jump to navigation

สะบ้า : เกมกีฬาของมอญ เขมร และอื่นๆ ថ្ងៃអាទិត្យ 31 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
add a comment

สะบ้าหนุ่มสาว (สะบ้าบ่อน) สะบ้ามอญคลองลำกอไผ่ เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ (ขอบคุณภาพจาก คุณวารดา พุ่มผกา)

พบเกมกีฬาหรือการละเล่นสะบ้ามากในชนชาติตระกูลภาษามอญ-เขมร (Mon-Khmer หรือ Austro-Asiatic) รวมทั้งไทย ลาว พม่า ไทใหญ่ กะเหรี่ยง ลาหู่ มลายู ลัวะ ชอง แม้แต่เกาหลี แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อสอบถามกับคนเขมรแถบสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ หลายคนเข้าใจว่ามอญเป็นแม่แบบ อาจเป็นด้วยการละเล่นสะบ้าในเทศกาลสงกรานต์ของชาวมอญพระประแดงออกสื่อบ่อยกว่าใครในยุคนี้ มอญจึงกลายเป็นเจ้าข้าวเจ้าของต้นตำรับสะบ้าของภูมิภาค ทั้งที่การละเล่นทำนองนี้พบเห็นได้ทั่วไปทั้งทวีปเอเชีย

สะบ้า (Saba) ไม่พบชื่อในภาษาอังกฤษ เป็นพืชไม้เลื้อยขึ้นตามป่าดงดิบ อยู่ในวงศ์ Fabaceae ชนชาติต่างๆ ในแถบเอเชียนิยมนำผลแก่สุมไฟบดเข้าเครื่องยา แก้ตัวร้อนเป็นไข้ มะเร็ง คุดทะราด รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน พยาธิ หืด กลาก เกลื้อน ช่วยให้สตรีคลอดบุตรง่าย ที่สำคัญนิยมนำเมล็ดแก่มาใช้เป็นอุปกรณ์การละเล่น มีชื่อเรียกต่างๆ กันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น มะนิม หมากงิม สะบ้ามอญ สะบ้าช้าง มะบ้า มะบ้าหลวง เป็นต้น

คำเรียกชื่อการละเล่นที่ใช้ลูกสะบ้าของชาติต่างๆ มักเรียกตามผลสะบ้า เช่น ชาวไทใหญ่ ในพม่าและแถบแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “หมากนิม”  ชาวไทเขินเรียก “หมากวา” ย่านอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่านเรียก “หมากบ้า” ชาวลำปางเรียก “หมากนิมคำ” ชาวฉิ่นในพม่าเรียก “กาวี” ชาวลาหู่เรียก “หม่ายี้สื่อต่อดะเว” ชาวอาข่าเรียก “อ๊ะเบอฉ่อเออ” ชาวชองแถบจันทบุรีเรียก “พลีซะบ่า” ชาวลาวเรียก “หมากบ้า” ชาวเกาหลีเรียก “โทลชิ โนริ” ชาวมวงในเวียดนามเรียก “ดันฮ์ มัง” ชาวปากีสถานเรียก “กิลลิ ดานดา” ชาวชวาตะวันตกของอินโดนีเซียเรียก “กาตริก” ชาวมอญเรียก “ฮะนิ” ส่วนชาวเขมรเรียก “ลีงอังกุญจ์”

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าชนชาติใดเริ่มเล่นก่อนเป็นชาติแรก และมีมาแต่เมื่อใด ซึ่งเท่าที่พบแต่ละชนชาติก็มีบุคลิกลักษณะการเล่นเป็นของตัวเอง ในส่วนของไทยมีบันทึกอยู่ในกฎมณเฑียรบาลเมื่อต้นกรุงศรีอยุธยากว่า 500 ปีมาแล้วว่า การละเล่นสมัยนั้นมีแข่งวัวควาย แข่งเกวียนเทียมวัวควาย แข่งช้างชนกัน หัวล้านชนกัน ต่อยมวย ตีไก่ กัดปลา รวมทั้งสะบ้า เพียงแต่ปัจจุบันเหลือเล่นกันอยู่มากในกลุ่มมอญ-เขมร และบางกลุ่มในสิบสองปันนา ประเทศจีน

ส. พลายน้อย เล่าไว้ในหนังสือ “เล่าเรื่องพม่ารามัญ” ว่ามีบันทึกอยู่ในจดหมายเหตุเมื่อปี พ.ศ. 2332 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ที่กล่าวถึงการละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ว่า “ตรุษสงกรานต์ตีเข้าบิณฑ์เล่นสะบ้า ชายหนุ่มร้องเล่นโพลก” ที่แสดงถึงความนิยมเล่นสะบ้าในสมัยนั้น และยังมีนิราศที่แต่งขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 กล่าวถึงการเล่นสะบ้าที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ในเทศกาลสงกรานต์ตอนหนึ่งว่า

“พอมาสบพบปะพวกสะบ้า
เสียงเฮฮาเล่นกันลั่นวิหาร
ที่ใครแพ้ต้องรำทำประจาน
สนุกสนานสาวหนุ่มแน่นกลุ้มดู

ข้างละพวกชายหญิงยิงสะบ้า
แพ้ต้องรำทำท่าน่าอดสู
ล้วนสาวสาวน่าประโลมนางโฉมตรู
เที่ยวเดินดูน่าเพลินเจริญใจ”

การเล่นสะบ้าและการตั้งสะบ้าลูกเป้าของเด็กๆ ชาวลาหู่ บ้านห้วยน้ำริน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย (ขอบคุณภาพจาก http://www.gotoknow.org)

สะบ้ามอญ มีรูปแบบเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร นิยมเล่นและถ่ายทอดสืบต่อกันมาแต่โบราณ โดยมากจะเล่นกันในเทศกาลสงกรานต์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ สะบ้าหนุ่มสาว (สะบ้าบ่อน) เป็นการละเล่นที่เน้นความสนุกสนาน และสะบ้าช้าง (สะบ้าทอย) ที่เน้นการแข่งขันรู้แพ้รู้ชนะ ส่วนสะบ้ารำ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของชาวมอญบางไส้ไก่ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ เท่านั้น ซึ่งจะเน้นการรำโดยมีดนตรีประกอบระหว่างการเล่นสะบ้า

สะบ้าบ่อน (สะบ้าหนุ่มสาว) มักจะใช้ลานดินใต้ถุนบ้านเป็นสนาม สมัยก่อนบ้านคนมอญมักเป็นบ้าน 2 ชั้นใต้ถุนโปร่ง แต่ละหมู่บ้านจะมีการเล่นสะบ้ากันเกือบทุกหลังคาเรือน บ้านที่มีหญิงสาวมักจะมีบ่อนสะบ้าไว้ต้อนรับชายหนุ่มต่างหมู่บ้าน หนุ่มสาวหมู่บ้านเดียวกันจะไม่เล่นด้วยกันเด็ดขาด แต่ปัจจุบันจะมีการเล่นเฉพาะบ้านที่มีความพร้อมและได้รับเลือกไว้ และส่วนใหญ่จะคล้ายกับการแสดงทำนองการสาธิต มิได้เป็นการละเล่นซึ่งชายหนุ่มหญิงสาวรอคอยมาทั้งปีเพื่อโอกาสในการพบปะและสานสัมพันธ์ต่อกันเช่นเมื่ออดีต

การเตรียมบ่อน เริ่มจากเลือกที่โล่งกว้างประมาณกว้างยาว 5 เมตรขึ้นไป แล้วแต่ว่าจะต้องการให้สาวๆ นั่งได้กี่คน เช่น 5-8 คน เป็นต้น หาไม้กระดานมากั้นไว้ทั้ง 4 ด้าน กันลูกสะบ้ากระเด็นออก เตรียมที่นั่ง 2 ฟาก ก่อนถึงวันหนุ่มสาวจะช่วยกันปรับพื้น ทุบดินให้เรียบ ขัดด้วยลูกสะบ้าหรือขวดแก้วจนขึ้นมัน เรียกว่านั่งแล้วผ้าถุงผ้าโสร่งไม่เปรอะเปื้อนดิน ตกแต่งประดับประดาบริเวณบ่อนด้วยต้นกล้วย ทางมะพร้าวผ่าซีก มัดโคนเข้ากับเสาบ้านผูกปลายเข้าไว้ด้วยกันเป็นวงโค้ง ประดับกระดาษสีฉลุลาย พวงมะโหด หรือผ้าแพรที่หาได้

แต่ก่อนหนุ่มสาวนิยมเล่นสะบ้ากันตลอดเทศกาลสงกรานต์ทั้ง 7 วัน 7 คืน บ้านไหนสาวสวย มีดนตรีกล่อมบ่อนดีๆ คนติด แห่แหนกันมาทั้งผู้เล่นและผู้ชมสะบ้า เจ้าของบ้านก็ต้องเตรียมอาหารและเครื่องดื่มสำหรับเลี้ยงแขกเหรื่อ ของที่ยกมาเลี้ยงกันล้วนเป็นขนมที่ทำกันสำหรับเทศกาลสงกรานต์ จำพวกกะละแม ข้าวเหนียวแดง ข้าวแช่ บ่อยครั้งเล่นกันจนสว่างคาตา เพราะหนุ่มบ้านไกลข้ามน้ำข้ามคลองเดินลัดทุ่งกันมากลับบ้านกลับช่องลำบาก เช้าขึ้นก็หุงข้าวต้มเลี้ยงกัน วันต่อมาก็อาจตระเวนไปบ้านอื่น หรือหากพบสาวที่หมายตาจะอยู่บ่อนเดิมต่อทั้ง 7 วันก็ไม่มีใครว่า เจ้าบ้านก็มีหน้าที่หุงหาอาหารเลี้ยงกันไป

หนุ่มที่จะมาเล่นสะบ้าต้องเป็นหนุ่มบ้านอื่น มีหัวหน้าซึ่งอาวุโสกว่าใครนำมา รุ่นน้องต้องเชื่อฟังอย่างเคร่งครัด มาถึงต้องเจรจาขอเล่น โดยวางลูกสะบ้าของตนเป็นประกัน หากฝ่ายสาวยินยอมก็รับสะบ้านั้นไป ถือเป็นการจองบ่อน

อุปกรณ์การเล่น มีเพียงลูกสะบ้าประจำตัวทั้ง ๒ ฝ่าย ลักษณะกลมแบน ลูกสะบ้าของผู้ชายเล็กกว่าของฝ่ายหญิง ในอดีตลูกสะบ้าใช้เม็ดในของฝักสะบ้าจริงๆ แต่ปัจจุบันหายาก จึงมักกลึงจากไม้ประดู่ เขาควาย หรือทองเหลือง แล้วแต่ฐานะเจ้าของ

การแต่งตัวในสมัยก่อน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน หรือใช้คอนเซ็ปต์เดียวกัน ใครมีเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวเท่าไหนก็ใส่เท่านั้น ที่แน่นอนก็คือ หวีผมเกล้ามวยเรียบแปล้ ประแป้งลงกระแจะ พิถีพิถันกว่าอยู่บ้านหลายเท่าตัว ต่างจากปัจจุบันที่เน้นการแต่งตัวที่ต้องมีอัตลักษณ์มอญมีคอนเซ็ปต์กลุ่ม

กฎกติกาการเล่นในแต่ละหมู่บ้านแต่ละถิ่นก็มีความแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ให้ยึดทางฝ่ายหญิงเป็นหลัก การดีดหรือทอยสะบ้าบางหมู่บ้านมีมากถึง 20 ท่า แต่ละท่าจะมีชื่อเรียกเป็นภาษามอญ เช่น อีมายฮะเกริ่ม เถิ่งเติง อีโป่ะฮ์ฮะจ๊อด โซบาเก่ม อีฮะอุบ อีแปะ อีตั่น อีฮะเร็ต อีงาก์จ อีนังตัวปอย อีมายพาด อีโหล่น และอีสื้อ เป็นต้น

ฝ่ายชายและหญิงจะผลัดกันเล่น เล่นไปตามท่าต่างๆ เมื่อฝ่ายใดตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ (ดีดหรือทอยสะบ้าไม่ถูกเป้าของอีกฝ่ายหลายครั้ง จนฝ่ายตรงข้ามไม่ให้โอกาสแก้ตัวแล้ว) มอญเรียกว่า “อุย” จะต้องถูกยึดลูกสะบ้า เมื่อต้องการขอคืนก็ต้องยอมทำตามฝ่ายที่ชนะสั่ง เช่น ให้ฟ้อนรำ เต้น หรือทำท่าทำทางตลกขบขัน จนเป็นที่พอใจของฝ่ายชนะ จึงจะได้ลูกสะบ้าคืน แล้วก็สลับกันเล่นไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาที่เล่นสะบ้านี้ มักจะมีดนตรีประกอบและมีการร้องเชียร์จากผู้ชมตลอดการเล่น ถึงตอนพักครึ่ง นอกจากจะมีการเลี้ยงอาหารเครื่องดื่มแล้ว บ่อนที่มีมโหรีกล่อมบ่อน พ่อเพลงแม่เพลงจะเล่นทะแยมอญ ด้นเพลงสดโต้ตอบกันเป็นที่สนุกสนาน

ในระหว่างการเล่น ฝ่ายชายมักจะแสร้งเล่นพลาดให้ถูกทำโทษบ่อยๆ เพื่อต่อรองออดอ้อนฝ่ายหญิง หนุ่มสาวจะมีโอกาสใกล้ชิดพูดคุยกัน ก็เฉพาะช่วงเวลาเหล่านี้นี่เอง เกมสะบ้าจึงเป็นสิ่งที่หนุ่มสาวในอดีตทุกคนรอคอย และเมื่อถึงเวลาลงสนาม การเล่นก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างยิ่ง ทั้งเป็นช่วงเวลาซึ่งผู้ชมและพ่อแม่ผู้ปกครองฝ่ายผู้หญิงจะสังเกตสังกา ลอบดูฝ่ายชายที่อาจจะมาเป็นลูกเขยในอนาคต บางคนมีน้ำใจนักกีฬา บางคนแพ้ชวนตี บางคนมีความเป็นผู้นำ เป็นต้น

สะบ้าช้าง (สะบ้าทอย) การเล่นสะบ้าทอยไกล โดยมากมักเป็นกีฬาของคนหนุ่ม สมัยก่อนนิยมเล่นกัน
ในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว เนื่องจากต้องใช้สถานที่กว้างขวางและใช้พละกำลังของผู้เล่นมาก

สนามสะบ้าช้างกว้างราว 6-7 เมตร และยาวไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ลูกสะบ้าที่ใช้สำหรับทอย ทำด้วยไม้เนื้อแข็งและแกร่ง เพื่อไม่ให้แตกหักง่าย ลักษณะกลมแบน ลบเหลี่ยม 1 ด้าน จำนวน 6 ลูก เส้นผ่านศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร หนา 2 เซนติเมตร หนักประมาณ 250-300 กรัม ส่วนสะบ้าลูกตั้ง (เป้า) ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ลักษณะกลมแบน ไม่ลบเหลี่ยม จำนวน 10 ลูก เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร หนา 1.5 เซนติเมตร คู่แข่งขันจะวางลูกตั้ง (เป้า) วางตั้งไว้แนวตะแคงฝั่งละ 5 ลูก แถวกลางตั้งแถวเรียงหนึ่งแนวลึก จำนวน 3 ลูก ห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร อันนี้เรียกว่า หัว-ตัว-หาง (ลูกละ 1 คะแนน)
ส่วนอีก 2 ลูก นำไปตั้งทางซ้ายและขวาของแถวกลางด้านละ 1 ลูก ให้ตรงกับลูกที่ 2 ของแถวกลาง ห่างจากแถวกลางประมาณ 50 เซนติเมตร อันนี้เรียกว่า ปีกซ้าย-ปีกขวา (ลูกละ 2 คะแนน) แต่ละฝ่ายจะผลัดกันทอยลูกตั้งของฝั่งตรงข้ามให้ล้มลงตามกติกาที่กำหนดจนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ

ฝักสะบ้าที่แขวนประดับอยู่ตามข้างฝาบ้านเรือนชาวเขมรบ้านขาม

สะบ้าเขมร เรียกว่า “ลีงอังกุญจ์” มีรูปแบบแตกต่างไปจากสะบ้าบ่อน (สะบ้าหนุ่มสาว) แต่ละม้ายกับสะบ้าช้าง (สะบ้าทอยไกล) ของมอญ มีลักษณะเป็นเกมกีฬา ที่ต้องใช้พละกำลังและกลเม็ดในการแข่งขัน รวมทั้งออกลีลาข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามพอได้หมั่นไส้เล็กๆ แต่ไม่มีการแยกชายหญิงอย่างสะบ้ามอญ สะบ้าของเขมรนี้ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชายทุกคนสามารถร่วมแข่งขันกันได้ เน้นการแข่งขันเพื่อชัยชนะ โดยการดีดสะบ้าลูกยิง (โกย) ให้โดนสะบ้าลูกเป้า (ดีบ) ใครทำได้ดีกว่ากันก็จะเป็นผู้ชนะในเกมนั้นๆ

นายปราศรัย ปานทอง ชาวเขมรบ้านขาม สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นสุข อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้ให้ข้อมูลการละเล่นสะบ้าของคนเขมรแถบสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกัน แตกต่างกันบ้างเฉพาะกติกาปลีกย่อย โดยคนเขมรจะเล่นสะบ้ากันเฉพาะในเดือนสงกรานต์ หรือเดือน 5 ซึ่งเป็นเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ของเขมร อันเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองเท่านั้น ระยะเวลาก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้นจะไม่มีการเล่นโดยเด็ดขาด แม้แต่การฝึกซ้อมก็จะไม่มีใครกระทำกัน เนื่องจากชาวบ้านจะมองว่าผิดกาละเทศะ

อุปกรณ์การเล่นสะบ้า มีเพียงลูกสะบ้าที่ได้จากฝักสะบ้าแก่ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หาไม้กระดานปิดหัวท้ายสนาม กันไม่ให้ลูกสะบ้ากระเด็นออกไปไกลจากสนาม ซึ่งสนามหรือสถานที่ก็ใช้ลานใต้ถุนบ้าน หน้าบ้าน ขนาดกว้างตามเหมาะสม ยาวสัก 6-8 เมตร แล้วแต่ตกลงกัน ปรับพื้นสนามให้เรียบ

ผลสะบ้า (ขอบคุณภาพจาก http://www.ban
suanporpeang.com)

กติกาการเล่น แบ่งผู้เล่นหรือผู้แข่งขันออกเป็น 2 ฝ่าย แต่ละฝ่ายมีลูกสะบ้าคนละ 20 ลูกเท่ากัน ตั้งเป็นลูกเป้า (ดีบ) บนพื้นสนามฝ่ายตรงข้าม 10 ลูก ลูกยิง (โกย) ในมือของผู้ยิง 10 ลูก ผลัดกันดีดลูกยิงของตนให้โดนลูกเป้าของอีกฝ่าย ใครดีดถูกลูกเป้าฝ่ายตรงข้ามล้มหมดก่อนจะเป็นฝ่ายชนะในเกมนั้นๆ

แม้ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าถึงชุมชน โดยเฉพาะเกมคอมพิวเตอร์ สื่อสังคมออนไลน์ที่มากับสมาร์ทโฟนตลอดจนของเล่นใหม่ๆ ดึงเด็กเยาวชนและผู้คนออกไปจากเกมกีฬาสะบ้า เกมกีฬาสะบ้าในหลายหมู่บ้านจึงสูญหายไป ผิดกับบ้านขามแห่งนี้ที่ยังคงมีให้เห็นได้ทั่วไปในหลายหลังคาเรือน เสียงเชียร์จากผู้ชมรอบสนามดังขึ้นเป็นระยะ แม้ว่าในวันที่ผู้เขียนเดินทางไปถึงยังคงเป็นแค่เพียงวันซ้อมมือ

ปัจจุบันมีการฟื้นฟูให้เกมกีฬาสะบ้ากลับมาเป็นเกมกีฬาของเด็กเยาวชนหนุ่มสาวคนสูงอายุในชุมชนบ้านขาม มีการกระตุ้นให้ชาวบ้านสนใจด้วยการมอบถ้วยและเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะ กิจกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นสุข รวมทั้งมีการปรับกติกาให้ง่ายขึ้น หากใครไม่ถนัดดีดก็สามารถใช้การทอยเอาได้ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็นประเภทเดี่ยวและทีม ๓ คน แบ่งรุ่นตามกลุ่มอายุ ได้แก่ เด็ก เยาวชน และทั่วไป เพราะหากปล่อยให้แข่งรวมกันหมด คณะกรรมการเกรงว่าผู้ใหญ่จะสู้เด็กไม่ได้ ทำให้กิจกรรมการฟื้นฟูเกมกีฬาสะบ้าของหมู่บ้านอาจจะกลับไปซบเซาเหมือนเช่นในอดีต

 

พิเศษ ลด 40%! สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ลดราคาพิเศษ 40% เฉพาะสมัครวันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น คลิกดูรายละเอียดที่นี่


เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 20 กรกฎาคม 2560

https://www.silpa-mag.com/culture/article_10854

ល្ខោន​ខោល​ថៃ ឈុត “สืบมรรคา” ថ្ងៃសៅរ៍ 30 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in វីដេអូ, ภาษาไทย.
add a comment

វត្ត​ស្រី​បុណ្យរឿង​សិរិមារាម ថ្ងៃសុក្រ 29 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ພາສາລາວ.
4 comments

អតីត​រាជធានី​នៃ​នគរ​លាវ​ហ្លួង​ព្រះ​បាង ជា​រាជធានី​នៃ​ព្រះ​ពុទ្ធ​សាសនា​។ ប្រជា​រាស្ត្រ​នៃ​ក្រុង​នេះ​បាន​សាង​សង់​វត្ត​អារាម​ជា​ច្រើន​ដើម្បី​បដិបត្តិ​សាសនា នាម​ជា​ពុទ្ធមាមកៈ​។ ខាង​ក្រោម​នេះ​ជា​រូប​ភាព​នៃ​វត្ត​មួយ​ក្នុង​ចំណោម​វត្ត​ជា​ច្រើន​ផ្សេង​ទៀត​នៅ​ក្នុង​អតីត​រាជ​ធានី​នេះ​។ វត្ត​នេះ​មាន​ឈ្មោះ​ថា វត្តស្រី​​បុណ្យរឿង​សិរិមារាម (ល. ວັດສຼີບຸນເຮືອງສິຣິມາຣາມ) ឬ​​ហៅ​ខ្លី​ថា​វត្ត​ស្រី​បុណ្យ​រឿង (លាវ​អាន​ថា វត្ត​ស៊ីប៊ុនហឿង​) ដែល​ស្រែ​ខ្មុក​បាន​ថត​​កាល​ពី​ថ្ងៃ​ទី​៧ ខែ​មករា ឆ្នាំ​២០១០ គឺ​ប្រមាណ​ជាង​១០​ឆ្នាំ​មក​ហើយ​៕

______________________________________
អាន​ផង​ដែរ
១. ព្រះ​សង្ឃ​លាវ​បិណ្ឌ​បាត្រ​ឯ​ហ្លួង​ព្រះ​បាង
២. ចេញ​ទៅ​ហ្លួង​ព្រះបាង​ព្រឹក​ស្អែក
៣. វត្ត​សបសិក្ខារាម
៤. វត្ត​សែន​សុខា​រាម

សេចក្ដី​ប្រកាស​ព័ត៌មាន​ស្ដី​ពី​កិច្ច​ប្រជុំ​ពិភាក្សា​អំពី​បញ្ហា​ប្រឈម​នៃ​ចរាចរណ៍​ក្រដាស​ប្រាក់​ដុល្លារ​អាមេរិក​ប្រភេទ ១​$ ២​$ និង​៥​$ នៅ​កម្ពុជា ថ្ងៃ​ព្រហស្បតិ៍ 28 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពីស្រុកខ្មែរ.
add a comment

a1a2a3

ประติมานวิทยาภาพเล่าเรื่องฤๅษีวาลมีกิ ที่ปราสาทบันทายฉมาร์ ថ្ងៃពុធ 27 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
add a comment

บทนำ

ปราสาทบันทายฉมาร์เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดบันทายมีชัย (ศรีโสภณ) ประเทศกัมพูชา ห่างจากชายแดนของประเทศไทยไม่ไกลนัก ในอดีต นายจอร์ช โกรลิเยร์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสได้เสนอว่าปราสาทแห่งนี้คือศูนย์กลางของเมืองอมเรนทรปุระ ราชธานีแห่งหนึ่งของพระเจ้าชัยวรรมันที่ 2 ทั้งนี้เพราะในครั้งนั้นยังเชื่อว่าปราสาทบายนคือ วนมกันตาล (ภูเขากลางเมือง) ที่สถาปนาขึ้นโดยพระเจ้ายโศวรรมันที่ 1 ตามความในศิลาจารึกปราสาทสด๊อกก๊อกธม

แต่ในปัจจุบันก็เป็นที่ทราบกันแล้วว่าแท้ที่จริงว่าปราสาทบันทายฉมาร์นั้น สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 สำหรับการกำหนดรูปแบบทางศิลปะนักประวัติศาสตร์ศิลปะได้กำหนดให้ปราสาทบันทายฉมาร์อยู่ในช่วงที่ 2 ของศิลปะเขมรแบบบายน ส่วนสาเหตุในการสถาปนาปราสาท ลอเรน ปาลเมอร์ บริกส์ ได้เสนอว่าปราสาทหลังนี้เกี่ยวข้องกับงานพระศพของพระโอรสของพระองค์

สำหรับการศึกษาทางด้านประติมานวิทยา ณ ปราสาทบันทายฉมาร์ ที่ผ่านมามุ่งเน้นที่จะศึกษาภาพสลักที่ผนังระเบียงคดซึ่งเป็นประติมานวิทยาพระโพธสัตว์อวโลกิเศวรเปล่งรัศมี และภาพสลักเล่าเรื่องเหตุการณ์ทางประวัติศาตร์ครั้งสงครามพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 ทรงกอบกู้อิสรภาพจากอาณาจักรจามปา และ เรื่องกบฏภรตราหูในรัชกาลพระเจ้ายโศวรรมันที่ 2 เป็นสำคัญ หากแต่ในบทความเรื่องนี้จะเป็นการนำเสนอการแปลความภาพเล่าเรื่องที่นำมาจากเรื่องราวในเทวปกรณ์ในศาสนาพราหมณ์และแสดงการพัฒนาการประติมานวิทยาภาพเล่าเรื่องรามายณะในสมัยบายน

ลักษณะของภาพสลักเล่าเรื่อง

รายละเอียดที่ปรากฏในภาพสลักภายในหน้าจั่วของระเบียงคด มีรูปพระพรหมอยู่ที่กึ่งกลางภาพโดยแสดงพระพักตร์เพียง 3 หน้า ไว้พระเกศาทรงชฏามกุฏ พระหัตถ์ขวาล่างวางที่พระเพลา พระหัถต์ขวาบนแสดงปางวิตรรกมุทรา พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงอักษมาลา (ปะคำ) ด้านขวามือของพระพรหมเป็นรูปฤๅษีที่กำลังประคองอัญชลี ถัดออกไปเป็นรูปฤๅษีที่กำลังดีดพิณ ด้านซ้ายมือของพระพรหมเป็นบุคคลซึ่งมีส่วนใบหน้าที่หายไป แสดงอาการยกธนูขึ้นยิงนก โดยที่ลักษณะของนกคล้ายกับนกกระเรียน

ศาสตราจารย์ เดวิส สเนลกรอฟ ได้เคยเสนอความเห็นเกี่ยวกับภาพสลักนี้ว่าเป็นภาพพระธยานิพุทธเจ้าไวโรจนะที่แสดงออกในฐานะพระพรหม โดยที่ท่านมิได้เเสดงเหตุผลไว้ หากผู้เขียนกลับมีความเห็นที่ต่างจากข้อเสนอดังกล่าว ทั้งนี้เพราะ

1. ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบอย่างแท้จริงถึงลักษณะทางประติมานวิทยาของพระธยานิพุทธเจ้าในศิลปะเขมร และที่สำคัญเรายังไม่พบตัวอย่างพอที่จะสรุปได้ว่า ในศิลปะเขมรมีการทำรูปพระพรหมในฐานะที่เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าตีความว่ารูปพระพรหมนั้นคือพระธยานิพุทธเจ้าไวโรจนะแล้ว บุคคลที่กำลังยิงนก จะหมายถึงใคร มีความสัมพันธ์อย่างไรกับพระธยานิพุทธเจ้า และปรากฏอยู่ในเนื้อหาของคัมภีร์เล่มใด ทั้งนี้เพราะการแปลความทางประติมานวิทยานั้นจำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเรื่องราวจากคัมภีร์และเอกสารเสมอ

2. เเม้ว่าปราสาทบันทายฉมาร์จะเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนามหายาน แต่จากหลักฐานศิลาจารึกที่สลักอยู่ภายในปราสาทก็ได้กล่าวถึงการสถาปนารูปเคารพในศาสนาพราหมณ์ อันเป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปในพุทธศาสนมหายานในสมัยบายน นอกจากนี้ พุทธศาสนสถานในสมัยบายนก็ยังปรากฏภาพสลักเล่าเรื่องที่นำมาจากเทวปกรณ์ในศาสนาพราหมณ์ และที่สำคัญภาพสลักที่กล่าวถึงอยู่นี้ก็มิได้ปรากฏบนทับหลังชั้นในของห้องครรภคฤหะ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะชี้ชัดทันทีว่าภาพสลักดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามหายาน

การแปลความภาพ

ในชั้นต้นผู้เขียนมีความเห็นว่าภาพพระพรหมที่อยู่กึ่งกลางภาพไม่ใช่กุญเเจสำคัญในการไขความภาพ แต่ควรเป็นบุคคลที่กำลังยิงนก ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพรหมมีหลายตอนในเทพปกรณ์ในศาสนาพราหมณ์ แต่เหตุการณ์เรื่องนายพรานยิงนกที่มีสัมพันธ์กับพระพรหมที่เป็นตอนสำคัญในเทวนิยายในศาสนาพราหมณ์มีปรากฏเฉพาะในบทที่ 2 ของพาลกาณฑ์ ในคัมภีร์รามายณะ โดยมีเรื่องย่อดังต่อไปนี้

เมื่อพระนารทมหาฤๅษีได้เล่าเรื่องของพระรามให้ฤๅษีวาลมีกิเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จกลับสู่เทวโลกในทันใด ฝ่ายฤๅษีวาลมีกิก็ได้เดินไปที่ฝั่งแม่น้ำตมสาซึ่งเป็นแควหนึ่งของเเม่น้ำคงคา และ ณ ที่นั้นฤๅษีวาลมีกิได้เห็นว่า น้ำในแม่น้ำนั้นใสสะอาด จึงได้บอกกับภารัทวาชผู้เป็นศิษย์ว่า ท่านจะลงไปอาบน้ำในเเม่น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ ในขณะที่ท่านกำลังอาบน้ำอยู่นั้นได้เห็นนกกระเรียนคู่หนึ่งซึ่งกำลังระเริงรัก ทันใดนั้นก็มีนิษาท(นายพราน)คนหนึ่งยิงศรมาต้องนกกระเรียนตัวหนึ่งถึงแก่ความตาย ฝ่ายนกกระเรียนที่รอดชีวิตก็บังเกิดความวิปโยคโหยหาแต่นกกระเรียนที่ตายไป ฤๅษีวาลมีกิเห็นเหตุการณ์นั้นก็พลอยบังเกิดความโศกเศร้าถึงกับเปล่งอุทานสาปนิษาท (นายพราน) ผู้นั้นว่า

มา นิษาท ปฺรติษฺฐำ ตฺวํ อคมะ ศาศฺวตีะ สามาะ

ยตฺ เกฺราญฺจมิถุนาเทกํ อวถีะ กามโมหิตํ

แปลว่า

เจ้านิษาท ! เหตุที่เจ้าได้ประหารนกกระเรียนตัวหนึ่งที่กำลังเริงกามกับคู่ เจ้าจงอย่าได้ตั้งมั่นในความสวัสดีตลอดกาล

เมื่อฤๅษีวาลมีกิได้เปล่งอุทานออกไปเช่นนั้นก็รู้สึกว่าถ้อยคำที่ตนกล่าวออกไปนั้นมีลักษณะเป็นรูปแบบฉันทลักษณ์ที่มี 4 บาท และแต่ละบาทมีพยางค์เท่ากัน และสามารถใช้ขับร้องคู่กับพิณได้ วาลมีกิจึงตั้งชื่อรูปแบบคำประพันธ์ที่ตนเองคิดขึ้นว่า “โศลก” เพราะเกิดจากความโศกเศร้า

ครั้นเมื่อฤๅษีวาลมีกิกลับถึงอาศรมแล้ว จึงนั่งเข้าฌานและได้หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่นิษาทได้ฆ่านกกระเรียนจนถึงตอนที่ท่านได้สาปนิษาทผู้นั้น ก็บังเกิดอารมณ์โศกเศร้าขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นพระพรหมก็ไปปรากฏเฉพาะหน้าฤๅษีวาลมีกิ และมีเทวโองการให้ฤๅษีวาลมีกิประพันธ์เรื่องราวการเดินทางของพระราม (รามายณะ) ที่ได้ฟังมาจากพระนารทมหาฤๅษีโดยอาศัยรูปแบบคำประพันธ์ที่ได้คิดขึ้น และในโอกาสนั้นพระพรหมจึงได้ให้พรว่า

ยาวตฺ สฺถาสฺยนฺติ คิรยะ สริศฺ จ มหีตเล

ตาวตฺ รามายณกถา โลเกษุ ปฺรจริษฺยนฺติ

แปลว่า

ตราบใดที่เเม่น้ำและภูเขายังดำรงอยู่ในแผ่นดิน ตราบนั้นเรื่องการเดินทางของพระราม(รามายณกถา)ก็ยังคงอยู่ในโลก

เมื่อได้ให้พรแก่ฤๅษีวาลมีกิเเล้วพระพรหมก็ได้เสด็จกลับสู่พรหมโลก

ดังนั้น ผู้เขียนจึงแปลความภาพสลักโดยอ้างอิงจากเรื่องที่กล่าวมา ภาพสลักรูปบุคคลที่ยิงนกทางด้านซ้ายมือของพระพรหมนั้นคือภาพเล่าเหตุการณ์ที่นิษาทได้ยิงนกกระเรียน บนหัวของนิษาทนั้นได้สวมหมวกรูปนกเหมือนกับรูปของนายพรานที่ปรากฏในภาพสลักที่ระเบียงคดชั้นนอกของปราสาทบันทายฉมาร์ ตรงกลางภาพจึงควรเป็นรูปของพระพรหมที่กำลังมีเทวโองการ รูปฤๅษีที่กำลังคุกเข่าอยู่ข้างๆ คือฤๅษีวาลมีกิ รูปฤๅษีดีดพิณที่ปลายสุดของภาพอาจจะเป็นฤๅษีที่กำลังดีดพิณพร้อมกับขับเรื่องรามายณะ

วิวัฒนาการของภาพเล่าเรื่องรามายณะ

ในวัฒนธรรมเขมรคัมภีร์รามายณะได้รับการเผยแพร่มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ทั้งนี้เพราะจากข้อความในโศลกที่ 4 ของศิลาจารึกเวียลกันตาล (K359) ซึ่งเป็นของโสมศรรมัน ผู้เป็นสวามีของธิดาพระเจ้าวีรวรรมัน ขนิษฐาของพระเจ้าภววรรมันที่ 1 กล่าวว่า โสมศรรมันได้ถวายมหากาพย์มหาภารตะฉบับสมบูรณ์พร้อมกับมหากาพย์รามายณะและปุราณะ ส่วนงานด้านศิลปกรรมนอกจากประติมากรรมรูปพระรามสมัยพนมดาที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน กรุงพนมเป็ญ เราก็ไม่พบหลักฐานภาพสลักเล่าเรื่องจากคัมภีร์รามายณะในสมัยก่อนเมืองพระนคร

จากหลักฐานภาพสลัก ในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ที่ปราสาทบันทายสรีจึงได้ปรากฏภาพสลักเล่าเรื่องจากคัมภีร์รามายณะตอนวิราธลักนางสีดา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในอารัณยกาณฑ์ และ ตอนพาลีรบสุครีพ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในกีษกินธ์กาณฑ์ ภาพเล่าเรื่องจากคัมภีร์รามายณะสมัยต่อมาในปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ต่อ ต้นพุทธศตวรรษที่ 17 จึงมีการนำเหตุการณ์ในอีกหลายตอนมาแกะสลักไว้ ณ ปราสาทหลังต่างๆ เช่นเหตุการณ์ในสุนทรกาณฑ์ คือ ภาพหนุมานถวายแหวน เช่นที่ปราสาทสระกำแพงใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ และที่ปราสาทวัดเอก จังหวัดพระตะบอง ภาพเหตุการณ์ที่มาจากอโยธยากาณฑ์ตอนส่งเสด็จพระรามข้ามแม่น้ำคงคา

ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานอาจจะเป็นภาพบนทับหลังของมณฑปด้านทิศเหนือที่ปราสาทพิมาย และภาพเหตุการณ์ในยุทธกาณฑ์ คือ เรื่องนาคบาศ การรบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ ได้สลักไว้ที่ ปราสาทบาปวน ปราสาทพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง เป็นต้น แต่เหตุการณ์จาก พาลกาณฑ์ และอุตตรกาณฑ์ ยังมิได้นำมาแกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่องยังไม่ปรากฏในระยะเวลาดังกล่าว

สาเหตุที่ช่างไม่นำเรื่องราวในพาลกาณฑ์และอุตตรกาณฑ์มาแกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่องนั้น ผู้เขียนสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะ

1. เรื่องราวในพาลกาณฑ์ และอุตตรกาณฑ์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องแทรก ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระราม พระลักษมณ์ และสีดา เช่นการเสด็จลงมาของพระคงคา เรื่องฤาษีวสิษฐ์และฤๅษีวิสวามิตร เรื่องการกำเนิดท้าวกุเวร เรื่องพระอิลราช เป็นต้น (แม้ใน อโยธยากาณฑ์ อารัณยกาณฑ์ และยุทธกาณฑ์ เหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระราม พระลักษมณ์ และสีดา ก็ไม่นำมาทำเป็นภาพสลัก)

2. เรื่องราวบางเรื่องใน พาลกาณฑ์ และ อุตตรกาณฑ์ เป็นเพียงบทสนทนา เช่น บทสนทนาระหว่างพระรามกับพระลักษมณ์ เรื่อง ศุนหเษป เป็นต้น

เรื่องราวจากคัมภีร์รามายณะเริ่มที่มีการนำมาแกะสลักอย่างแพร่หลาย ในปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ที่ปราสาทนครวัดซึ่งเป็นศาสนสถานที่สร้างถวายพระวิษณุ เช่นภาพสลักเล่าเรื่องที่ระเบียงคดชั้นที่ 3 (นับจากด้านใน) ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นฉากใหญ่ที่เล่าเรื่องในยุทธกาณฑ์ และเริ่มมีการนำเหตุการณ์ในพาลกาณฑ์มาแกะสลัก คือเรื่องการกวนเกษียรสมุทรที่ผนังระเบียงคดชั้นที่ 3 (นับจากด้านใน) ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ และสีดาสยุมพร ส่วนภาพเรื่องที่นำมาจากอุตตรกาณฑ์คือภาพเรื่อง ราวณคฤหมูรติ เป็นต้น

ดังนั้น การที่ปราสาทบันทายฉมาร์ปรากฏภาพเล่าเรื่องตอนพระพรหมมีเทวโองการให้ฤๅษีวาลมีกิประพันธ์เรื่องรามายณะ เพราะภาพสลักเล่าเรื่องที่นำมาจากคัมภีร์รามายณะได้รับความสืบทอดความนิยมแพร่ขยายตั้งแต่ที่ปราสาทนครวัด จึงได้ส่งผลความนิยมต่อมาในสมัยบายน ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่เกิดความนิยมสร้างรูปประติมากรรมพระวิษณุปางต่าง ๆ ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 18 ธันวาคม 2560

https://www.silpa-mag.com/history/article_13782

លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ ៖ កំពង់​ធំ – ស្រុក​ប្រាសាទ​សំបូរ ថ្ងៃអង្គារ 26 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in កូដ​ប្រៃសណីយ៍-​កំពង់​ធំ.
add a comment

ស្រុក​​ប្រាសាទ​សំបូរ របស់ខេត្ត​កំពង់ធំ មាន​សរុប​ទាំង​អស់៥ឃុំ​ ដោយ​ឃុំ​​នីមួយ​ៗ មាន​លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ផ្ទាល់​ខ្លួន​ ដូច​ត​ទៅ​នេះ​ ៖

  1. ឃុំឈូក – ០៦១៥១
  2. ឃុំគោល – ០៦១៥២
  3. ឃុំសំបូរណ៍ – ០៦១៥៣
  4. ឃុំស្រើង – ០៦១៥៤
  5. ឃុំតាំងក្រសៅ – ០៦១៥៥

*** សម្រាប់​លេខ​កូដ​ប្រៃសណីយ៍​ស្រុក​ឯ​ទៀត​ៗ​របស់​ខេត្ត​កំពង់​ធំ ចុច​ទី​នេះ

_______________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ​៖
១. កូដ​​ប្រៃសណីយ៍ និង​កង្វះ​ការ​យល់​ដឹង
២. លេខ​កូដ ប្រៃសណីយ៍​នៃ​ព្រះរាជាណាចក្រ​កម្ពុជា

Repost: ទង់​ប្រាសាទ​, ទង់​​ជាតិ​ដំបូង​នៃ​ប្រទេស​កម្ពុជា ថ្ងៃចន្ទ 25 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អតីតភាព, អំពីសុភ័ក្ត្រ.
add a comment

នៅ​សម័យ​ដែល​ប្រទេស​កម្ពុជា​ស្ថិត​នៅ​ក្រោម​ការ​គ្រប់​គ្រង​របស់​ប្រទេស​បារាំង​នៅ​ឡើយ គឺ​នៅ​សម័យ​នោះ​ហើយ ដែល​ពិភព​លោក​ទាំង​មូល​ចាប់​ផ្ដើម​បង្កើត​ជា​រដ្ឋ​និង​មាន​ការ​គ្រប់​គ្រង​ជា​ដែន​ច្បាស់​លាស់​។ ជា​ការ​ពិត​ប្រទេស​កម្ពុជា​យើង​ក៏​បាន​ទទួល​វប្បធម៌ និង​អារ្យធម៌​បែប​លោក​ខាង​លិច ឬ​អ្វី​ដែល​ហៅ​ថា​វប្បធម៌​រីក​ចម្រើន​។ នោះ​ម្យ៉ាង​ដោយ​សារ​ការ​ដឹក​នាំ​របស់​ព្រះ​មហា​ក្សត្រិយ៍​ខ្មែរ​យើង​នា​សម័យ​នោះ និង​ម្យ៉ាង​ដោយ​អាណា​និគម​នៃ​រដ្ឋ​បារាំង​សេស​មក​លើ​នគរ​ខ្មែរ​យើង​ផង​។

ទង់​ជាតិ​ខ្មែរ​ (​ប្រហែល​ជា​ទង់​ទី​១​​ហើយ​) ក៏​បាន​បង្កើត​ឡើង ដែល​មាន​សណ្ឋាន​ជា​រូប​ប្រាសាទ ឬ​ហៅ​ម្យ៉ាង​ថា​ទង់​ប្រាសាទ នៅ​ខណៈ​ដែល​នគរ​ខ្មែរ​ស្ថិត​នៅ​ក្រោម​ការ​គ្រប់​គ្រង​របស់​បារាំង​នេះ ពោល​គឺ​ប្រមាណ​គ.ស.​១៨៦៣ រហូត​មកដល់​សម័យ​ក្រោយ​សង្គ្រាម​លោក​លើក​ទី​២ គឺ​​ប្រមាណ​ទសវត្សរ៍​ឆ្នាំ​១៩៤០​។ ទង់​ប្រាសាទ​នេះ ទំនង​ជា​មេ​បែប​នៃ​ទង់​ជាតិ​ប្រទេស​កម្ពុជា​យើង​សម័យ​បច្ចុប្បន្ន​នេះ​ផង​ដែរ​។

ទង់​ប្រាសាទ​ខ្មែរ​ដែល​មាន​ចុះ​ផ្សាយ​នៅ​បរទេស ក្នុង​ប្រមាណ​គ.ស.​១៨៩០

ទង់​ប្រាសាទ​មាន​ព័ណ៌​ខៀវ​ទឹក​ប៊ិច​អម​ជុំ​វិញ​ទាំង​មូល​នៃ​ទង់ ដែល​នៅ​ខាង​ក្នុង​វិញ​មាន​ព័ណ៌​ក្រហម​ឆ្អៅ ហើយ​នៅ​ចំ​កណ្ដាល​នៃ​ទង់​មាន​រចនា​ជា​ប្រាសាទ​ខ្មែរ​យ៉ាង​ស្អាត​ព័ណ៌​ស​។ នៅ​តាម​ឯកសារ​នានា​របស់​ប្រទេស​កម្ពុជា​យើង បាន​បង្ហាញ​ថា ទង់​ប្រាសាទ​នេះ ត្រូវ​បាន​ដាក់​តាំង​ប្រដូច​ទៅ​នឹង​ទង់​ជាតិ​របស់​យើង​នា​ពេល​បច្ចុប្បន្ន​នេះ នៅ​តាម​ទី​សាធារណៈ​នានា​ទូទាំង​ព្រះ​រាជ​អាណាចក្រ រួម​ទាំង​នៅ​ក្នុង​បរិវេណ​នៃ​ព្រះ​បរម​រាជ​វាំង​ចតុម្មុខ​ផង​ដែរ​​​​។

ទង់​ប្រាសាទ​បាន​ធ្វើ​ការ​វិវត្ត​បន្តិច​ម្ដង​ៗ​ទៅ​តាម​កាល​សម័យ​រហូត​មក​ដល់​ទង់​សណ្ឋាន​ប្រាសាទ​នគរ​វត្ត​កំពូល​បី​ដែល​ត្រូវ​បាន​ប្រើ​ប្រាស់​ក្រោយ​ប្រទេស​ខ្មែរ​ទទួល​បាន​ឯក​រាជ្យ​ពេញ​លេញ​ពី​ប្រទេស​បារាំង​សេស និង​ទង់​ជាតិ​បច្ចុប្បន្ន​ដែល​កំពុង​ប្រើ​ប្រាស់​នេះ ទំនង​សុទ្ធ​តែ​មាន​មូល​ដ្ឋាន​មក​ពី​ទង់​ប្រាសាទ​នេះ​ឯង​៕

ទង់​ប្រាសាទ​ (រូប​ក្នុង​រង្វង់​ក្រហម​) បាន​ដាក់​តាំង​លម្អ​ទន្ទឹម​គ្នា​នឹង​ទង់​ជាតិ​បារាំង​សេស​នៅ​ក្នុង​បរិវេណ​ខាង​មុខ​នៃ​មហា​ប្រាសាទ​ទេវាវិនិច្ឆ័យ​នៃ​ព្រះ​បរម​រាជ​វាំង​ចតុម្មុខ​មង្គល​ក្នុង​ឱកាស​ព្រះ​រាជ​ពិធី​គ្រង​រាជ្យ​សម្បត្តិ​នៃ​ព្រះ​ករុណា ព្រះ​សិរីសុវត្ថិ មុនីវង្ស
ទង់​ប្រាសាទ​ (រូប​ក្នុង​រង្វង់​ក្រហម​) បាន​ដាក់​តាំង​លម្អ​ទន្ទឹម​គ្នា​នឹង​ទង់​ជាតិ​បារាំង​សេស​​នៅ​តាម​ដង​វិថី​នានា​ក្នុង​ព្រះ​នគរ កាល​ពី​ពិធី​បុណ្យ​ថ្វាយ​ព្រះ​ភ្លើង​ហ្លួង​រាជានុ​កោដ្ឋ
ទង់​ប្រាសាទ​ (រូប​ក្នុង​រង្វង់​ក្រហម​) នៅ​ក្នុង​ពិធី​នានា​នៃ​ព្រះ​នគរក្រុម​កីឡា​បាល់​ទាត់​កម្ពុជា កាន់​ទង់​ប្រាសាទ (​រូប​ប្រមាណ​គ.ស.​១៩៣០)

វិវត្តន៍​នៃ​ទង់​ប្រសាទ​ខ្មែរ ដែល​ឃើញ​មាន​ចុះ​ផ្សាយ​នៅ​បរទេស
វិវត្តន៍​នៃ​ទង់​ប្រសាទ​ខ្មែរ ដែល​ឃើញ​មាន​ចុះ​ផ្សាយ​នៅ​បរទេស
វិវត្តន៍​នៃ​ទង់​ប្រសាទ​ខ្មែរ ដែល​ឃើញ​មាន​ចុះ​ផ្សាយ​នៅ​បរទេស

________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ ៖
១. អំពី​ទង់​មហារាជ

%d bloggers like this: