่คิดขึ้นมาเฉพาะพยัญชนะที่มีเสียงพ้องกัน ก็เพิ่มเป็นคิดกํากับทุกตัวตั้งแต่ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูกเลยทีเดียว และในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนั้น ตัว ฌ ก็ถูกเปลี่ยนอักษรหรือคํากํากับไปหลายครั้งหลายหน โดยระยะแรกยังไม่มีการเขียนรูปภาพประกอบแต่อย่างใด การพัฒนาดังกล่าวพอจะนํามาเรียบเรียงได้ ดังนี้

ในปี พ.ศ. 2442 แบบเรียนเร็ว เล่ม 1 ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ฉบับโรงพิมพ์บํารุงนุกูลกิจ ได้คิดคํากํากับให้ ฌ ใหม่ เป็น “ฌ เฌอ” และในปี พ.ศ. 2453 หนังสือ “ดรุณศึกษา” ก็ใช้ “ฌ เฌอ” เช่นกัน จนถึงปี พ.ศ. 2458 โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญได้พิมพ์หนังสือ “มูลบทบรรพกิจ” โดยมีการพิมพ์พยัญชนะทุกตัวพร้อมคํากํากับแถมให้ด้วย ได้เปลี่ยน ฌ เป็น “ฌ ฤาษีเข้าฌาน” พร้อมมีรูปภาพของฤาษีกําลังนั่งเข้าฌานประกอบด้วย

ครูย้วน ทันนิเทศ ผู้เรียบเรียงหนังสือแบบเรียนไว (ภาพจากหนังสือ แกะรอย ก ไก่ ของเอนก นาวิกมูล , 2536)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 โรงพิมพ์ห้างสมุดจัดพิมพ์ “มูลบทฯ” ขึ้นใหม่ คราวนี้ ฌ เปลี่ยนโฉมมาเป็น “ฌ อุปัชฌาย์” และในปีเดียวกันนี้เองฉบับของโรงพิมพ์พานิชศุภผล ก็คิดคํากํากับให้ ฌ ใหม่ เป็น “ฌ คิชฌะ (แร้ง)” มีภาพนกแร้งประกอบด้วย จนถึงปี พ.ศ. 2473 ครูย้วน ทันนิเทศ ได้คิดคํากํากับใหม่ เป็น “ฌ เฌอริมทาง” พร้อมมีภาพวาดต้นไม้ประกอบในหนังสือ “แบบเรียนไว” ของท่าน และก็มีการใช้ “ฌ เฌอริมทาง” มาอีกหลายคราว จนที่สุดมาถึงหนังสือ “แบบเรียน ก ไก่” ของบริษัท ประชาช่าง จํากัด ได้ปฏิวัติการกํากับอักษรให้พยัญชนะต่างๆ และใช้แทนคํากํากับของครูย้วน ทันนิเทศ เมื่อราวปี พ.ศ. 2490 คราวนี้ ฌ มีคํากํากับเป็น “ฌ กะเฌอ คู่กัน และในปี พ.ศ. 2500 แบบเรียน ก ไก่ ของ บริษัท ประชาช่าง จํากัด ก็กลายเป็น “ฌ กระเฌอริมทาง ไปเสียอีก…

ขอย้อนกลับไปหา “แบบเรียนเร็ว เล่ม 1 ตอนต้น” ที่ใช้คําว่า “ฌ เฌอ” มาก่อนนั้น ในฉบับพิมพ์ครั้งที่ 12 ปี พ.ศ. 2448 เป็นเล่มที่เริ่มมีรูปภาพต้นไม้เขียนประกอบคําไว้ด้วย แสดงว่าสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงรับรู้ด้วยว่า “เฌอ” ให้หมายถึง ต้นไม้ (พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่และได้สิ้นพระชนม์ต่อเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2486)

สรุปแล้วนับตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการคิดคํากํากับตัว ฌ ขึ้นทั้งสิ้นจํานวน 8 คําด้วย กัน ได้แก่ 1. ฌ ฌาน  2. ฌ เฌอ 3. ฌ ฤาษีเข้าฌาน 4. ฌ อุปัชฌาย์ 5. ฌ คิญชะ (แร้ง) 6. ฌ เฌอริมทาง 7. ฌ กะเฌอ คู่กัน และ 8. ฌ กระ เฌอริมทาง นี่ยังไม่นับรวมหนังสือรุ่นหลังๆ ที่อาจจะมีการคิดถ้อยคําแตกต่างออกไปอีก

จากการที่ได้คิดกํากับตัวอักษร ฌ นั้นจะเห็นได้ว่า เบื้องแรกนั้นท่านไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็น “ฌ เฌอ” หรือ “ฌ กะเฌอ” แต่เป็นเพียงต้องการให้รู้ว่า ฌ ตัวนี้สามารถจะนําไปใช้เขียนในคําไหนได้บ้างเท่านั้น จนในภายหลังเมื่อมีการติดคําว่า “เฌอ” เข้าไปแล้ว ก็กลัวว่าคนจะไม่รู้ว่า “เฌอ” คืออะไร เพราะมันไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นคําในภาษาเขมร ก็จึงได้ให้นักเขียนเขียนรูปต้นไม้ลงไว้ด้วย เพื่ออธิบายคําว่า “เฌอ” หรือ “เฌอริมทาง” ให้หมายถึง ต้นไม้

ปัญหาก็มีอยู่ว่า คําว่า “ต้นไม้” นั้น ภาษาเขมรเขาใช้คําว่าอะไร?

คุณมนตรี ศรีบุษรา ท่านเห็นว่าคนไทยเราใช้ “ต้นไม้” เป็นสัญลักษณ์ของ “ฌ” จนติดแล้วก็อยากจะให้ใช้ถ้อยคําในภาษาเขมรที่บอกว่าเป็นต้นไม้ให้ถูกต้อง คือใช้ “เฌอ” หรือ “เดิมเฌอ” ไม่ควรใช้ “กะเฌอ” หรือ “กระเฌอ” เพราะไม่ได้แปลว่า “ต้นไม้”

สําหรับตัวของผมเองก็เผอิญเป็นเขมรจอมปลอม พอจะรู้ภาษาเขมรอยู่บ้างขนาดน้องงูๆ ปลาๆ (เพราะน้อยกว่างู ๆ ปลา ๆ เสียอีก) ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ถ้าจะอธิบายรูปต้นไม้จริงๆ แล้วก็ควรจะเป็น “ฌ เดิมเมอ” เพราะคําว่า “เดิม” แปลว่า “ต้น” และ “เฌอ” แปลว่า “ไม้” ผมไม่แน่ใจว่า “เฌอ” คําเดียวโดดๆ จะแปลว่า “ต้นไม้” ได้หรือไม่ เพราะเคยเห็นคําว่า “ปะเตี้ยะเฌอ” แปลว่า “บ้านไม้” หรือ “พแลเฌอ” แปลว่า “ผลไม้” ดังนั้น คําว่า “เฌอ” คําเดียวโดดๆ จึงไม่น่าแปลว่า “ต้นไม้”

ซึ่งข้อสงสัยในประเด็นนี้ผมอยากจะขอความรู้จากบรรดาพี่น้องชาว “ขะแมร์” แถวสุรินทร์, บุรีรัมย์ หรือครีสะเกษช่วยชี้แจงด้วย (โดยเฉพาะอาจารย์ ฉัตรชัย ชุมนุม และอาจารย์ผาสุก แย้มศรี ผู้เชี่ยวชาญภาษาเขมรท้องถิ่น แห่งสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุรินทร์ และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนภาษาเขมร ท้องถิ่นให้ผมทั้ง 2 ท่าน) เพราะท่านเป็นเจ้าของภาษาที่แท้จริง รู้ความหมายชัดเจนดีกว่าใครๆ ทั้งหมดที่กําลังถกเถียงกันอยู่ เพื่อที่ว่าเรื่องราวของคําว่า ฌ เฌอ, ฌ เดิมเลอ หรือ ฌ กระเฌอ จะได้จบเสียที (เดิม อาจจะสะกดเป็น เดอม)

สรุปแล้วในความเห็นของผม ผมเห็นว่าถ้าต้องการจะอธิบาย ฌ ให้ทราบในความหมายว่าหมายถึงต้นไม้ ก็สมควรจะใช้ “ฌ เดิมเฌอ” แต่ถ้าหากเจ้าของภาษาท้องถิ่นเห็นว่าคําว่า “เฌอ” ตัวเดียวโดดๆ พอจะอนุโลมแปลว่า “ต้นไม้” ได้ ก็สมควรคงคําว่า “ฌ เฌอ” ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เคยทรงใช้ไว้ได้ต่อไป

แต่หากใครต้องการจะใช้คําว่า “ฌ กระเฌอ” ท่านก็ควรจะต้องวาดรูปภาพอย่างอื่นแทนต้นไม้เสีย ผมไม่ทราบว่าจะวาดภาพภาชนะชนิดหนึ่งที่จักสานด้วยไม้ไผ่สําหรับใส่ข้าวเปลือก ที่ชาวบ้านเขาเรียก “กระเชอ” ใส่แทนได้หรือไม่ ก็ขอฝากให้ไปช่วยคิดกันดูก็แล้วกัน

ไหนๆ ก็ได้พูดถึงการตั้งชื่อตัวอักษรกันแล้ว ก็อยากจะให้ยึดถือเจตนาของท่านพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ผู้ต้นคิดไว้ด้วยว่า การตั้งชื่อของท่านนั้นท่านต้องการให้นักเรียนใช้พยัญชนะให้ถูกต้องในคําที่ควรจะเป็นด้วย เช่น คํา ว่า ข อังกุษ ท่านมุ่งว่า ถ้าจะใช้เขียน “ขอสําหรับสับหัวช้าง” จะต้องใช้ ข (ขวด), คําว่า ฅ กัณฐา ซึ่ง แปลว่า “คอ” คํานี้จะต้องใช้ ฅ (ค คน), คําว่า ฒ จําเริญ ท่านก็หมายถึงคําว่า “วัฒนา” เช่นนี้เป็นต้น

ซึ่งคําเหล่านี้หากให้เด็กอ่านเองโดยไม่ชี้แจงให้เข้าใจถึงความมุ่งหมายหรือความหมายบางทีเด็กก็จะงุนงงได้เหมือนกัน แต่หากชี้แจงให้เข้าใจแล้วก็จะทําให้จดจําตัวอักษรตัวนั้นๆ ได้แม่นยําและรวดเร็วขึ้น เช่นเดียวกัน ถ้าเราจะเปลี่ยนชื่อกํากับ ญ จากเดิมที่ติดปากมาแบบผิดๆ คือ ฌ กระเฌอ หรือ ฌ กระเชอ มาเป็น “ฌ เดิมเมอ” เพื่อให้ถูกต้องตามความหมายว่าหมายถึงต้นไม้ เราก็สามารถที่จะชี้แจงให้เด็กเข้าใจได้ และเด็กจะจดจําได้แม่น รู้ภาษาเขมรเพิ่มมาอีก 1 คํา ก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียหายอะไรเลย

เรื่องราวของการเรียนภาษานั้น หากเราสนใจจริงๆ แล้วเป็นเรื่องสนุก ใครไม่เชื่อ หากมีโอกาสก็ลองไปเรียนภาษาเขมรท้องถิ่นแถวอีสานใต้ดูแล้วจะรู้ว่า ที่แท้ไทยกับเขมรนั้นยืมคําของกันและกันมาใช้จนแยกกันไม่ออก แต่เรียนแล้วจะรู้แจ้งขึ้น


เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 6 สิงหาคม 2562

https://www.silpa-mag.com/culture/article_36757

%d bloggers like this: