jump to navigation

ល្ខោន​ខោល​ថៃ ឈុត “สืบมรรคา” ថ្ងៃអាទិត្យ 31 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in វីដេអូ, ภาษาไทย.
add a comment

ประติมานวิทยาภาพเล่าเรื่องฤๅษีวาลมีกิ ที่ปราสาทบันทายฉมาร์ ថ្ងៃពុធ 27 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
add a comment

บทนำ

ปราสาทบันทายฉมาร์เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดบันทายมีชัย (ศรีโสภณ) ประเทศกัมพูชา ห่างจากชายแดนของประเทศไทยไม่ไกลนัก ในอดีต นายจอร์ช โกรลิเยร์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสได้เสนอว่าปราสาทแห่งนี้คือศูนย์กลางของเมืองอมเรนทรปุระ ราชธานีแห่งหนึ่งของพระเจ้าชัยวรรมันที่ 2 ทั้งนี้เพราะในครั้งนั้นยังเชื่อว่าปราสาทบายนคือ วนมกันตาล (ภูเขากลางเมือง) ที่สถาปนาขึ้นโดยพระเจ้ายโศวรรมันที่ 1 ตามความในศิลาจารึกปราสาทสด๊อกก๊อกธม

แต่ในปัจจุบันก็เป็นที่ทราบกันแล้วว่าแท้ที่จริงว่าปราสาทบันทายฉมาร์นั้น สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 สำหรับการกำหนดรูปแบบทางศิลปะนักประวัติศาสตร์ศิลปะได้กำหนดให้ปราสาทบันทายฉมาร์อยู่ในช่วงที่ 2 ของศิลปะเขมรแบบบายน ส่วนสาเหตุในการสถาปนาปราสาท ลอเรน ปาลเมอร์ บริกส์ ได้เสนอว่าปราสาทหลังนี้เกี่ยวข้องกับงานพระศพของพระโอรสของพระองค์

สำหรับการศึกษาทางด้านประติมานวิทยา ณ ปราสาทบันทายฉมาร์ ที่ผ่านมามุ่งเน้นที่จะศึกษาภาพสลักที่ผนังระเบียงคดซึ่งเป็นประติมานวิทยาพระโพธสัตว์อวโลกิเศวรเปล่งรัศมี และภาพสลักเล่าเรื่องเหตุการณ์ทางประวัติศาตร์ครั้งสงครามพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 ทรงกอบกู้อิสรภาพจากอาณาจักรจามปา และ เรื่องกบฏภรตราหูในรัชกาลพระเจ้ายโศวรรมันที่ 2 เป็นสำคัญ หากแต่ในบทความเรื่องนี้จะเป็นการนำเสนอการแปลความภาพเล่าเรื่องที่นำมาจากเรื่องราวในเทวปกรณ์ในศาสนาพราหมณ์และแสดงการพัฒนาการประติมานวิทยาภาพเล่าเรื่องรามายณะในสมัยบายน

ลักษณะของภาพสลักเล่าเรื่อง

รายละเอียดที่ปรากฏในภาพสลักภายในหน้าจั่วของระเบียงคด มีรูปพระพรหมอยู่ที่กึ่งกลางภาพโดยแสดงพระพักตร์เพียง 3 หน้า ไว้พระเกศาทรงชฏามกุฏ พระหัตถ์ขวาล่างวางที่พระเพลา พระหัถต์ขวาบนแสดงปางวิตรรกมุทรา พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงอักษมาลา (ปะคำ) ด้านขวามือของพระพรหมเป็นรูปฤๅษีที่กำลังประคองอัญชลี ถัดออกไปเป็นรูปฤๅษีที่กำลังดีดพิณ ด้านซ้ายมือของพระพรหมเป็นบุคคลซึ่งมีส่วนใบหน้าที่หายไป แสดงอาการยกธนูขึ้นยิงนก โดยที่ลักษณะของนกคล้ายกับนกกระเรียน

ศาสตราจารย์ เดวิส สเนลกรอฟ ได้เคยเสนอความเห็นเกี่ยวกับภาพสลักนี้ว่าเป็นภาพพระธยานิพุทธเจ้าไวโรจนะที่แสดงออกในฐานะพระพรหม โดยที่ท่านมิได้เเสดงเหตุผลไว้ หากผู้เขียนกลับมีความเห็นที่ต่างจากข้อเสนอดังกล่าว ทั้งนี้เพราะ

1. ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบอย่างแท้จริงถึงลักษณะทางประติมานวิทยาของพระธยานิพุทธเจ้าในศิลปะเขมร และที่สำคัญเรายังไม่พบตัวอย่างพอที่จะสรุปได้ว่า ในศิลปะเขมรมีการทำรูปพระพรหมในฐานะที่เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าตีความว่ารูปพระพรหมนั้นคือพระธยานิพุทธเจ้าไวโรจนะแล้ว บุคคลที่กำลังยิงนก จะหมายถึงใคร มีความสัมพันธ์อย่างไรกับพระธยานิพุทธเจ้า และปรากฏอยู่ในเนื้อหาของคัมภีร์เล่มใด ทั้งนี้เพราะการแปลความทางประติมานวิทยานั้นจำเป็นที่จะต้องอ้างอิงเรื่องราวจากคัมภีร์และเอกสารเสมอ

2. เเม้ว่าปราสาทบันทายฉมาร์จะเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนามหายาน แต่จากหลักฐานศิลาจารึกที่สลักอยู่ภายในปราสาทก็ได้กล่าวถึงการสถาปนารูปเคารพในศาสนาพราหมณ์ อันเป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปในพุทธศาสนมหายานในสมัยบายน นอกจากนี้ พุทธศาสนสถานในสมัยบายนก็ยังปรากฏภาพสลักเล่าเรื่องที่นำมาจากเทวปกรณ์ในศาสนาพราหมณ์ และที่สำคัญภาพสลักที่กล่าวถึงอยู่นี้ก็มิได้ปรากฏบนทับหลังชั้นในของห้องครรภคฤหะ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะชี้ชัดทันทีว่าภาพสลักดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามหายาน

การแปลความภาพ

ในชั้นต้นผู้เขียนมีความเห็นว่าภาพพระพรหมที่อยู่กึ่งกลางภาพไม่ใช่กุญเเจสำคัญในการไขความภาพ แต่ควรเป็นบุคคลที่กำลังยิงนก ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพรหมมีหลายตอนในเทพปกรณ์ในศาสนาพราหมณ์ แต่เหตุการณ์เรื่องนายพรานยิงนกที่มีสัมพันธ์กับพระพรหมที่เป็นตอนสำคัญในเทวนิยายในศาสนาพราหมณ์มีปรากฏเฉพาะในบทที่ 2 ของพาลกาณฑ์ ในคัมภีร์รามายณะ โดยมีเรื่องย่อดังต่อไปนี้

เมื่อพระนารทมหาฤๅษีได้เล่าเรื่องของพระรามให้ฤๅษีวาลมีกิเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จกลับสู่เทวโลกในทันใด ฝ่ายฤๅษีวาลมีกิก็ได้เดินไปที่ฝั่งแม่น้ำตมสาซึ่งเป็นแควหนึ่งของเเม่น้ำคงคา และ ณ ที่นั้นฤๅษีวาลมีกิได้เห็นว่า น้ำในแม่น้ำนั้นใสสะอาด จึงได้บอกกับภารัทวาชผู้เป็นศิษย์ว่า ท่านจะลงไปอาบน้ำในเเม่น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ ในขณะที่ท่านกำลังอาบน้ำอยู่นั้นได้เห็นนกกระเรียนคู่หนึ่งซึ่งกำลังระเริงรัก ทันใดนั้นก็มีนิษาท(นายพราน)คนหนึ่งยิงศรมาต้องนกกระเรียนตัวหนึ่งถึงแก่ความตาย ฝ่ายนกกระเรียนที่รอดชีวิตก็บังเกิดความวิปโยคโหยหาแต่นกกระเรียนที่ตายไป ฤๅษีวาลมีกิเห็นเหตุการณ์นั้นก็พลอยบังเกิดความโศกเศร้าถึงกับเปล่งอุทานสาปนิษาท (นายพราน) ผู้นั้นว่า

มา นิษาท ปฺรติษฺฐำ ตฺวํ อคมะ ศาศฺวตีะ สามาะ

ยตฺ เกฺราญฺจมิถุนาเทกํ อวถีะ กามโมหิตํ

แปลว่า

เจ้านิษาท ! เหตุที่เจ้าได้ประหารนกกระเรียนตัวหนึ่งที่กำลังเริงกามกับคู่ เจ้าจงอย่าได้ตั้งมั่นในความสวัสดีตลอดกาล

เมื่อฤๅษีวาลมีกิได้เปล่งอุทานออกไปเช่นนั้นก็รู้สึกว่าถ้อยคำที่ตนกล่าวออกไปนั้นมีลักษณะเป็นรูปแบบฉันทลักษณ์ที่มี 4 บาท และแต่ละบาทมีพยางค์เท่ากัน และสามารถใช้ขับร้องคู่กับพิณได้ วาลมีกิจึงตั้งชื่อรูปแบบคำประพันธ์ที่ตนเองคิดขึ้นว่า “โศลก” เพราะเกิดจากความโศกเศร้า

ครั้นเมื่อฤๅษีวาลมีกิกลับถึงอาศรมแล้ว จึงนั่งเข้าฌานและได้หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่นิษาทได้ฆ่านกกระเรียนจนถึงตอนที่ท่านได้สาปนิษาทผู้นั้น ก็บังเกิดอารมณ์โศกเศร้าขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นพระพรหมก็ไปปรากฏเฉพาะหน้าฤๅษีวาลมีกิ และมีเทวโองการให้ฤๅษีวาลมีกิประพันธ์เรื่องราวการเดินทางของพระราม (รามายณะ) ที่ได้ฟังมาจากพระนารทมหาฤๅษีโดยอาศัยรูปแบบคำประพันธ์ที่ได้คิดขึ้น และในโอกาสนั้นพระพรหมจึงได้ให้พรว่า

ยาวตฺ สฺถาสฺยนฺติ คิรยะ สริศฺ จ มหีตเล

ตาวตฺ รามายณกถา โลเกษุ ปฺรจริษฺยนฺติ

แปลว่า

ตราบใดที่เเม่น้ำและภูเขายังดำรงอยู่ในแผ่นดิน ตราบนั้นเรื่องการเดินทางของพระราม(รามายณกถา)ก็ยังคงอยู่ในโลก

เมื่อได้ให้พรแก่ฤๅษีวาลมีกิเเล้วพระพรหมก็ได้เสด็จกลับสู่พรหมโลก

ดังนั้น ผู้เขียนจึงแปลความภาพสลักโดยอ้างอิงจากเรื่องที่กล่าวมา ภาพสลักรูปบุคคลที่ยิงนกทางด้านซ้ายมือของพระพรหมนั้นคือภาพเล่าเหตุการณ์ที่นิษาทได้ยิงนกกระเรียน บนหัวของนิษาทนั้นได้สวมหมวกรูปนกเหมือนกับรูปของนายพรานที่ปรากฏในภาพสลักที่ระเบียงคดชั้นนอกของปราสาทบันทายฉมาร์ ตรงกลางภาพจึงควรเป็นรูปของพระพรหมที่กำลังมีเทวโองการ รูปฤๅษีที่กำลังคุกเข่าอยู่ข้างๆ คือฤๅษีวาลมีกิ รูปฤๅษีดีดพิณที่ปลายสุดของภาพอาจจะเป็นฤๅษีที่กำลังดีดพิณพร้อมกับขับเรื่องรามายณะ

วิวัฒนาการของภาพเล่าเรื่องรามายณะ

ในวัฒนธรรมเขมรคัมภีร์รามายณะได้รับการเผยแพร่มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ทั้งนี้เพราะจากข้อความในโศลกที่ 4 ของศิลาจารึกเวียลกันตาล (K359) ซึ่งเป็นของโสมศรรมัน ผู้เป็นสวามีของธิดาพระเจ้าวีรวรรมัน ขนิษฐาของพระเจ้าภววรรมันที่ 1 กล่าวว่า โสมศรรมันได้ถวายมหากาพย์มหาภารตะฉบับสมบูรณ์พร้อมกับมหากาพย์รามายณะและปุราณะ ส่วนงานด้านศิลปกรรมนอกจากประติมากรรมรูปพระรามสมัยพนมดาที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน กรุงพนมเป็ญ เราก็ไม่พบหลักฐานภาพสลักเล่าเรื่องจากคัมภีร์รามายณะในสมัยก่อนเมืองพระนคร

จากหลักฐานภาพสลัก ในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ที่ปราสาทบันทายสรีจึงได้ปรากฏภาพสลักเล่าเรื่องจากคัมภีร์รามายณะตอนวิราธลักนางสีดา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในอารัณยกาณฑ์ และ ตอนพาลีรบสุครีพ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในกีษกินธ์กาณฑ์ ภาพเล่าเรื่องจากคัมภีร์รามายณะสมัยต่อมาในปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ต่อ ต้นพุทธศตวรรษที่ 17 จึงมีการนำเหตุการณ์ในอีกหลายตอนมาแกะสลักไว้ ณ ปราสาทหลังต่างๆ เช่นเหตุการณ์ในสุนทรกาณฑ์ คือ ภาพหนุมานถวายแหวน เช่นที่ปราสาทสระกำแพงใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ และที่ปราสาทวัดเอก จังหวัดพระตะบอง ภาพเหตุการณ์ที่มาจากอโยธยากาณฑ์ตอนส่งเสด็จพระรามข้ามแม่น้ำคงคา

ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานอาจจะเป็นภาพบนทับหลังของมณฑปด้านทิศเหนือที่ปราสาทพิมาย และภาพเหตุการณ์ในยุทธกาณฑ์ คือ เรื่องนาคบาศ การรบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ ได้สลักไว้ที่ ปราสาทบาปวน ปราสาทพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง เป็นต้น แต่เหตุการณ์จาก พาลกาณฑ์ และอุตตรกาณฑ์ ยังมิได้นำมาแกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่องยังไม่ปรากฏในระยะเวลาดังกล่าว

สาเหตุที่ช่างไม่นำเรื่องราวในพาลกาณฑ์และอุตตรกาณฑ์มาแกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่องนั้น ผู้เขียนสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะ

1. เรื่องราวในพาลกาณฑ์ และอุตตรกาณฑ์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องแทรก ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระราม พระลักษมณ์ และสีดา เช่นการเสด็จลงมาของพระคงคา เรื่องฤาษีวสิษฐ์และฤๅษีวิสวามิตร เรื่องการกำเนิดท้าวกุเวร เรื่องพระอิลราช เป็นต้น (แม้ใน อโยธยากาณฑ์ อารัณยกาณฑ์ และยุทธกาณฑ์ เหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระราม พระลักษมณ์ และสีดา ก็ไม่นำมาทำเป็นภาพสลัก)

2. เรื่องราวบางเรื่องใน พาลกาณฑ์ และ อุตตรกาณฑ์ เป็นเพียงบทสนทนา เช่น บทสนทนาระหว่างพระรามกับพระลักษมณ์ เรื่อง ศุนหเษป เป็นต้น

เรื่องราวจากคัมภีร์รามายณะเริ่มที่มีการนำมาแกะสลักอย่างแพร่หลาย ในปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ที่ปราสาทนครวัดซึ่งเป็นศาสนสถานที่สร้างถวายพระวิษณุ เช่นภาพสลักเล่าเรื่องที่ระเบียงคดชั้นที่ 3 (นับจากด้านใน) ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นฉากใหญ่ที่เล่าเรื่องในยุทธกาณฑ์ และเริ่มมีการนำเหตุการณ์ในพาลกาณฑ์มาแกะสลัก คือเรื่องการกวนเกษียรสมุทรที่ผนังระเบียงคดชั้นที่ 3 (นับจากด้านใน) ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ และสีดาสยุมพร ส่วนภาพเรื่องที่นำมาจากอุตตรกาณฑ์คือภาพเรื่อง ราวณคฤหมูรติ เป็นต้น

ดังนั้น การที่ปราสาทบันทายฉมาร์ปรากฏภาพเล่าเรื่องตอนพระพรหมมีเทวโองการให้ฤๅษีวาลมีกิประพันธ์เรื่องรามายณะ เพราะภาพสลักเล่าเรื่องที่นำมาจากคัมภีร์รามายณะได้รับความสืบทอดความนิยมแพร่ขยายตั้งแต่ที่ปราสาทนครวัด จึงได้ส่งผลความนิยมต่อมาในสมัยบายน ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่เกิดความนิยมสร้างรูปประติมากรรมพระวิษณุปางต่าง ๆ ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 18 ธันวาคม 2560

https://www.silpa-mag.com/history/article_13782

អត្ថបទ​ប្រែ ៖ “ត្រឡែង​កែង” ពាក្យ​នេះ​មក​ពី​ណា​? ហេតុ​ម្ដេច​ប្រែ​ថា “ដែន​ប្រហារ​”​? ថ្ងៃ​ព្រហស្បតិ៍ 21 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពី​ភាសា, អំពីភាសា, ภาษาไทย.
2 comments

កកន ៖ កាល​ពី​ថ្ងៃ​ទី​២៣ ខែ​មេសា ឆ្នាំ​២០២០ កន្លង​មក​នេះ ​គេហ​ទំព័រ​សិល្បៈ​វឌ្ឍនធម្ម (​ថ. ศิลปวัฒนธรรม)​ បាន​ចុះ​ផ្សាយ​អត្ថបទ​មួយ​ដែល​មាន​ចំណង​ជើង​ថា “ตะแลงแกง” คำนี้มาจากไหน? ไฉนจึงเป็น “แดนประหาร”? ឬ​​ប្រែ​មក​ជា​ភាសា​ខ្មែរ​យើង​ថា “ត្រឡែង​កែង” ពាក្យ​នេះ​មក​ពី​ណា​? ហេតុ​ម្ដេច​ប្រែ​ថា “ដែន​ប្រហារ​”​?

ដោយ​ឃើញ​ថា​អត្ថបទ​លក្ខណៈប្រវត្តិសាស្ត្រ​នេះ​មាន​សារសំខាន់ និង​ទាក់​ទង​នឹង​ប្រវត្តិ​ស្រុក​ភូមិ​យើង​ផង ថ្ងៃ​នេះ ស្រែ​ខ្មុក​សូម​អនុញ្ញាត​បក​ប្រែ​ជា​ភាសា​ខ្មែរ​ក្រៅ​ផ្លូវ​ការ ដោយ​មិន​បញ្ចេញ​បញ្ចូល​បន្ថែម ដើម្បី​ទុក​ជូន​ជា​​ឯកសារ​ នៅ​ទី​នេះ ដូច​ត​ទៅ​។

នៅ​ពេល​ឮ​ពាក្យ​ថា “ត្រឡែង​កែង” ជន​ជាតិ​ថៃ​តែង​តែ​នឹក​ដល់ “ដែន​ប្រហារ” ការ​ពិត​ទៅ​ពាក្យ​ថា​ត្រឡែង​កែង ក្នុង​អត្ថន័យ​ដើម មិន​បាន​សំដៅ​ដល់ “ដែន​ប្រហារ” នោះ​ទេ​។ បើ​ដូច​នេះ​ពាក្យ​ថា “ត្រឡែង​កែង” នៅ​ក្នុង​ភាសា​ថៃ​មាន​ប្រភព​មក​ពី​ភាសា​ណា និង​មាន​ន័យ​ដើម​ក្នុង​ភាសា​នោះ​ថា​ដូច​ម្ដេច​?

“ត្រឡែង​កែង” ជា​ពាក្យ​ខ្មែរ​ដែល​ថៃ​ខ្ចី​មក​ប្រើ មក​ពី​ពាក្យ​ថា “ត្រឡែង​កែង” បញ្ចេញ​សំឡេង “ត្រឡែង​កែង”​។ វចនា​នុក្រម​ខ្មែរ ច្បាប់​ពុទ្ធ​សាសន​បណ្ឌិត្យ ក្រុង​ភ្នំពេញ បាន​ឲ្យ​និយមន័យ​ថា “ដែល​មាន​មុខ​៤ ឬ​បែក​ជា​៤ (​ឈ្មោះប្រាសាទ, វិហារ, ផ្លូវ)” ដូច​ជា​ “ប្រាសាទ​ត្រឡែង​កែង” ប្រែ​ថា “​ប្រាសាទ​ចតុម្មុខ​ដែល​​មានមុខ​​៤” ឬ​ក្នុង​ពាក្យ​ថា​ “ផ្លូវ​ត្រឡែង​កែង​”។

“វត្ត​ត្រឡែង​កែង” ជា​វត្ត​បូរាណ​មាន​ទី​តាំង​នៅ​កណ្ដាល​ក្រុង “លង្វែក” ពី​ដើម​ឡើយ​វត្ត​នេះ​អាច​ជា​សាសន​ស្ថាន​របស់​ខ្មែរ​តាំង​តែ​សម័យ​មហា​នគរ មុន​ពេល​ដែល​ខ្មែរ​ផ្លាស់​ប្ដូរ​រាជធានី​មក​នៅ​លង្វែក​នេះ​។ នៅ​ពេល​ចៅ​ពញា​ចន្ទ​រាជា (​ព្រះ​អង្គ​ចន្ទ​) ផ្លាស់​ប្ដូរ​រាជធានី​ខ្មែរ​មក​តាំង​នៅ​លង្វែក ក៏​ទ្រង់​ព្រះ​រាជានុញ្ញាត​ឲ្យ​សាង​វត្ត​ឡើង​នៅ​បរិវេណ​នេះ​។ ដោយ​ហេតុ​​ដែល​សាង​ជា​វិហារ​មាន​មុខ​បួន​ទិស​ ទើប​ឲ្យ​ឈ្មោះ​ថា “ព្រះ​វិហារ​ចតុម្មុខ​មហា​ប្រាសាទ” ត្រូវ​គ្នា​នឹង​ឈ្មោះ​ដែល​ហៅ​ជា​ទូទៅ​ថា “វត្ត​ត្រឡែង​កែង” ដោយ​សារ​មាន​វិហារ​សាង​ជា​មុខ​មាន​បួន​ទិស​។ រាជ​ពង្សាវតារ​ក្រុង​កម្ពុជា​បាន​សរសេរ​ថា ក្នុង​វិហារ​ចតុម្មុខ​ជា​ទី​ប្រតិស្ឋាន​ព្រះ​អដ្ឋារស​កម្ពស់​៩​ម៉ែត្រ ចំនួន​៤​អង្គ បែ​ព្រះ​ភ័ក្ត្រ​ទៅ​កាន់​ទិស​ផ្សេង​ៗ​។ ព្រះ​បាទ​សាង​ពី​សិលា​។

វត្ត​ត្រឡែង​កែង​កណ្ដាល​ក្រុង​លង្វែក ជា​វត្ត​បូរាណ​ដែល​មាន​វិហារ​ប្រតិដ្ឋាន​ព្រះ​អដ្ឋរស​ទាំង​៤​ទិស ឈ្មោះ​របស់​វត្ត​ទើប​​ត្រូវ​បាន​គេ​ហៅ​ជា​ទូទៅ

ក្រោយ​មក​នៅ​ពេល​បែក​ក្រុង​លង្វែក វិហារនេះ​ត្រូវ​បាន​បំផ្លាញ និង​ប្រហែលត្រូវ​បាន​ជួស​ជុល​ឡើង​វិញ​នៅ​សម័យភ្នំពេញ ព្រះ​ទាំង​បាង​សាង​ព្រះ​ពុទ្ធ​រូប​ទ្រង់​គ្រឿង​វរមុទ្រា​ជំនួស​ឲ្យ​ព្រះ​អដ្ឋារស​ដែល​នៅ​សេស​សល់​មក​ដល់​បច្ចុប្បន្ន រួម​ទាំង​ឈ្មោះ «​វត្ត​ត្រឡែង​កែង​» ផង​។ នឹង​សង្កេត​ឃើញ​ថា អត្ថន័យ​របស់ «​ត្រឡែង​កែង​» ក្នុង​ភាសា​ខ្មែរ ជា​ន័យ​សំដៅ​ដល់ «​វត្ថុ​ដែល​បែក​ជា​៤ ឬ​មាន​មុខ​៤​» ទូទៅ​​ដែល​មិន​សំដៅ​ដល់ «​ដែន​ប្រហារ​» នោះ​ទេ​។ នេះ​មាន​ន័យ​ថា ការ​ផ្ដល់​អត្ថន័យ​ពាក្យ​ថា «​ត្រឡែង​កែង​» ពី​ទី «​ដែលមាន​បែក​ជា​មុខ​៤​» មក​ជា «​ដែន​ប្រហារ​» ក៏​ទំនង​កើត​ឡើង​ក្នុង​ភាសា​ថៃ​នេះ​ឯង​។

នៅ​ពេល​ថៃ​ទទួល​ពាក្យ​ថា «​ត្រឡែង​កែង​» មក​ប្រើ​បាន​ផ្លាស់​ប្ដូរ​រូប​ពាក្យ និង​ការ​បញ្ចេញ​សំឡេង​ខ្លះ ជា «​តៈឡែង​កែង​» អត្ថន័យ​យក​មក​ប្រើ​ដំបូង​អាចនឹង​ដូច​គ្នា​នឹង​អត្ថន័យក្នុង​ភាសា​ខ្មែរ គឺ​ប្រែ​ថា «​ទី​ដែល​មាន​ផ្លូវ​បែក​ជា​៤» ឬ​ន័យ​មួយ​ទៀត​គឺ «​ផ្លូវ​បែក​ជា​៤​»​។

ផ្លូវមុខ​ខុនផែន ក៏មាន​លក្ខណៈ​បែក​ជា​៤ សម័យ​ក្រុង​ស្រី​អយុធ្យា​ហៅ​ថា​ផ្លូវ​តៈឡែងកែង

ភស្តុតាង​នៃ​ការ​ប្រើ​ពាក្យ​ថា «​តៈ​ឡែង​កែង​» ក្នុង​អត្ថន័យ​ថា​ផ្លូវ​បែក​ជា​៤​នោះ មាន​ឃើញ​ក្នុង​ច្បាប់​ត្រា​៣​ដួង ដូច​ជា​ច្បាប់​ព្រះ​អយ្យការ​លក្ខណៈ​ប្ដី​ប្រពន្ធ (​ឆ្នាំ​១៣៦១​) ចែង​ថា ប្រសិន​បើ​ស្ត្រី​ណា​មាន​ស្មន់ «​… ស្ត្រី​នោះ​ឲ្យ​កោ​សក់​ជា​តៈឡែងកែង និង​យក​ទៅ​ឲ្យ​គេ​ប្រទេច​…​»។

ហេតុក្រោយ​មក​ដែល​អត្ថន័យ​របស់ «តៈឡែងកែង» បាន​ប្ដូរ​មក​ជា «​កន្លែង​ដែល​ប្រហារ​» នោះ អាច​មក​ពី​កាល​សម័យ​បូរាណ​កន្លែង​ដែល​យក​អ្នក​ទៅ​មក​ប្រហារ គឺ «​ផ្លូវ​បែក​ជា​៤​» ឬ «​ត្រឡែង​កែង​» ដូច​ន័យ​នៃ​ច្បាប់​ព្រះ​អយ្យការ​អំពី​ចោរ​ថា «​… ប្រសិន​បើ​លួច​បន្លែ​ស្ពៃ​ទា​មាន់ … ពិចារណា​ថា​គឺ​ជា​ចោរ ឲ្យ​ចង​យក​ទៅ​តៈឡែងកែង​ប្រទេច​នឹង​វាយ​ដោយ​រំពាត់​ឈើ​៥០​ដង​…​»

ដូច​នេះ​នៅ​ពេល​ក្រោយ​ៗ​មក ប្រើ​ពាក្យ​ថា «​តៈឡែងកែង​» ក៏​ក្លាយ​ជា​កន្លែង​ដោត​ក្បាល​ប្រទេច ដូច​ច្បាប់​ព្រះ​អយ្យការ​ស្ដី​ពី​ចោរ ដែល​និយាយ​ដល់​ការ​ដាក់​ទោស​ចោរ​ប្លន់​ផ្ទះ​ថា «​… ហើយ​ឲ្យ​សម្លាប់​ចោរ​ដែល​បាន​ប្រព្រឹត្ត កាត់​ក្បាល​ដោត​នៅ​តៈឡែងកែង​…​» ភស្តុតាង​ដែល​អះ​អាង​ពី​ការ​ប្ដូរ​អត្ថន័យមក​យូរ​ហើយ​គឺ វចនានុក្រមរបស់​ម៉បរ័តលេយ៍ ឬ​សៀវភៅ «​អក្ខាភិធានសព្ទ​» ​បាន​ឲ្យ​និយមន័យ «​តៈឡែង​កែង​» ថា «​ឈ្មោះ​កន្លែង​សម្លាប់​មនុស្ស​» និង​ប្រើ​ក្នុង​អត្ថន័យនេះ​តែ​មួយ (​មិន​អធិប្បាយ​ថា​សំដៅ​ដល់​ផ្លូវ​បែក​ជា​៤​)​។

នេះ​បាន​ន័យ​ថា​មក​ដល់​សម័យ​ក្រុង​រតនកោសិន្ទ្រ ពាក្យ​ថា «​តៈឡែងកែង​» បាន​ប្ដូរ​អត្ថន័យ​ហើយ ដែល​បាន​ប្រើអត្ថន័យ​នេះមក​ដល់​បច្ចុប្បន្ន ដោយ​ភ្លេចនឹក​ទៅ​ថា ដើម «​តៈឡែងកែង» សំដៅ​ដល់ «​ផ្លូវ​បែក​ជា​៤​» ធម្មតា​​ៗ​នេះ​ឯង​។


ផ្សព្ធ​ផ្សាយ​នៅ​ក្នុង​ប្រព័ន្ធ​អនឡាញ​លើក​ដំបូង​នៅ​ថ្ងៃ​ទី​៣ សីហា ២០១៨

Repost : «​និរាស​នគរ​វត្ត​» ច្បាប់​ក្រុម​ពញា​តម្រុង​រាជានុភាព ថ្ងៃអាទិត្យ 17 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
4 comments

«​និរាស​នគរ​វត្ត​» គឺ​ជា​ស្នាដៃ​អក្សរ​សិល្ប​ដ៏​ល្បី​ល្បាញ​មួយ​របស់​ថៃ ក្នុង​ចំណោម​អក្សរ​សិល្ប​ល្បី​ៗ​ជា​ច្រើន​ទៀត​របស់​ប្រទេស​នេះ​។ បទ​ «​និរាស​នគរ​វត្ត​» ត្រូវ​បាន​តាក់​តែង​ឡើង​ជា​ពាក្យ​កម្រង​កែវ ដែល​ជា​​ព្រះ​និពន្ធ​នៃ សម្ដេច​ព្រះ​ចៅ​បរម​វង្ស​ធើ ព្រះ​អង្គ​ម្ចាស់​តិឝវរកុមារ ក្រុម​ពញា​តម្រុង​រាជានុភាព អ្នក​ប្រាជ្ញ​ដ៏​សំខាន់​ម្នាក់​របស់​ប្រទេស​នេះ​។

រឿង​រ៉ាវ​នៃ​ «​និរាស​នគរ​វត្ត​» គឺ​បន្ទាប់​ពី ព្រះ​អង្គ​បាន​មក​បំពេញ​ព្រះ​ទស្សនកិច្ច​នៅ​ប្រទេស​កម្ពុជា​យើង​ចាប់​ពី​ថ្ងៃ​ទី​១៦ ខែ​វិច្ឆិកា ដល់​ថ្ងៃ​ទី​១៤ ខែ​ធ្នូ ឆ្នាំ​១៩២៤​។ នៅ​ពេល​ត្រឡប់​ទៅ​ប្រទេស​ថៃ​វិញ គឺ​នៅ​ខែ​មីនា ឆ្នាំ​១៩២៥ ព្រះ​អង្គ​បាន​និពន្ធ​ស្នាដៃ​នេះ​ឡើង ដោយ​ដំបូង​ឡើយ​ជា​ពាក្យ​រាយ​រៀប​រាប់​អំពី​ដំណើរ​ទស្សនកិច្ច​ក្នង​លក្ខណៈ​កំណត់​ហេតុ​ធម្មតា​។ ក្រោយ​មក​ព្រះ​អង្គ​ក៏​តាំង​ព្រះ​ទ័យ​យ៉ាង​យក​ចិត្ត​ទុក​ដាក់​រៀប​រៀង​ជា​ពាក្យ​កម្រង​កែវឡើង​។

ស្នា​ដៃ​នេះ​ត្រូវ​បាន​ព្រះ​អង្គ​ចាត់​ទុក​ថា​ជា​ការដូ ឬ​របស់​បញ្ញើ​សម្រាប់​មិត្រ​សហាយ​របស់​ទ្រង់​ដែល​នៅ​ក្នុង​ប្រទេស​ថៃ​ ជំនួស​ឲ្យ​របស់​ផ្ញើ​​ពី​​កម្ពុជា​។ នេះ​ដូច​ក្នុង​ពាក្យ​ប្រារព្ធ​ដែល​ព្រះ​អង្គ​រៀប​រាប់​ឡើង​ជា​ពាក្យ​កាព្យ​នៅ​ក្នុង​សៀវភៅ «​និរាស​នគរ​វត្ត​» នេះ​។

«​និរាស​នគរ​វត្ត​» ជា​ប្រភេទ​សៀវភៅ​ដែល​មាន​លក្ខណៈ​ប្រវត្តិសាស្ត្រ និង​បូរាណ​វិទ្យា​ជា​ច្រើន​ភ្ជាប់​មក​ជាមួយ​គ្នា​។ ក្រៅ​ពី​នោះ​ក៏​នៅ​មាន​បញ្ចូល​ហេតុការណ៍​នានា​របស់​ប្រទេស​ថៃ និង​ប្រទេស​កម្ពុជា​យើង ដែល​ព្រះ​អង្គ​បាន​បំពេញ​ព្រះ​ទស្សនកិច្ច​ទាំង​នៅ​ក្នុង​ខេត្ត​សៀមរាប មាន​ដូច​ជា​ប្រាសាទ​បូរាណ​ខ្មែរ​ជា​ច្រើន ទាំង​នៅ​ក្នុង​ព្រះ​រាជ​ធានី​ភ្នំពេញ មាន​ដូច​ជា​ការ​ចូល​គាល់​ព្រះ​ករុណា ព្រះ​រាជានុកោដ្ឋ និង​ការ​រៀប​រាប់​អំពី​ព្រះ​បរម​រាជវាំង​ខ្មែរ និង​ព្រះ​ឧបោសថ​រតនារាម​ព្រះ​កែវ​មរកត​ ជា​ដើម​។ល។

ខាង​ក្រោម​នេះ​ជា​បទ​ដក​ស្រង់​មួយ​នៃ​ «​និរាស​នគរ​វត្ត​» ច្បាប់​ក្រុម​ពញា​តម្រុង​រាជានុភាព​ ដែល​ស្រែ​ខ្មុក​សូម​ធ្វើ​ការ​បក​ប្រែ​ក្រៅ​ផ្លូវ​ការ​ទុក​គ្រាន់​ជា​ការ​កម្សាន្ត​ដូច​ត​ទៅ​នេះ​៖

                                                 ๏ ធ្លាប់​ឮ​គេ​និយាយ​ត​គ្នា​
អ្នក​ដែល​ធ្លាប់​ទៅ​ស្រុក​ខ្មែរ​មក ថា​ប្រាសាទ​សិលា​គួរ​ទស្សនា​ណាស់
ធំ​ធេង​មហោឡារ​បូរាណ​សាង ថ្វី​ដៃ​ជាង​ខម​ជំនាញ​ការ​ចម្លាក់
ធ្វើ​ក្បាច់​ភ្ញី​ច្រើន​សំភី​​ជាក់ គេ​ចូល​ចិត្ត​បបួល​ឲ្យ​យើង​ទៅ​មើល
តែ​នៅ​ជាប់​រវល់​កិច្ចការ ហេតុ​នេះ​ត្រូវ​រង់​ចាំ​គ្រា​បាន​ធូរ​ណាត់​ខ្លះ
រហូត​មក​ដល់​ឆ្នាំ​ជូត ក៏​នឹង​មាន​ពេល​ទៅ​នគរ​វត្ត
ឯ​ធិតា​ក៏​ចង់​ទៅ​ដែរ ថា​នឹង​មិន​ឲ្យ​ទៅ​ក៏​មិន​បាន
កម្សាន្ត​ទី​ណា​ក៏​ទៅ​គ្រប់​ទី ក៏​ប្រណី​ព្រម​ឲ្យ​ទៅ​ជាមួយ
ទើប​ទូល​លា​នាំ​​វរ​លក្សណ៍​ទាំង​បី ផ្ដើម​និរាស​ក្រុង​ក្រៃ​ហៃ​សួគ៌
ពី​ខែ​វិច្ឆិកា​រហូត​ដល់​ខែ​ធ្នូ ទៅ​កម្សាន្ត​ក្រុង​កម្ពុជា
បារាំង​សែស​សែន​ល្អ​អារី ជួយ​ចាត់​ចែង​គ្រប់​បែប​យ៉ាង
ទៅ​ដល់​ទី​ណា​ក៏​សែន​សុខ​គ្រប់​វេលា ក៏​គួរ​ជា​ទី​អរគុណ​ក្រៃ
ទាំង​ព្រះ​ញាតិ​ក្រុង​កម្ពុជា ក៏​រាក់​ទាក់​ទទួល​មិន​កន្ដើយ
បាន​ប្រាស្រ័យ​សន្ទនា​យ៉ាង​ស្និទ្ធ ចិត្ត​ក៏​ស្រប​ដោយ​អំណរ​គុណ
កម្សាន្ត​សប្បាយ​តែ​នឹក​ដល់​មិត្រ ទាំង​ស្រី​ប្រុស​ដែល​នៅ​ក្រុង​ធំ
ធ្វើ​ឲ្យ​នឹក​ចង់​ផ្ញើ​របស់​ត្រូវ​ចិត្ត តែ​គិត​ទៅ​ក៏​លំបាក​ចិត្ត​មិន​ណយ
ថា​នឹង​ទិញ​របស់​អ្វី​ផ្ញើ​ទៅ ទុន​របស់​យើង​មិន​ល្មម​ត្រូវ​អល់អែក
ដោយ​មិត្រ​ៗ​គឺ​គិត​ទៅ​រាប់​រយ ថា​ចែក​ខ្លះ​ៗ​ក៏​មិន​គួរ
ហេតុ​នេះ​ក៏​មិន​គួរ ទើប​មក​តែង​និរាស​ល្អ​គាប់​ជាង
សាក​និទាន​រឿង​ទៅ​លេង​កម្ពុជា ឲ្យ​បណ្ដា​មិត្រ​គ្រប់​គ្នា​បាន​ស្ដាប់
ហើយ​និពន្ធ​ចែក​ជា​ទំនង​របស់​ផ្ញើ ឃើញ​ថា​សម​ប្រកប​នឹង​បំណង​ប្រាថ្នា
តែ​គិត​កំណាព្យ​ក៏​លើស​កម្លាំង នឹង​តែង​តាំង​រាប់​ឆ្នាំ​ច្បាស់​មិន​ហើយ
ថា​នឹង​តែង​កំណាព្យ​អាច​នឹង​ជួប​ឧបសគ្គ ហេតុ​នេះ​ជាក់​រៀប​រៀង​ជា​កម្រង​កែវ
មាន​កំណាព្យ​នាំ​មុខ​បន្តិច​ដើម្បី​លម្អ តាម​បូរាណ​ប្រាជ្ញ​បែ​ប​និរាស
បើ​មិន​ដូច​នេះ​ម្ដេច​នឹង​ហៅ​និរាស ដោយ​ហេតុ​មិន​មាន​កំណាព្យ​អក្សរ​សារ
ទើប​តែង​ទុក​គ្រាន់​ជា​ភស្តុតាង សូម​អញ្ជើញ​អាន​សាច់​រឿង​ទាំង​ស្រុង​អឺយ​៕៚

______________________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ​៖
១. «វរ​វង្ស សូរ​វង្ស» អំណោយ​​ពី​អតីត​ព្រះ​ចៅ​ផែន​ដី​ខ្មែរ ថ្វាយ​អតីត​ព្រះ​ចៅ​ផែន​ដី​សៀម
២. ក្រុម​ពញា​តម្រុង​រាជានុភាព បុគ្គល​ដែល​មាន​ទំនាក់​ទំនង​ជិត​ស្និទ្ធ​និង​កម្ពុជា

វិបាក​កូវីដ-១៩ ៖ ថៃ​ផ្អាក​ព្រះ​រាជ​ពិធី​ច្រត់​ព្រះ​នង្គ័ល ឆ្នាំ​នេះ ថ្ងៃចន្ទ 11 ខែ​ឧសភា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
1 comment so far

ថ្ងៃ​ចន្ទ ទី​១១ ខែ​ឧសភា ឆ្នាំ​២០២០ នេះ គឺ​ជា​កំណត់​ព្រះ​រាជ​ពិធី​បុណ្យ​ច្រត់​​ព្រះ​នង្គ័ល នៅ​​ឯ​ក្រុង​សៀម​។ ដោយ​សារ​វិបត្តិ​ដែល​បង្ក​ដោយ​ជំងឺ​កូវីដ​-១៩ ព្រះ​រាជ​ពិធី​បុណ្យ​ឆ្នាំ​នេះ​នៅ​នគរ​សៀម ក៏​ត្រូវ​បាន​ផ្អាក​ដូច​គ្នា​នឹង​នគរ​ខ្មែរ​យើង​ដែរ​។

ទោះ​បី​ជា​ព្រះ​រាជ​ពិធី​ផ្លូវ​ការ មហា​ជន (កកន ៖ ​ព្រះ​រាជ​ពិធី​បុណ្យ​ច្រត់​​ព្រះ​នង្គ័ល នៅ​វាល​ព្រះ​ស្រែ​ស្នាម​ហ្លួង ក្រុង​បាងកក) ត្រូវ​បាន​ផ្អាក​ក៏​ពិត​មែន តែ​ពិធី​ព្រោះ​សាប​ស្រូវ​ពិសោធន៍ នៅ​ឯ​ព្រះ​រាជ​តំណាក់​សួន​​ចិត្រលតា ក៏​នៅ​មាន​រៀប​ចំ​ជា​ធម្មតា​។

ជា​រៀង​រាល់​ឆ្នាំ នា​ថ្ងៃ​​​ព្រះ​រាជ​ពិធី​បុណ្យ​ច្រត់​​ព្រះ​នង្គ័ល នៅ​នគរ​សៀម​នេះ ថៃ​ក៏​នៅ​មាន​ចាត់​ពិធី​សាប​ព្រោះ​ស្រូវ​ធ្វើ​ពិសោធន៍​មួយ​ទៀត នៅ​ទី​នេះ (​សួន​​ចិត្រលតា) ដើម្បី​កំណត់​ពូជ​ស្រូវ​នានា​របស់​ប្រទេស​ថៃ ដែល​ជា​ផ្នែក​មួយ​នៃ​ព្រះ​រាជ​គម្រោង​របស់​អតីត​ព្រះ​មហា​ក្សត្រិយ៍​ថៃ​៕

_____________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ ៖
១. វិបាក​កូវីដ-១៩ ៖ ឆ្នាំ​នេះ​ផ្អាក​ចាត់​ព្រះ​រាជ​ពិធី​បុណ្យ​ច្រត់​ព្រះ​នង្គ័ល

អធិក​វារៈ ឬ អធិកពារ ថ្ងៃសៅរ៍ 25 ខែ​មេសា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពី​ភាសា, អំពីភាសា, ภาษาไทย, ພາສາລາວ.
1 comment so far

ចុល្ល​សករាជ​១៣៨២​នេះ ជា​ឆ្នាំ​ដែល​មាន​ «​អធិក​វារៈ» ឬ «អធិកពារ​»​។ តើ​អ្វី​ជា​អធិក​វារៈ?

Untitled-2

ប្រដូច​គ្នា​ទៅ​នឹង​ប្រតិទិន​សុរិយ​គតិ ខាង​ចន្ទ​គតិ​ក៏​មាន​ការ​បន្ថែម​ថ្ងៃ​លើ​ខែ​ដែរ ក្រៅ​អំពី​ការ​បន្ថែម​ខែ​លើ​ឆ្នាំ ឬ «​អធិក​មាស​» នោះ​។

ប្រសិន​បើ​យើង​ចែក​ចំណែក​ពាក្យ​មួយ​ៗ​នៅ​ទី​នេះ គឺ អធិក (​អៈ-ធិ-កៈ) សំដៅចំពោះ «​លើស​, បន្ថែម​» ចំណែក​ឯ​ពាក្យ​ថា វារ, វារៈ មាន​សេចក្ដី​ថា «​ថ្ងៃ​»​។ នៅ​ក្នុង​វចនានុក្រម​ខ្មែរ លោក​បាន​ឲ្យ​និយម​ន័យ​នៃ «​អធិកវារៈ»​ នេះ ដូច​ត​ទៅ​នេះ​ ៖

អធិកវារៈ ឬ —ពារ ថ្ងៃលើក គឺថ្ងៃមួយដែលថែមត្រង់ខែជេស្ឋតាមចន្ទគតិ ( ខែជេស្ឋនោះមាន ៣០ ថ្ងៃ ) : ឆ្នាំមានអធិកវារៈ

នៅ​ក្នុង​ប្រទេស​ថៃ និង​លាវ​ ដែល​ប្រើ​ប្រាស់​ប្រព័ន្ធ​ចន្ទ​គតិ​ដូច​ខ្មែរ​យើង​ដែរ​នោះ ការ​បន្ថែម​ថ្ងៃ​នៅ​ខែ​ជេស្ឋ​ (សៀម​លាវ ហៅ​ខែ​៧)​ នេះ​ក៏​អនុវត្ត​ដូច​គ្នា​ផង​ដែរ ដោយ​ថៃ​ហៅឈ្មោះ​ថា «​อธิกวาร» (​អាន​ថា ៖ អៈធិកៈវ៉ាន) និង​លាវ ហៅ​ថា «​ອະທິກະວານ​» (អាន​ថា ៖ អៈធិកៈវ៉ាន) ឬ អធិក​វារ នោះ​ឯ​ង​​។

ការ​បន្ថែម​១​ថ្ងៃ​បន្ថែម​ទៀត​ទៅ​លើ​ខែ​ជេស្ឋ​នេះ​មាន​ទំនង​ដូច​គ្នា​ទៅ​នឹង​ការ​បន្ថែម​ខែ​ជា​អធិកមាស​ផង​ដែរ​។ ក្នុង​ប្រមាណ​៥​ឆ្នាំ​ បើ​ទោះ​បី​ជា​មាន​​អធិកមាស​​ក៏​ដោយ (​ប្រតិទិន​ចន្ទ​គតិ​) ក៏​នៅមាន​ចំនួន​ថ្ងៃ​​តិច​ជាង​១​ថ្ងៃ​ពី​ប្រតិទិនសុរិយ​គតិ​ដែរ ដែល​ហេតុ​ត្រូវ​បន្ថែម​១​ថ្ងៃ​ឲ្យ​ស្មើ​គ្នា​នោះ​ឯង​​។ តាម​ធម្មតា​ខែ​ជេស្ឋ​មាន​ចំនួន​២៩​ថ្ងៃ សម្រាប់​ឆ្នាំ​ដែល​មាន​អធិក​វារៈ​នេះ ខែ​ជេស្ឋ​នឹង​មាន​ចំនួន​៣០​ថ្ងៃ​ពេញ​។ ហេតុ​ដូច​នេះ​ថ្ងៃ​ចុង​ក្រោយ​នៃ​ខែ​ជេស្ឋ​នេះ​គឺ​ថ្ងៃ​១៥​រោច ជំនួស​ឲ្យ​ថ្ងៃ​១៤​រោច តាម​ធម្មតា​៕

____________________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ​៖
១. អធិក​មាស
២. ឆ្នាំ​នេះ​ខ្មែរ និង​ថៃ ធ្វើ​បុណ្យ​មាឃ​បូជា និង​វិសាខ​បូជា ខុស​ថ្ងៃ​ខែ​គ្នា

“ตะแลงแกง” คำนี้มาจากไหน? ไฉนจึงเป็น “แดนประหาร”? ថ្ងៃ​ព្រហស្បតិ៍ 23 ខែ​មេសា 2020

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពី​ភាសា, អំពីភាសា, ภาษาไทย.
1 comment so far

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ตะแลงแกง” คนไทยทั่วไปมักนึกถึง “แดนประหาร” แท้จริงคำว่าตะแลงแกงในความหมายเดิมไม่ได้หมายถึง “แดนประหาร” แต่ประการใด ถ้าอย่างนั้นคำว่า “ตะแลงแกง” ในภาษาไทยมีที่มาจากภาษาใด มีความหมายดั้งเดิมในภาษานั้นอย่างไร?

“ตะแลงแกง” เป็นคำเขมรที่ไทยยืมมาใช้ มาจากคำ “ตฺรแฬงแกง” ออกเสียง “ตรอแลงแกง” พจนานุกรมภาษาเขมร ฉบับของพุทธศาสนบัณฑิตย์ กรุงพนมเปญ ให้ความหมายว่า “ที่มี 4 หน้า หรือที่แยกเป็น 4 (ชื่อปราสาท, วิหาร, หนทาง)” เช่น “ปฺราสาทตฺรแฬงแกง” แปลว่า “ปราสาทจตุรมุขที่มีมุขสี่ด้าน” หรือในคำว่า “ผฺลูวตฺรแฬงแกง”

วัดตฺรแฬงแกง” เป็นวัดโบราณตั้งอยู่กลางเมือง “ละแวก” เดิมวัดนี้น่าจะเป็นศาสนสถานของเขมรตั้งแต่สมัยเมืองพระนคร ก่อนเขมรจะย้ายมาตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ละแวก เมื่อเจ้าพญาจันทราชา (พระองค์จันท์) ย้ายเมืองหลวงเขมรมาตั้งอยู่ที่เมืองละแวก ก็โปรดให้สร้างวัดขึ้นบริเวณนี้ ด้วยเหตุที่สร้างเป็นวิหารมีมุขสี่ด้าน จึงให้ชื่อว่า “พระวิหารจัตุรมุขมหาปราสาท” ตรงกับชื่อที่เรียกกันทั่วไปแพร่หลายว่า “วัดตฺรแฬงแกง” เนื่องจากมีวิหารสร้างเป็นมุขมีสี่ด้าน ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชาบันทึกไว้ว่า ในวิหารจตุรมุขเป็นที่ประดิษฐานพระอัฏฐารสสูง 18 ศอก ถึง 4 องค์ หันพระพักตร์ไปตามทิศต่าง ๆ พระบาทสร้างจากศิลา

วัดตฺรแฬงแกง กลางเมืองละแวก เป็นวัดโบราณที่มีวิหารประดิษฐานพระอัฏฐารสทั้ง ๔ ทิศ ชื่อของวัดจึงเป็นที่เรียกกันแพร่หลายด้วยเหตุนี้

ต่อมาเมื่อกรุงละแวกแตก วิหารหลังนี้ถูกทำลาย และน่าจะบูรณะขึ้นใหม่ในสมัยพนมเปญ พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่ิองปางห้ามสมุทรแทนพระอัฏฐารสยังคงหลงเหลืออยู่จนปัจจุบัน รวมทั้งชื่อ “วัดตฺรแฬงแกง” ด้วย จะเห็นได้ว่าความหมายของ “ตะแลงแกง” ในภาษาเขมรเป็นความหมายถึง “สิ่งที่เป็นแยกเป็นสี่ หรือที่มี 4 หน้า” ทั่วไปไม่เจาะจงว่าจะต้องเป็น “แดนประหาร” เท่านั้น แสดงว่าการเลื่อนความหมายของคำว่า “ตฺรแฬงแกง” จากสิ่งที่ “แยกเป็นสี่หรือสี่หน้า” มาเป็น “แดนประหาร” ก็น่าจะเกิดในภาษาไทยนี่เอง

เมื่อไทยรับคำว่า “ตฺรแฬงแกง” (ตรอแลงแกง) มาใช้ได้มีการเปลี่ยนรูปคำและการออกเสียงไปบ้าง เป็น “ตะแลงแกง” ความหมายในตอนแรกนำมาใช้น่าจะยังตรงกับความหมายในภาษาเขมร คือแปลว่า “ที่มีทางแยกไปสี่ทาง, ทางสี่แพร่ง” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “สี่แยก”

ถนนตรงหน้าคุ้มขุนแผน ก็มีลักษณะทางเป็น ๔ แพร่ง สมัยอยุธยาเรียกกันว่า ถนนตะแลงแกง

หลักฐานของการใช้คำว่า “ตะแลงแกง” ในความหมายว่าสี่แพร่งนั้นพบได้ในกฎหมายตราสามดวง เช่น กฏหมายพระไอยการลักษณะผัวเมีย (พ.ศ. 1904) กล่าวว่าหากหญิงใดมีชู้ “…หญิงนั้นให้โกนศีศะเปนตะแลงแกง เอาขึ้นขาหย่างประจาน…” 

เหตุต่อมาที่ความหมายของ “ตะแลงแกง” เลื่อนไปเป็น “สถานที่ประหาร” นั้น น่าจะเนื่องมาจากในสมัยโบราณสถาน ที่สำหรับประหารนักโทษประจานคือ “สี่แยก” หรือ “ตระแลงแกง” เช่น ความในกฎหมายพระไอยการลักขณโจรว่า “…ถ้าลักเส้นผักฟักถั้วเปดไก่…พิจารณาเปนสัจท่านว่าคือโจร ให้มัดประจานไปตะแลงแกงตีด้วยไม้หวาย 50 ที…” 

ดังนั้นต่อมาเมื่อใช้คำว่า “ตะแลงแกง” ก็เป็นที่ปักศรีษะเสียบประจาน เช่น กฎหมายพระไอยการลักขณโจร กล่าวถึงการลงโทษโจรปล้นบ้านว่า “…แล้วให้ฆ่าโจรแลพวกโจรซึ่งลงมือ ตัดศีศะเสียบไว้นะตะแลงแกง…” หลักฐานที่ยืนยันว่าคำนี้เลื่อนความหมายมานานแล้วคือ พจนานุกรมของหมอบรัดเลย์ หรือหนังสือ “อักขราภิธานศรับท์” ได้ให้ความหมายคำว่า “ตะแลงแกง” ไว้ว่า “เป็นชื่อสำรับเปนที่ฆ่าคน” และใช้ในความหมายนี้เพียงความหมายเดียว (ไม่อธิบายว่าหมายถึงทางสี่แพร่ง)

แสดงว่าเมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์คำว่า “ตะแลงแกง” ได้เลื่อนความหมายแล้ว จึงใช้ในความหมายนี้ต่อมาจนปัจจุบัน โดยลืมนึกไปว่าเดิม “ตะแลงแกง” หมายถึง “ทางสี่แพร่ง, สี่แยก” ธรรมดา ๆ นี่เอง


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 สิงหาคม 2561

https://www.silpa-mag.com/history/article_19070

_______________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ ៖
១. អត្ថបទ​ប្រែ ៖ “ត្រឡែង​កែង” ពាក្យ​នេះ​មក​ពី​ណា​? ហេតុ​ម្ដេច​ប្រែ​ថា “ដែន​ប្រហារ​”​?

%d bloggers like this: