jump to navigation

“ลายกระหนกเป็นของไทย” เป็นเรื่องไม่จริง – ไม่จริง – และไม่จริง! ថ្ងៃអាទិត្យ 18 ខែសីហា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
add a comment

กนกใบเทศ (ภาพจากหนังสือ คู่มือลายไทย สนพ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552)

คนทั่วไปเข้าใจตรงกันว่า กนก คือ ลายไทย เลยเรียกปนกันทั้ง ลายไทย-ลายกนก-(ลาย)กนกไทย คำว่า กนก เขียนเป็น กระหนก ก็ได้

มีบางคนบางพวกคลุ้มคลั่งมากเกินเหตุ เลยทึกทักว่าลายกนกไทยเป็นงานสร้างสรรค์ของไทยโดย “ช่างไทย” แท้ ๆ งดงามอ่อนช้อยกว่าใครในโลก

แต่ ไม่จริง – ไม่จริง – และไม่จริง

ลายกนก – ลายกระหนก – ลายไทย ได้ต้นแบบจาก “ครู” แขกชมพูทวีป หรือแขกอินเดียสมัยคุปตะและหลังคุปตะ ราวหลัง พ.ศ. 800 – 1200 (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ กระหนกในดินแดนไทย โดย ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2547 หน้า 22)

ลายกระหนกอินเดียแพร่หลายมากับศาสนาพราหมณ์และพุทธ สู่ดินแดนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์คราวเดียวกัน ไม่ต้องไปหลงทางหาตรงไหนก่อน – หลัง เสียเวลาเปล่า ๆ

เพราะมีต้นแบบพ่อแม่เดียวกัน คือลายกนกชมพูทวีปอินเดีย ในแง่ตัวลายจึงไม่มีอะไรต่างกัน เว้นเสียแต่พบอยู่ในเขตประเทศไหน? ก็สมมุติเรียกว่าลายของดินแดนนั้น

ถ้าอยู่ผิดที่ผิดทางก็บอกไม่ได้หรอกว่าลายใครเป็นลายใคร เพราะเป็นกระหนกเดียวกัน เช่น เอาลายไทยไปวางในเขมร, เอาลายเขมรไปวางในลาว, เอาลายลาวไปวางในพม่า, เอาลายพม่าไปวางในมอญ, เอาลายมอญมาวางในไทย, ฯลฯ

ลายดั้งเดิมก่อนรับกระหนกอินเดีย

ก่อนรับกระหนกจากอินเดีย ช่างเขียนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์วาดรูปลวดลายธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (หรือเบสิค) อย่างแข็งแรงแล้ว

มีหลักฐานเป็นลายเส้นบนหน้าผา, ผนังถ้ำ, โขดหิน, ฯลฯ เป็นภาพเขียนดึกดำบรรพ์ มีอายุเก่าแก่มากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว พบทั่วไปในดินแดนไทยตั้งแต่ ภาคเหนือ, ภาคอีสาน, ภาคกลาง, ภาคใต้ แล้วพบกระจายอยู่ในดินแดนเพื่อนบ้านโดยรอบด้วย

ทุกแห่งที่พบล้วนเป็นภาพเขียนศักดิ์สิทธิ์ เกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อในศาสนาผีพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ แล้วสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนและชุมชนยุคนั้น บริเวณนั้น ตั้งแต่ก่อนรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ และก่อนรับลายกระหนกจากอินเดีย

บริเวณโดยรอบของหน้าผา, ผนังถ้ำ, โขดหิน, ฯลฯ  เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (เทียบเท่าโบสถ์, วิหารสมัยหลัง) ใช้ทำพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณื เช่น ขอฝน, ฯลฯ

คนเขียนลายเส้นเป็นรูปต่าง ๆ เหล่านั้น เช่น คน, สัตว์, ฯลฯ ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลพิเศษ (ที่ยุคต่อไปจะเรียกว่าช่าง) มีอำนาจระดับหมอผี หมายถึงผู้มีวิชามากกว่าคนอื่นในท้องถิ่นชุมชนนั้น

ทั้งหมดล้วนเป็นหลักฐานอันมั่นคง ว่าคนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว มีประสบการณ์ชำนาญและความสามารถระดับสูงแล้วในทางวาดรูป เขียนภาพ ทั้งเหมือนจริงและเหนือจริงเป็นเส้นสัญลักษณ์ ยุคก่อนรับลายกระหนกจากอินเดีย

งานช่างอื่น ๆ ก็ไม่ต่างจากงานช่างเขียน ไม่ว่าช่างฟ้อน ช่างขับ รวมถึงช่างดีดสีตีเป่า ซึ่งรู้จักทั่วไปทุกวันนี้ว่างานดนตรีและนาฏศิลป์ ล้วนมีรากเหง้าร่วมกันมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์


“ลายกระหนก”. จากหนังสือ “วัฒนธรรมร่วม อุษาคเนย์ในอาเซียน”. โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ. สำนักพิมพ์นาตาแฮก. 2559


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2561

“ลายกระหนกเป็นของไทย” เป็นเรื่องไม่จริง – ไม่จริง – และไม่จริง!

Advertisements

การเสื่อมสลายของปราสาทขอมในดินแดนไทย ថ្ងៃចន្ទ 12 ខែសីហា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
add a comment

ปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี

ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการยึดถือศาสนาพราหมณ์ฮินดู ผสมผสานกับพุทธมหายานของขอม มาเป็นพุทธเถรวาทลังกา เมื่อราวต้นพุทธศักราช ๑๘๐๐ ในดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก ตลอดจนบริเวณที่ราบสูงอีสาน เราจะพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงช่วงแรกเริ่มของการเปลี่ยน แปลงว่ายังคงยึดถือรูปแบบสถาปัตยกรรมขอมดั่งเดิม นั่นคือปรางค์ประธาน ซึ่งเดิมใช้สำหรับประดิษฐานรูปเคารพของพราหมณ์ เปลี่ยนมาเป็นรูปเคารพทางพุทธศาสนาเข้าแทนที่ ส่วนอื่นๆ ของปราสาทขอม เช่น มณฑป หรืออาคารด้านหน้าของปรางค์นั้นสามารถดัดแปลงมาเป็นพื้นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สอดคล้องกับความต้องการพื้นที่ใช้สอยได้โดยตรง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นทางออกที่ดีสำหรับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

สภาพปูนฉาบผิวนอกของปรางค์แขก จังหวัดลพบุรี ที่สึกกร่อนลงตามกาลเวลา เผยให้เห็นถึงโครงสร้างอิฐก่อชิดย่อมุม อันเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมปราสาทขอมในยุคแรกเริ่ม

ปราสาทขอมที่ได้รับการดัดแปลงเพื่อประโยชน์ของพิธี กรรมทางศาสนาซึ่งพบว่ามีจำนวนไม่มากนัก ได้มีการใช้สอยอาคารอย่างต่อเนื่องมาได้ระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะปล่อยทิ้งร้างไปในที่สุด และเป็นที่น่าสังเกตว่าปราสาทขอมที่ได้รับการดัดแปลงประโยชน์ใช้สอยดังกล่าวนี้ จะอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ในรูปโครงสร้าง ความทรุดโทรมจะถูกจำกัดเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น ส่วนปราสาทขอมที่สำคัญอื่นๆ ในบริเวณที่ราบสูงอีสานนั้น กลับไม่พบการใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง แต่เป็นการหยุดใช้งานลงโดยฉับพลันในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงศาสนาและการปกครองจากพราหมณ์ฮินดูมาเป็นพุทธเถรวาทลังกาแทบทั้งสิ้น

ปราสาทขอมที่มิได้รับการดัดแปลงให้ใช้งานต่อเนื่องในบริเวณดังกล่าว จะถูกทิ้งร้างหรือทำลายลงด้วยสาเหตุต่างๆ ซึ่งสามารถแบ่งแยกโดยทั่วไปได้ดังนี้

๑. อาคารถูกทิ้งร้างให้เสื่อมโทรมลงตามสภาพธรรมชาติ

๒. อาคารถูกทำลายลงโดยแรงกระทำของธรรม ชาติ เช่น แผ่นดินไหว พายุ น้ำหลาก ฟ้าผ่า

๓. อาคารถูกทำลายลงโดยอัคคีภัย

๔. อาคารถูกทำลายลงโดยการเสื่อมสภาพของโครงสร้าง

๕. อาคารถูกทำลายลงด้วยน้ำมือมนุษย์

ในการพิจารณาการเสื่อมสลายของปราสาทขอมในดินแดนไทยนั้น จำต้องศึกษาโดยละเอียดในแต่ละอาคารถึงสภาพที่เป็นอยู่ในช่วงก่อนได้รับการบูรณะว่ามีสภาพเป็นอย่างไร จากนั้นจึงเปรียบเทียบหลักฐานจากรายละเอียดของชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่ขุดหรือค้นพบจากบริเวณโดยรอบอาคาร เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับชิ้นส่วนที่ยังคงสภาพอยู่กับตัวอาคาร เราจะพบความแตกต่างที่บ่งบอกถึงระยะเวลาของการถูกทำลายลงและทิ้งร้างได้ว่ายาวนานไปเพียงไร เนื่องจากชิ้นส่วนของลวดลายต่างๆ มักแกะสลักจากหินทราย ซึ่งเมื่อถูกฝังกลบในชั้นดินแล้วจะคงสภาพเดิมตลอดไป ซึ่งแตกต่างกับลวดลายเหล่านั้นที่ยังคงอยู่บนตัวอาคาร ย่อมสลายตัวลงตามสภาวะการกัดกร่อนของธรรมชาติ

องค์ประกอบอีก ๒ ประการ ที่มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับการเสื่อมสลายของตัวอาคาร ได้แก่ รูปแบบหรือเทคนิคการก่อสร้างและวัสดุที่นำมาใช้ว่ามีความคงทนต่อสภาพดินฟ้า หรือแรงกระทำอื่นๆ อย่างไร

ปรางค์แขก จังหวัดลพบุรี

๑. อาคารถูกทิ้งร้างให้เสื่อมโทรมลงตามสภาพธรรมชาติ

สภาพดินฟ้าอากาศถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการกัดกร่อนผิววัสดุอาคารปราสาทขอม ซึ่งโดย ทั่วไปจะประกอบด้วยวัสดุหลัก ๔ ประเภท ได้แก่ อิฐเปลือย อิฐฉาบปูน ศิลาแลง และหินทราย ความชื้นและความร้อนถือเป็นตัวการที่สำคัญในการทำลายวัสดุเหล่านี้ให้เสื่อมสภาพ ทุกครั้งที่อาคารเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน และถูกแผดเผาด้วยความร้อนระอุของแสงแดดในเวลาต่อมา ส่วนหนึ่งของอณูที่ยึดประกอบเป็นพื้นผิวของวัสดุจะแตกสลายลง ผิวอาคารประเภทก่ออิฐฉาบปูนจะเริ่มแตกร้าวและสลายตัวลงก่อนในชั่วอายุคน ส่วนผนังที่ก่ออิฐเผาเรียบจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าถึงหลายชั่วอายุคน

ปราสาทขอมที่ก่อสร้างด้วยวัสดุประเภทหินทรายขาว เช่น ปรางค์ประธานปราสาทพิมายนั้น จะมีอายุการใช้งานที่สูงมากนับพันปีขึ้นไปโดยไม่เสื่อมสลาย ถ้าสังเกตให้ดีจะพบลวดลายแกะสลักหินทรายบริเวณเรือนธาตุของปรางค์ประธาน ยังคงสภาพความสมบูรณ์สูงมาก แสดงถึงความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศของวัสดุที่สถา ปนิกหรือวิศวกรผู้สร้างสรรค์เลือกนำมาใช้เป็นอย่างดี

๒. อาคารถูกทำลายลงโดยแรงกระทำของธรรมชาติ

นอกจากการถูกกัดกร่อนโดยสภาพดินฟ้าอากาศตามธรรมชาติแล้ว แรงกระทำโดยตรงจากธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำหลาก ฟ้าผ่า ลมพายุ หรือแม้ แต่การฝังรากลงในตัวอาคารของต้นไม้ใหญ่ ยังเป็นสาเหตุสำคัญในการพังทลายลงของอาคารโดยทั่วไป

สำหรับปราสาทขอมในไทยนั้น เราไม่พบการพังทลายโดยน้ำท่วมหรือน้ำหลาก อาจเป็นไปได้ว่าสถาปนิกจะเลือกชัยภูมิที่สูงจึงรอดพ้นสภาวะอันตรายนี้ได้ ส่วนกรณีลมพายุนั้นไม่มีผลต่ออาคารที่มีลักษณะการก่อสร้างมั่นคงด้วยอิฐและหินล้วนได้ สำหรับฟ้าผ่านั้นอาจก่อให้เกิดความร้อนต่อส่วนยอดสุดของปรางค์หรือกลศ มีตรีศูลเป็นโลหะ ทำหน้าที่เสมือนสายล่อฟ้า เป็นเหตุให้กลศอาจแตกสลายลงได้ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้อาคารพังทลายลงทั้งหลัง

สาเหตุที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อโครงสร้างอาคารปราสาทขอมได้ก็คือแผ่นดินไหว ในขณะที่ผิวโลกเคลื่อนที่ไปมาในแนวราบ ร่วมกับการเคลื่อนไหวในแนวดิ่งเป็นการออสซิเลต (oscil-late) ยังผลให้เกิดความเครียดอย่างมหาศาลในวัสดุที่รองรับมวลน้ำหนักของโครงสร้างทั้งหมดที่อยู่เหนือขึ้นไป ผลก็คือวัสดุประเภทอิฐและหินที่มีความยืดหยุ่นตัวได้น้อย จะแตกร้าวไม่สามารถรับน้ำหนักได้อีกต่อไป และส่วนของอาคารที่อยู่เหนือขึ้นไปจะพังทลายลงมากองกับพื้น โดยทั่วไปแล้วตำแหน่งของจุดเครียดของวัสดุจะอยู่ที่ระดับความสูง ๒ ใน ๕ ของอาคาร

จากการสำรวจโดยทั่วไปแล้วไม่พบข้อบ่งชี้การพังทลายของปราสาทขอมในที่ราบสูงอีสานว่าเกิดจากแผ่นดินไหว ด้วยเหตุว่าหากแผ่นดินไหวเป็นสาเหตุจริง เราจะพบรอยแตกแยกของวัสดุในตำแหน่งดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจน และไม่เพียงแต่ปรางค์ประธานเท่านั้นที่ถูกทำลายลง แต่ปรางค์ข้างเคียงรวมทั้งอาคารส่วนประกอบอื่นๆ และกำแพงแก้วจะพังทลายลงในลักษณะเดียวกันและพร้อมกันอีกด้วย

(ซ้าย) ปรางค์ด้านทิศเหนือของวัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย, (ขวา) ปรางค์ประธานปราสาทนารายณ์เจงเวง จังหวัดสกลนคร

๓. อาคารถูกทำลายลงโดยอัคคีภัย

ไฟไหม้จะเป็นด้วยอุบัติเหตุหรือจงใจก็ตาม สามารถทำลายอาคารทั้งหลังลงได้ แต่คงไม่ใช่ในกรณีปราสาทขอมในไทย ด้วยเหตุว่ามีชิ้นส่วนของโครง สร้างไม้ที่เป็นวัสดุติดไฟประกอบอยู่น้อยมากจะมีก็เพียงฝ้าเพดานขนาดเล็กในห้องโถงภายในของปรางค์หรือมณฑปและโครงสร้างหลังคาส่วนประกอบอื่นของปราสาท ที่มิใช่เป็นส่วนโครงสร้างหลัก ดังนั้นประเด็นอาคารพังทลายลงอันเนื่องมาจากอัคคีภัยจึงมิใช่ประเด็นของปราสาทขอมในไทย

๔. อาคารถูกทำลายลงโดยการเสื่อมสภาพของโครงสร้าง

การเสื่อมสภาพของโครงสร้างมักเป็นสาเหตุสำคัญของการพังทลายลงในอาคารต่างๆ ที่เห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสื่อมสภาพของฐานราก หรือฐานรากทรุดตัวนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในอาคารยุคสมัยเกี่ยวกับปราสาทขอมในไทยคือบุโรพุทโธของอินโดนีเซีย ที่พื้นฐานดาดฟ้าชั้นบนของอาคารทรุดตัวลงอันเนื่องมาจากฐานที่บดอัดไว้ทรุดตัว เป็นเหตุให้สิ่งก่อสร้างทั้งหมดในชั้นบนของอาคารพังทลายลงโดยสิ้นเชิง แต่จากการตรวจสอบสภาพฐานรากอาคารปราสาทขอมในไทยโดยทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่พบสาเหตุดังกล่าว วิศวกรปราสาทขอมคงตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ และก่อฐานอาคารโดยเฉพาะปรางค์ประธานที่จะสูงใหญ่เป็นพิเศษให้มีความคงทนตลอดไปได้เป็นอย่างดี สาเหตุหลักอีกประการที่พบเห็นเกิดจากการใช้หินทรายแดงเป็นวัสดุโครงสร้าง เนื่องจากหินทรายแดงมีคุณสมบัติที่สามารถกะเทาะร่อนได้ง่าย ดังนั้นการผุกร่อนของวัสดุชนิดนี้ อาจทำให้อาคารทรุดตัวและพังทลายลงได้

๕. อาคารถูกทำลายลงด้วยน้ำมือมนุษย์

เมื่อธรรมชาติมิใช่สาเหตุการพังทลายของปราสาทขอมในไทยแล้ว สาเหตุสุดท้ายซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหลักเพียงประการเดียวคือฝีมือของมนุษย์นั่นเอง การรื้อทำลายอาคารประเภทศาสนสถานโดยทั่วไปของมนุษย์ มักเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งดังนี้

๑. ขุดค้นหาสมบัติ

๒. ลักขโมยส่วนประกอบสถาปัตยกรรมของอาคาร

๓. ศึกสงคราม

๔. ความขัดแย้งทางศาสนา

เนื่องจากอาคารปราสาทขอมในไทยมีความแตกต่างจากพุทธสถานในสมัยอยุธยาที่มักจะบรรจุสิ่งสักการะหรือซุกซ่อนของมีค่าไว้ในเจดีย์ ปราสาทขอมจะไม่นิยมซุกซ่อนของมีค่าไว้ นอกจากมงคลวัตถุเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ดังนั้นการขุดค้นหาสมบัติจึงมิใช่ประเด็นสาเหตุการพังทลาย

การลักลอบขโมยชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม เช่น ทับหลัง หรือกลีบขนุน หรือส่วนประดับอื่นๆ นั้นมีพบเห็นทั่วไป เป็นเหตุให้อาคารมีลักษณะเว้าแหว่งเช่นที่ปรากฏ แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้อาคารทั้งหลังพังทลายลง

การศึกสงครามดูเป็นเรื่องร้ายแรงมากสำหรับอาคารพุทธสถานในสุโขทัย กำแพงเพชร หรืออยุธยา รวมทั้งเมืองต่างๆ ที่ไม่อาจรอดพ้นจากการทำลายล้างของศึกสงครามได้ แต่ดูเหมือนว่าศึกสงครามของกรุงสุโขทัยและของกรุงศรีอยุธยานั้น มิใช่สาเหตุที่เกิดกับปราสาทขอมในที่ราบสูงอีสาน เนื่องจากปราสาทขอมเหล่านั้นได้หมดความสำคัญลงก่อนหน้านั้นนานแล้ว และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรื้อทำลาย อาจเป็นด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ที่ปรางค์ขอมทั้งสามที่สุโขทัย ๑ แห่ง และลพบุรีอีก ๒ แห่งนั้นสามารถรอดพ้นการทำลายมาได้ ในขณะที่อาคารพุทธสถานแทบทั้งหมดถูกทำลายลง

ความขัดแย้งทางศาสนาดูจะเป็นสาเหตุหลักที่ผลักดันคนกลุ่มหนึ่งที่นับถือศาสนาหนึ่ง เมื่อความ ขัดแย้งหรือโกรธแค้นต่อคนอีกกลุ่มหนึ่งที่นับถืออีกศาสนาหนึ่งเข้ามาถึงจุดแตกหัก ก็จะยกพวกพากันเข้าไปรื้อถอนทุบทำลายศาสนสถานของอีกฝ่ายหนึ่ง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในทุกศาสนา ทุก มุมโลกมาช้านาน ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมาจนจบปัจจุบัน และเมื่อความขัดแย้งนี้ขยายตัวเป็นวงกว้างและทวีความรุนแรงขึ้น ก็กลายเป็นสงครามศาสนา ดังนั้นทฤษฎีของความขัดแย้งหรือการเปลี่ยนแปลงศาสนาจากพราหมณ์ฮินดูผสมผสานกับพุทธมหายานมาเป็นพุทธเถรวาทลังกาที่เคร่งครัดในยุคปลดแอกอิทธิพลขอมนั้นดูจะเป็นประเด็นหลักที่มีน้ำหนักมากและยากที่จะปฏิเสธได้

ข้อยืนยันจากหลักฐานโบราณวัตถุได้แก่การพังทลายลงของปราสาทขอมในไทยนั้นเป็นอย่างมีระบบ นั่นคือปรางค์ประธาน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์หรือวัฒนธรรมขอมจะถูกรื้อทำลาย จากนั้นส่วนยอดของปรางค์บริวารและบางส่วนของโคปุระจะถูกทำลาย ที่เหลือคือส่วนประดับต่างๆ จะถูกทำลาย เช่น หลังคาระเบียงคด สะพานนาคราช และเสานางเรียง เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่าการพังทลายของปราสาทขอมแทบทั้งหมดในเขตอีสานสูงเกิดจากการกระทำของมนุษย์ ยกเว้นอาคารประเภทอโรคยศาล หรือธรรมศาลาต่างๆ ที่สร้างไว้ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่ด้อยความสำคัญในแง่สัญลักษณ์ของศาสนา ยังคงสภาพโครงสร้างที่ชัดเจนและสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่มิได้ถูกรื้อทำลาย

ข้อสังเกตที่ชี้ชัดถึงการพังทลายของปราสาทขอมในไทยอีกประการหนึ่งว่าเป็นผลจากการกระทำของธรรมชาติหรือมนุษย์ อยู่ที่ลักษณะของเศษหรือชิ้นส่วนของโครงสร้างที่กองทับซ้อนอยู่กับที่หรือกระจัด กระจายไปคนละทิศละทาง ในกรณีของการพังทลายโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะด้วยการเสื่อมสภาพของโครงสร้างหรือแรงกระทำอื่นๆ จากธรรมชาติ ชิ้นส่วนต่างๆ ของอาคารซึ่งประกอบด้วยหินก็ดี อิฐก็ดี จะแยกตัวออกจากกันเมื่อแรงยึดเหนี่ยวของวัสดุหมดไป วัสดุเหล่านั้นจะตกลงมากองที่พื้นโดยแรงโน้มถ่วงของโลก วัสดุจะแตกหักอันเป็นผลมาจากการอัดกระแทกของชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ตกตามกันลงมา การกระจัดกระจายจะอยู่ในวงจำกัด และค่อนข้างจะมีระเบียบในทิศทางของการพังทลาย

ในทางตรงกันข้าม หากการพังทลายนั้นเกิดจากการกระทำของมนุษย์แล้ว วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดในยุคที่เครื่องจักรหรือระเบิดยังไม่ได้นำมาใช้ คือการใช้เชือกขนาดใหญ่คล้องส่วนต่างๆ ของยอดปรางค์ เช่น กลศ หรือกลีบขนุน และฉุดลากลงมาด้วยแรงมนุษย์หรือช้างงาน จากนั้นชิ้นส่วนที่เหลือจะเริ่มแยกตัวออกจากกันง่ายต่อการฉุดลากลงมา ผลที่ปรากฏคือ เศษชิ้นส่วนจะกระจัดกระจายไร้ทิศทาง ไร้ระเบียบ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมของยอดปรางค์ที่ถูกชักรอกลงมาในลำดับต้นๆ นั้น อาจตกลงดินห่างจากอาคารพอสมควรและอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ในช่วงแรกของการบูรณะอาคารปราสาทหิน กรมศิลปากรได้ขุดค้นพบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมจำนวนมากที่อยู่ในสภาพดีและสามารถนำมาตกแต่งเข้าที่เดิมได้ ซึ่งหากการพังทลายเกิดจากแรงกระทำของธรรมชาติแล้ว โอกาสที่ชิ้นส่วนเหล่านั้นจะอยู่รอดคงสภาพตามที่ปรากฏเห็นนั้นย่อมมีความเป็นไปได้น้อยมาก

ผลวิเคราะห์การเสื่อมสลายของปราสาทขอมในไทย

การเสื่อมสภาพและพังทลายลงของปราสาทขอมในไทย แบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะที่ชัดเจนคือ เกิดจากการทิ้งร้างและเกิดจากการทำลายโดยมนุษย์ จากการสำรวจพบว่ามีปราสาทขอมจำนวนน้อยที่รอดพ้นจากการทำลายของมนุษย์ ส่วนที่เหลือนั้นเป็นฝีมือมนุษย์แทบทั้งสิ้น

๑. ในส่วนแรกที่เกิดจากการทิ้งร้างให้ผุกร่อนลงตามธรรมชาติ ได้แก่ ปราสาทขอมทั้ง ๒ องคŒในจังหวัดลพบุรี คือพระปรางค์สามยอดซึ่งสร้างด้วยศิลาแลงฉาบด้วยปูนและหินทรายแกะลวดลายในส่วนประกอบสถาปัตยกรรม นักวิชาการเชื่อว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จากนั้นก็ได้รับการปฏิสังขรณ์และสร้างต่อเติมในสมัยพระนารายณ์มหาราชยุคกรุงศรีอยุธยา ส่วนอาคารอีกหลังหนึ่งคือปราสาทปรางค์แขก สร้างด้วยอิฐเผาขัดเรียบวางซ้อนกัน ผิวนอกฉาบปูน เชื่อว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ และได้รับการบูรณะต่อเติมภายหลังในสมัยอยุธยา เป็นที่น่าสังเกตว่า ปราสาทขอมทั้ง ๒ องคŒนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เป็นดินทับถมของผิวโลกมีความอ่อนตัวพอสมควร กับทั้งยังก่อสร้างด้วยวัสดุที่มีความคงทนไม่มากนัก คืออิฐและศิลาแลง ฉาบด้วยปูน แต่สภาพอาคารทั้งสองยังอยู่ในลักษณะสมบูรณ์ทางโครงสร้าง จากฐานถึงยอดอาคาร สภาพผิวของอาคาร ปราสาทปรางค์แขก ซึ่งมีอายุมากกว่าปรางค์สามยอด ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี จะอยู่ในสภาพที่สึกกร่อนมากกว่าตามธรรมชาติของวัสดุที่นำมาใช้ สิ่งที่น่าสนใจคือปราสาททั้งสองนี้ รอด พ้นจากการทำลายของมนุษย์ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ของศึกสงครามตลอดระยะเวลา ๔๐๐ ปีเต็ม ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันได้ชัดเจนว่าอาคารปราสาทขอม ได้เลือกใช้เทคนิคและวัสดุการก่อสร้างที่สามารถยืนหยัดต้านภาวะการทำลายของธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

อาคารปราสาทขอมอีก ๒ องคŒที่รอดพ้นจากการทำลาย และคงสภาพโครงสร้างดั่งเดิมจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ปรางค์ด้านทิศเหนือของวัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย และปรางค์ประธาน ปราสาทนารายณ์เจงเวง จังหวัดสกลนคร ซึ่งอาคารทั้งสองได้มีการใช้งานต่อเนื่องที่ยาวนาน สำหรับปราสาทนารายณ์เจงเวงเป็นศิลปะแบบบาปวน สร้างด้วยศิลาแลงเป็นฐาน จากเรือนธาตุขึ้นไปจนจบส่วนยอดเป็นหินทราย โครง สร้างหลักจากส่วนฐานอาคารจนถึงส่วนยอดยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ส่วนบนของมุมด้านหน้าพังทลายลง สำหรับปราสาทขอมด้านทิศเหนือของวัดพระพายหลวงนั้น ยังคงสภาพโครงสร้างที่ดี เชื่อว่ามีการใช้งานต่อเนื่องระยะหนึ่ง ส่วนปรางค์ประธานองค์กลางนั้น ได้รับการดัดแปลงเป็นส่วนหนึ่งของอาคารใหม่ที่สร้างต่อเติมเชื่อมเข้าหาจากด้านตะวันออก และสร้างพระพุทธรูปอิงอยู่บนผนังนั้น อาคารทั้งหลังรวมทั้งปรางค์ประธานถูกทำลายลงจากการศึกสงคราม ซึ่งปัจจุบันยังคงเหลือซากอาคารให้เห็นเป็นหลักฐานชัดเจน ส่วนปรางค์ด้านทิศใต้ได้ถูกรื้อถอนทำลายลงก่อนหน้านั้นนานแล้ว ทั้ง ๒ อาคารปราสาทขอมเป็นตัวอย่างที่ดีถึงความคงทนถาวรต่อสภาพดินฟ้าอากาศของการก่อสร้าง

๒. ส่วนที่ ๒ ของปราสาทขอมในไทย เป็นลักษณะของการเสื่อมสลายอันเนื่องมาจากการทำลายของมนุษย์ อาจเรียกได้ว่าอาคารปราสาทขอมแทบทุกอาคารในเขตอีสานสูง อันได้แก่ โคราช บุรีรัมย์ ศรีสะ เกษ สุรินทร์ พังทลายลงโดยฝีมือคน ยกเว้นอาคารประเภทธรรมศาลา หรืออโรคยศาล ซึ่งจำนวนหนึ่งยังคงสภาพโครงสร้างที่ดีและเสื่อมสลายลงตามสภาพธรรมชาติในส่วนที่เป็นรายละเอียดของผิวนอกอาคาร

(ซ้าย) ปราสาทพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ก่อนการบูรณะ, (ขวา) ปรางค์พรหมทัต ปราสาทพิมาย

การพังทลายของปราสาทพิมาย

อาคารปราสาทขอมที่เป็นตัวอย่างชัดเจนของการพังทลายโดยฝีมือมนุษย์ ได้แก่ ปราสาทพิมาย อาคารที่โดดเด่นที่สุดของสถาปัตยกรรมขอมในไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมานั่นเอง

ภาพถ่ายของสิ่งก่อสร้างก่อนการบูรณะโดยกรมศิลปากร จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งมีศาสตรา จารย์ หม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ ผู้อำนวยการบูรณะ และนายแบว์นาร์ด ฟิลลิปป์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสร่วมอยู่ด้วย ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๗-๑๒ เป็นหลักฐานที่ดี ภาพถ่ายได้แสดงถึงอาคารหลักที่สำคัญทั้งสาม ได้แก่ ปรางค์ประธาน ปรางค์หินแดง ปรางค์พรหมทัต ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าปรางค์ประธานนั้น ส่วนยอดจะขาดหายไป คงเหลือแต่เฉพาะชั้นล่างสุดของวิมานที่ยังปรากฏครบสมบูรณ์ทั้งนาคปักและบันแถลง รวมถึงรายละเอียดสถาปัตยกรรมอื่นๆ ส่วนปรางค์หินแดงนั้น โครงสร้าง พังทลายลงมาเป็นแนวตั้งส่วนหนึ่ง สำหรับปรางค์พรหมทัตยังสมบูรณ์ทางโครงสร้างหากรายละเอียดสถาปัตย กรรมนั้นไม่ปรากฏให้เห็น

ปรางค์หินแดง ปราสาทพิมาย

ในลักษณะโครงสร้างของอาคารทั้งสาม เป็นการก่อด้วยหินสกัดผิวเรียบวางซ้อนกันจากฐานถึงส่วนยอดของโครงสร้างในลักษณะเดียวกันหมด ส่วนวัสดุที่นำมาใช้นั้นแตกต่างกันออกไป ปรางค์ประธานใช้หินทรายขาว ปรางค์พรหมทัตใช้ศิลาแลง ส่วนปรางค์หินแดงใช้หินทรายแดง

ในแง่วัสดุนั้นอาจกล่าวได้ว่ามีความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศและกาลเวลาที่แตกต่างกันออกไป หิน ทรายขาวจะมีความคงทนสูงสุดต่อดินฟ้าอากาศและอายุใช้งานยาวนานหลายพันปีไม่เสื่อมสภาพ ส่วนหินทรายแดงจะมีจุดอ่อนตรงที่สามารถแตกล่อนได้เมื่อกระทบความชื้นและแสงแดดสลับกันไป และศิลาแลงนั้น ถึงแม้จะมีความแกร่งน้อยกว่าหินทรายแดง แต่ก็ไม่แตกล่อนได้ง่าย

ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบภาพถ่ายดั่งเดิมก่อนการบูรณะกับคุณสมบัติของวัสดุที่นำมาใช้แล้ว ภาพของปรางค์หินแดงและปรางค์พรหมทัตดูจะสอดคล้องกันดี เนื่องจากการแตกตัวของหินทรายแดงจะทำให้บางส่วนของโครงสร้างอ่อนตัวไม่สามารถรับน้ำหนักตัวเองได้ และพังทลายลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกในแนวตั้ง ส่วนปรางค์พรหมทัตยังคงยืนหยัดต่อไปจากฐานถึงส่วนยอดอาคารอีกได้นานนับพันปี

ในส่วนของภาพถ่ายที่ไม่สอดคล้องกับความจริงของคุณสมบัติของวัตถุ และค้านกับกรรมวิธีการก่อสร้าง นั่นคือ ปรางค์ประธานที่สร้างด้วยหินทรายขาวซึ่งในความเป็นจริงแล้วปรางค์ประธานควรจะมีสภาพที่สมบูรณ์แบบดังภาพถ่ายปัจจุบันหลังการบูรณะมิใช่ภาพที่เห็นก่อนการบูรณะ เนื่องจากความแข็ง แกร่งทนทานอันเป็นคุณสมบัติเด่นของหินทรายขาว จากการพิจารณาภาพถ่ายก่อนการบูรณะ เราจะพบเส้นแนวฐานอาคารที่ตรงไม่ทรุดเอียง แสดงว่าไม่มีปัญหาของฐานรากทรุดตัว ในบริเวณโครงสร้างหลักที่รับน้ำหนักจากส่วนยอดอาคารหรือเรือนธาตุนั้น ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ราวกับเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน จากการสำรวจด้วยตาเปล่า ไม่พบรอยแตกอันเกิดจากแรงเค้นของแผ่นดินไหว แสดงให้เห็นว่าแรงกระทำของธรรมชาติมิใช่ปัญหา ดังนั้นคำตอบเดียวที่ยังคงเหลือก็คือฝีมือมนุษย์ ซึ่งหากไม่มีการกระทำของมนุษย์แล้วปรางค์ประธานจะอยู่ในสภาพโครงสร้างที่สมบูรณ์ ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

ปรางค์สีดา จังหวัดนครราชสีมา

อาคารปราสาทพิมาย เป็นหนึ่งในจำนวน ๓๗ อาคารสิ่งก่อสร้างแบบปราสาทขอมที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทำเนียบโบราณสถานขอม ในเขตจังหวัดนครราชสีมา และเมื่อศึกษาดูจะพบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการทำลายโดยฝีมือมนุษย์ ซึ่งในจำนวนนี้อาจมีแรงกระทำของธรรมชาติร่วมอยู่ด้วย เช่น ปรางค์บ้านสีดา ที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เราจะพบรอยร้าวเริ่มจากฐานขึ้นไปและแยกตัวเพิ่มขึ้นจนถึงส่วนบนของโครงสร้างที่ยังคงเหลืออยู่ อันเป็นหลักฐานของการทรุดตัวของฐานราก และเป็นสาเหตุหลักของการพังทลาย ปัญหาการทรุดตัวของฐานรากยังพบที่ปราสาทหินโนนกู่ และปราสาทหินเมืองเก่า อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา แต่โดยภาพรวมแล้วปัญหาการพังทลายยังคงมาจากมนุษย์เป็นสาเหตุหลัก

นอกจากปราสาทขอมที่จังหวัดนครราชสีมาจำนวน ๓๗ แห่งแล้ว ยังมีที่บุรีรัมย์อีก ๕๐ แห่ง ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้คือปราสาทพนมรุ้งที่รู้จักกันดี ส่วนที่สุรินทร์มีอยู่จำนวน ๓๑ แห่ง จังหวัดชัยภูมิ ๖ แห่ง จังหวัดร้อยเอ็ด ๑๔ แห่ง จังหวัดศรีสะเกษ ๑๑ แห่ง และจังหวัดอุบลราชธานีอีก ๖ แห่ง รวมเป็นปราสาทขอมในอีสานสูงทั้งสิ้น ๑๕๕ แห่ง ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทำเนียบโบราณสถานขอมในไทย ของกรมศิลปากร และยังคงทิ้งหลักฐานของการพังทลายให้ศึกษาต่อไปในอนาคต

 

ปราสาทพิมายระหว่างการบูรณะ

สรุปข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเสื่อมสลายของปราสาทขอมในไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่าอาคารปราสาทขอมที่สำคัญทั้งสองในลพบุรีและปรางค์วัดพระพายหลวงในสุโขทัยนั้นยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์รอดพ้นจากการถูกทำลาย แต่ส่วนที่ได้รับการต่อเติมของปรางค์ทั้งสามในสมัยอยุธยาเพื่อพิธีกรรมทางพุทธศาสนากลับถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงจากศึกสงคราม

ปราสาทพิมายหลังการบูรณะ

แต่ในทางกลับกันอาคารปราสาทขอมอีกจำนวนมากมายในบริเวณที่ราบสูงอีสานเกือบจะเรียกได้ว่าทั้งหมดของจำนวน ๑๕๕ แห่งถูกทำลายลง ยกเว้น อโรคยศาลและธรรมศาลา จำนวนเพียง ๓-๔ แห่งที่รอดพ้นจากการถูกทำลาย และเป็นที่น่าสังเกตว่า ในกลุ่มปราสาทตาเมือนทั้งสาม ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊จ และปราสาทตาเมือน ที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์นั้น ปรางค์ประธานของปราสาทตาเมือนธม อันเป็นศาสนสถานของพราหมณ์ฮินดูที่มีความสำคัญมาก และเป็นที่ประดิษฐานของสวยัมภูลึงค์ หรือองค์ศิวลึงค์จากแท่งหินธรรมชาติ สำหรับปรางค์ประธานและอาคารสิ่งก่อสร้างโดยรอบซึ่งสร้างขึ้นจากหินทราย เป็นวัสดุหลักได้ถูกรื้อทำลายลง ในขณะที่ปราสาทตาเมือนโต๊จและปราสาทตาเมือนซึ่งเป็นอโรคยศาลและธรรมศาลาที่สร้างขึ้นในยุคสมัยเดียวกันและตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ด้วยศิลาแลงอันเป็นวัสดุที่ด้อยคุณภาพและมีความคงทนน้อยกว่าหินทรายมาก เรากลับพบปรางค์ประธานปราสาทตาเมือนโต๊จยังคงสภาพเดิม ส่วนปราสาทตาเมือนนั้น เราพบด้านหน้าของอาคารพังทลายลงบางส่วนในแนวตั้ง เผยให้เห็นลักษณะโครงสร้างอาคารอย่างชัดเจนจากภาพถ่ายระหว่างการบูรณะ

ข้อสรุปพอจะกล่าวได้ว่า อาคารปราสาทขอมในบริเวณที่ราบสูงอีสานโดยรวมมิได้เสื่อมสลายลงตามธรรมชาติหรือถูกทำลายลงด้วยพลังธรรมชาติอันได้แก่ พายุ น้ำท่วม เพลิงไหม้ หรือแผ่นดินไหว ส่วนการเสื่อมสลายของโครงสร้าง หรือการทรุดตัวของฐานอาคารก็มิใช่สาเหตุหลัก ซึ่งผลของการศึกษานี้กลับชี้ให้เห็นว่า การพังทลายของปราสาทขอมในบริเวณที่ราบสูงอีสาน เป็นการกระทำของมนุษย์นั่นเอง และหลักฐานจากตัวอย่างที่พบเห็นนั้นชัดเจนมาก แทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีปรางค์ประธานของปราสาทขอมองค์ใดบริเวณที่ราบสูงอีสานที่รอดพ้นจากการทำลาย

ปรางค์ประธานปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า อาคารสถาปัตยกรรมหลักของปราสาทขอมที่มีความสำคัญมากในบริเวณที่ราบสูง อีสาน อันได้แก่ ปราสาทพิมาย ปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงเขาพระวิหาร ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษนั้น ปรางค์ประธานซึ่งเปรียบเหมือนหัวใจของปราสาทขอม จะถูกทำลายมากที่สุด จากนั้นส่วนที่มีความสำคัญรองลงมา เช่น ปรางค์บริวาร โคปุระ กำแพงแก้ว หรือบรรณา ลัยจะถูกทำลายบางส่วน ตามลำดับ เหมือนกันหมด

ส่วนอาคารปราสาทขอมอื่นๆ ที่ด้อยความสำคัญลงมา ถูกทำลายด้วยความรุนแรงที่ไม่ด้อยลง ผลคืออาคารส่วนใหญ่ถูกทำลายลงจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมให้เห็น

หลักฐานของการทำลายล้างทั้งหมดคล้ายกับจะบอกคนรุ่นหลังถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งที่มาเยือนดินแดนแห่งนี้ เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดถอนรากถอนโคน โดยไม่อาจหวนกลับมาใหม่ของวัฒน ธรรมขอมในดินแดนไทย

คงเป็นเรื่องที่นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ต้องขบคิดและขุดค้นหาหลักฐานเรื่องราวอีกมากว่าเกิดอะไรขึ้นในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนจากการนับถือพราหมณ์ฮินดู และพุทธมหายาน มาเป็นพุทธเถรวาทลังกา พร้อมกับการเปลี่ยนจากอารยธรรมขอมมาเป็นสยาม

ธรรมศาลาปราสาทตาเมือน ระหว่างการบูรณะ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบรุนแรงและฉับพลันในบริเวณอีสานสูงนั้นมีความเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใดกับสงครามปลดแอกของพ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลางหาวที่สุโขทัย และเหตุการณ์ที่มิอาจ มองข้ามไปได้คงเป็นเรื่องราวจากบันทึกจดหมายเหตุโจวต้ากวาน เลขาท่านทูตจีนผู้ไปเยือนกัมพูชาในปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ที่กล่าวถึงกองทัพเสียมที่เข้าปิดล้อมพระนครหลวง มีการรบพุ่งกันจนหมู่บ้านกลายเป็นที่โล่ง และส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงศาสนาและการปกครองในกัมพูชา ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของอิทธิพลอารย ธรรมขอมและพราหมณ์ฮินดู มาเป็นระบบกษัตริย์ ตามพุทธคติและการนับถือพุทธศาสนาในแบบฉบับของเถรวาทลังกาเป็นหลัก ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่บริเวณอีสานสูงอย่างไร คำถามต่างๆ คงไม่สิ้นสุดลงจนกว่าจะได้คำตอบว่าอะไรเป็นเหตุแห่งแรงบันดาลใจให้มีการปฏิบัติการครั้งสำคัญนี้ และใครเป็นแกนนำของขบวนการที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คำถามอาจเลยเถิดไปถึงว่าแกนนำที่สำคัญเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับแกนนำที่ไปปลดแอกสุโขทัย และกองทัพเสียมที่ไปปิดล้อมพระนครหลวงกัมพูชาตามคำบอกเล่าของ โจวต้ากวานอย่างไร เนื่องจากช่วงเวลาของเหตุการณ์สำคัญทั้งสุโขทัยก็ดี ที่ราบสูงอีสานก็ดี และที่พระนครหลวงก็ดี ต่างมีความคาบเกี่ยวกันในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่ตามมาจากการทำลายล้างอิทธิพลขอมในบริเวณที่ราบสูงอีสานได้ปิดฉากวัฒนธรรมขอมที่ฝังรากลึกไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ปีในดินแดนแห่งนี้ลงโดยสิ้นเชิง และเปิดศักราชใหม่ให้แก่วัฒนธรรมที่มีพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทจากลังกาเป็นแบบฉบับและเจริญงอกงามมาจนปัจจุบัน


กิติกรรมประกาศ

ขอขอบคุณ :

ดร. โสมสุดา ลียะวณิช รองอธิบดีกรมศิลปากร

อาจารย์รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

คุณไมเคิล ไรท (เมฆ มณีวาจา) ที่ปรึกษาศิลปวัฒน ธรรม

การเสื่อมสลายของปราสาทขอมในดินแดนไทย

เผยความในพระราชหฤทัย รัชกาลที่ 4 ถึงกษัตริย์เขมร หลังเสียดินแดนเขมรแก่ฝรั่งเศส ថ្ងៃចន្ទ 5 ខែសីហា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ប្រវត្តិសាស្ត្រ, ภาษาไทย.
add a comment

สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ หรือ นักองค์ราชาวดี (ภาพจาก wikipedia)

สมัยจักรวรรดินิยมที่ชาติมหาอำนาจแผ่อิทธิพลและจัดตั้งอาณานิคมในดินแดนต่าง ๆ เขมรในฐานะประเทศราชของสยามก็เผชิญการรุกคืบจากฝรั่งเศส พ.. 2402 หลังจากฝรั่งเศสได้ญวนเป็นอาณานิคม จึงมีความตั้งใจในการครอบครองเขมรเพื่อรวมอาณานิคมอินโดจีนให้สมบูรณ์ เริ่มจากการเจรจาทำสัญญากับเขมร โดยเจ้าอธิราชของเขมรไม่มีโอกาสร่วมตัดสินใจประการใดทั้งสิ้น

สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ กษัตริย์เขมรผู้มีส่วนในสัญญาครั้งนี้โดยตรงทรงพบว่า พลเรือเอก กรองดิแยร์ (Contre Admiral de la Grandiere) มาถึงเมืองอุดงมีชัย เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.. 2406 และเริ่มต้นเจรจากับพระองค์ให้ทำสัญญากับฝรั่งเศส นายพลผู้นี้นำเรือรบติดปืนใหญ่มาขู่หน้าเมืองอุดงมีชัย ในที่สุดก็ทรงประทับตรายอมรับสัญญาฉบับดังกล่าว

จะด้วยยังทรงกริ่งเกรงในอำนาจของสยาม หรือไม่อยากหักหาญพระราชหฤทัยพระเจ้าแผ่นดินสยามไม่ทราบได้ หลังเหตุการณ์นั้น กษัตริย์เขมรได้กราบบังคลทูลมายังกรุงเทพฯ ว่า ถูกบีบบังคับให้ทำสัญญาโดยตนไม่เต็มใจ ความว่า

ครั้งนี้ อัดมิราลเดอ ลากรันดิเอ บังคับให้ข้าพระพุทธเจ้าทำหนังสือสัญญา ณ เมืองเขมร ข้าพเจ้าคิดกลัวว่าจะมีความผิดกับกรุงเทพฯ เป็นอันมาก แต่ข้าพเจ้าคิดกลัวไปว่าถ้าเกิดวิวาทกันขึ้นกับฝรั่งเศส ความครหาติเตียนข้าพเจ้าก็จะมากขึ้น ด้วยใจพระยาเขมรแลราษฎรทุกวันนี้เป็นสามพวกอยู่ ก็จะพากันว่าได้ผู้นั้นผู้นี้เป็นเจ้าเมืองไม่สบายฤๅ ความข้อนี้สิ้นปัญญาแล้ว จึงยอมทำหนังสือสัญญากับฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงทราบข่าวการทำสัญญาและข้อความกราบบังคลทูลของกษัตริย์เขมร ทรงพยายามหาทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ด้วยตระหนักในอำนาจของฝรั่งเศส และทรงทราบดีว่าสยามเป็นชาติเล็กต้องใช้วิธีโอนอ่อนต่อชาติมหาอำนาจ จึงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการทำ “สัญญาลับ กับเขมรในวันที่ 1 ธันวาคม พ.. 2406 เพื่อรับประกันความเป็นประเทศราชของเขมรต่อสยาม เมื่อฝรั่งเศสรู้เรื่องนี้ก็ประท้วงการกระทำของสยามทันที และให้สัญญาลับเป็น “โมฆะ

รัฐบาลสยามไม่สามารถต่อรองหรือกีดกันอะไรได้จึงเลือกตัดใจ คือปล่อยเขมรจากประเทศราชของตนเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส แม้สูญเสียศักดิ์ศรี อุดมการณ์ และมรดกของบรรพชน แต่สิ่งที่รักษาได้คือ เอกราชและอธิปไตยที่ยังคงอยู่ ในทัศนะรัชกาลที่ 4 ความเป็นรัฐสยามยังไม่ถูกแตะต้อง หรือเสียหายใด ๆ ความผิดหวังจากการสูญเสียยังเป็นสิ่งที่ “พอรับได้ (ไกรฤกษ์ นานา : 85 : 2552) และไม่ทรงตำหนิการกระทำของกษัตริย์เขมรแต่ประการใด  สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านพระราชหัตถเลขาของพระองค์ถึงสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ ซึ่งจะยกมาบางตอนที่สำคัญ ดังนี้

“…ก็ถ้าจะมีผู้ใดคิดคลางแคลงสงสัยว่าข้าพเจ้าขุ่นข้องหมองหมางกับเธอประการใด จึงคิดอ่านเหหันผันแปรจะยักย้ายไปอย่างอื่นจึงไม่ไปอภิเษก ให้สมกับการที่พระยาราชวรานุกูลไปนัดหมายไว้นั้น ถ้าผู้ใดวิตกสงสัยไปดังนี้ การนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่เป็นแท้จริงเลย เจ้านายฝ่ายเขมรทั้งปวงนั้น ดำรงชีพอยู่ในกาลบัดนี้ ผู้ใดจะเป็นที่สนิทคุ้นเคยกับข้าพเจ้ามากกว่าเธอมีฤๅ…”

“…ก็เมื่อเจ้าเวียตนามก่อให้เกิดเหตุ จนฝรั่งเศสได้เมืองญวนฝ่ายใต้ตกเป็นของเอมปรอ ซึ่งมีอำนาจใหญ่โตขึ้นกว่าเจ้านายฝ่ายฝรั่งเศส แต่ก่อนอย่างนี้แล้ว เมืองเขมรก็มีทางที่ค้าที่ขายก็ซึ่งจะปิดอยู่ไม่ให้ฝรั่งเศสเข้ามาทักมาทาย แสวงหาทางที่จะเป็นประโยชน์กับเขานั้น จะให้ไม่รู้จักกันเหมือนอย่างแต่ก่อนทีเดียวจะเป็นได้ฤๅ…”

“…เมื่อฝรั่งเศสมาอยู่เมืองญวนฝ่ายใต้ ก็เป็นฟันใกล้ลิ้นกับเมืองเขมร จะไม่ให้ไปถึงกันอย่างไรได้ การจะเป็นอย่างไรในข้างใดข้างโน้นก็เป็นได้ทุกประการ ไม่มีใครเห็นเป็นพยาน ไม่ต้องกลัวครหานินทา เขมรมีกำลังน้อยจะรู้ที่ทำอย่างไรได้ ข้าพเจ้าคาดจิตเห็นใจเธอและพระยาพระเขมรผู้ใหญ่อยู่หมดจริง ๆ ไม่ได้ขุ่นข้องหมองหมางอันใดด้วยเหตุนั้นดอก…”

พระราชหัตถเลขาพระแกระแสราชดำริในรัชกาลที่ 4 พระราชทานตอบสาส์นขององค์พระนโรดม (ไม่ปรากฎวันที่.. 2407

อันที่จริงพระราชหัตถเลขานี้มีความยาวรวมกว่า 7 หน้า เมื่อพิจารณาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์เสียเขมรแก่ฝรั่งเศสจะเห็นว่า รัชกาลที่ 4 ยังทรงเมตตาเหล่าเชื้อพระวงศ์เขมรเหมือนพระญาติสนิท ไม่ได้โกรธเคืองการกระทำของกษัตริย์เขมร เพราะกระทำไปด้วยถูกบังคับไม่อาจต้านทานฝรั่งเศสได้ รวมทั้งปลอบประโลมให้คลายความกังวลจากเหตุสุดวิสัยดังกล่าว ปีต่อมาทรงมีกระแสพระราชดำริไปยังกษัตริย์เขมรอีกครั้ง คัดตรงใจความสำคัญความว่า

“…เธอได้อภิเษกเป็นเจ้ากรุงกัมพูชา มียศเสมอด้วยองค์หริรักษ์รามมหาอิศราธิบดีแล้ว ฤๅจะวิเศษไปอีก ฝรั่งเศสเขามาทำสัญญาว่า เอมเปรอพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสรับอุปถัมภ์เธอให้เป็นเอกราชไม่ขึ้นเมืองใด ฝ่ายไทยก็ได้รับสัญญานั้นแล้ว ก็ข้าพเจ้าจะมีหนังสือไปมาถึงเธอ จะกลับใช้คำว่าท่านว่าฉันดังพูดกับองค์หริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี ตามยศที่เธอเป็นเจ้ากรุงกัมพูชาแล้วนั้นก็ควรแท้จริง ฤๅถ้าจะคิดด้วยยอมให้เป็นเอกราช แล้วจะใช้โวหารเช่นพระราชสาส์นไปเมืองอื่นๆ ที่เป็นเอกราช คือในคำที่ควรจะว่าข้าพเจ้าก็ว่ากรุงสยาม ในคำที่ควรจะว่าท่านก็ว่ากรุงนั้น ๆ คือกรุงฝรั่งเศส กรุงอังกฤษ กรุงเวียตนาม แลอื่น ๆ นั้นฉันใด จะใช้ว่ากรุงสยาม กรุงกัมพูชา เหมือนอย่างพระราชสาส์นไปเมืองเอกราชก็ควร ข้าพเจ้าก็ไม่มีความรังเกียจเลย จะยอมใช้ทั้งสองอย่าง…”

พระราชหัตถเลขาพระแกระแสราชดำริในรัชกาลที่ 4 พระราชทานสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ (ไม่ปรากฎวันที่.. 2408

ถึงตรงนี้จะเห็นว่ารัชกาลที่ 4 ทรงยอมรับความเป็นเอกราชของเขมรโดยดุษฎี เห็นควรที่จักรพรรดิฝรั่งเศสจะเป็นผู้อุปถัมภ์ราชวงศ์และประเทศเขมรโดยชอบ รวมถึงยกย่องพระเกียรติสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์เสมอพระเจ้าแผ่นดินเขมรในอดีต

เมื่อวิเคราะห์ตามความในพระราชหัตถเลขา จะเห็น “ความคิด” ของรัชกาลที่ 4 ถึงกรณีเสียเขมรแก่ฝรั่งเศสจากสนธิสัญญาเขมรฝรั่งเศส ฉบับ พ.. 2406 ทรงถนอมน้ำใจทั้งมิตรและศัตรูแม้จะมีหลักฐานว่าพระองค์ทรงขมขื่นพระราชหฤทัย ไม่ถือโทษกษัตริย์เขมรเพราะไม่เกิดประโยชน์อันใดในสถานการณ์ดังกล่าว กลับกันทรงรีบอภัยโทษทันทีเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แต่ชั้นเชิงทางการทูตสารพัดรูปแบบถูกนำมาใช้ เช่น การทำสัญญาลับ ตอบรับการคัดค้านสัญญาดังกล่าวทันทีเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้า

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พระอัจฉริยภาพที่กล้าได้กล้าเสีย แต่ใจกว้างและยอมรับความเป็นจริงของสถานการณ์ มีส่วนสำคัญทำให้สภาวะระหว่างสยามและฝรั่งเศสไม่ถึงจุดที่ย่ำแย่จนเกิดการแตกหักซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียครั้งใหญ่ในอนาคต

 


อ้างอิง :

ไกรฤกษ์ นานา. (2552). ค้นหารัตนโกสินทร์ สิ่งที่เรารู้ อาจไม่ใช่ทั้งหมด. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่ออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 สิงหาคม 2562

เผยความในพระราชหฤทัย รัชกาลที่ 4 ถึงกษัตริย์เขมร หลังเสียดินแดนเขมรแก่ฝรั่งเศส

ថៃ​ចាត់​​ក្បួន​ព្យុហយាត្រា​តាម​ជល​មាគ៌ នា​ខែ​តុលា ខាង​មុខ ថ្ងៃអាទិត្យ 4 ខែសីហា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
1 comment so far

នានាប្រទេស៖ ក្រុងទេពមហានគរ, ស្យាមប្រទេស – នគរ​ថៃ​នឹង​ចាត់​ព្រះ​រាជ​ពិធី​ដ៏​ធំ​មួយ​ទៀត នៅ​ចុង​ខែ​តុលា ឆ្នាំ​២០១៩ ខាង​មុខ​នេះ នោះ​គឺ​​​​ព្រះ​រាជ​ពិធី​ប្រទក្សិណ​ព្រះ​នគរ​ដោយ​ក្បួន​​​ព្យុហយាត្រា​តាម​ជល​មាគ៌ ដែល​ជា​ផ្នែក​មួយ​នៃ​ព្រះ​រាជ​ពិធី​បរម​រាជាភិសេក​​​ ព្រះ​បាទ​សម្ដេច​ ​ព្រះ​បរមេន្ទ្ររាមាធិបតី​​​ឝ្រី​សិន្ទ្រ​មហា​​វជិរាលង្ករណ ព្រះ​វជិរ​ក្លៅ​ចៅ​យូហួ ឬ​រាមា​ទី​១០​។

ព្រះ​មហា​ក្សត្រិយ៍​ថ្មី​នៃ​នគរ​ថៃ ​អម​ព្រះ​រាជ​ដំណើរ​ដោយ​ព្រះ​បរម​រាជ​វង្សានុវង្ស​ ស្ដេច​នឹង​យាង​ចូល​រួម​នៅ​ក្នុង​ក្បួន នា​ថ្ងៃ​ព្រហស្បតិ៍ ទី​២៤ ខែ​តុលា ឆ្នាំ​២០១៩ ខាង​មុខ​នេះ​។ នៅ​ក្នុង​ព្រះ​រាជ​ពិធី​នេះ ព្រះ​មហា​ក្សត្រិយ៍​ថៃ​ស្ដេច​នឹង​យាង​បំពេញ​ព្រះ​រាជ​កុសល​ថ្វាយ​អង្គ​កឋិន​ទាន​ព្រះ​រាជ​ទ្រព្យ​នៅ​ឯ​វត្ត​អរុណ​រាជ​វរារាម​រាជវរមហាវិហារ ដែល​ស្ថិត​នៅ​ឯ​ដង​ម្ខាង​នៃ​ទន្លេ​ចៅ​ពញា ទល់​នឹង​ព្រះ​បរម​រាជ​វាំង ក្រុង​បាងកក​។

ព្រះ​រាជ​ពិធី​ដែល​ចាត់​ឡើង​ដោយ​កង​ទ័ព​ជើង​ទឹក​នៃ​នគរ​នេះ នឹង​មាន​ការ​ចាត់​សម​ធំ ចំនួន​ពីរ​លើក​ គឺ​នៅ​ថ្ងៃ​ទី​១៧ និង​ទី​២១ ខែ​តុលា ខាង​មុខ​នេះ មុន​នឹង​ព្រះ​រាជ​ពិធី​ពិត​​៕

ក្បួន​ព្យុហយាត្រា​តាម​ជល​មាគ៌​នៅ​នគរ​ថៃ​កាល​គ្រា​កន្លង​ទៅ

_______________________________________________
អានផងដែរ៖
១. ថៃ​ចេញ​កំណត់​ការ​ព្រះ​រាជ​ពិធី​បរម​រាជាភិសេក រាមា​ទី​១០
២. ទំនៀម​ប្រកប​ព្រះ​រាជ​ពិធី​បរម​រាជាភិសេក សម័យ​​ក្រុង​រតនកោសិន្ទ្រ ស្យាម​នគរ
៣. នគរ​ថៃ​ចាប់​ផ្ដើម​ព្រះ​រាជ​ពិធី​បរម​រាជាភិសេក
៤. ព្រះ​រាជ​ពិធី​បរម​រាជាភិសេក ព្រះ​ចៅ​ផែន​ដី​​ថ្មី នៃ​នគរ​សៀម ថ្ងៃ​ទី​២
៥. ព្រះ​រាជ​ពិធី​បរម​រាជាភិសេក ព្រះ​ចៅ​ផែន​ដី​​ថ្មី នៃ​នគរ​សៀម ថ្ងៃ​ទី​៣

អត្ថបទ​ប្រែ ៖ “ប៉ែន” នាង​​រាំ​ល្ខោន​ស្យាម អ្នក​ដែល​ជិត​ក្លាយ​ជា​រាជិនី​នៃ​កម្ពុជា ថ្ងៃសុក្រ 19 ខែកក្កដា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពីស្រុកខ្មែរ, ภาษาไทย.
1 comment so far

កាល​ពី​ថ្ងៃ​ទី​១០ ខែ​មិថុនា ឆ្នាំ​២០១៩ កន្លង​មក​នេះ ​គេហ​ទំព័រ​សិល្បៈ​វឌ្ឍនធម្ម (​ថ. ศิลปวัฒนธรรม)​ បាន​ចុះ​ផ្សាយ​អត្ថបទ​មួយ​ដែល​មាន​ចំណង​ជើង​ថា “แพน” นางละครชาวสยาม ผู้เกือบได้เป็นราชินีแห่งกัมพูชา ឬ​ប្រែ​មក​ជា​ភាសា​ខ្មែរ​យើង​ថា “ប៉ែន” នាង​​រាំ​ល្ខោន​ស្យាម អ្នក​ដែល​ជិត​ក្លាយ​ជា​រាជិនី​នៃ​កម្ពុជា

ថ្ងៃ​នេះ ស្រែ​ខ្មុក​សូម​អនុញ្ញាត​បក​ប្រែ​ជា​ភាសា​ខ្មែរ​ក្រៅ​ផ្លូវ​ការ ដោយ​មិន​បញ្ចេញ​បញ្ចូល​បន្ថែម ដើម្បី​ទុក​ជូន​ជាចំណេះ និង​ឯកសារ ដែល​រៀប​រៀង​ឡើង​ដោយ​ជន​ជាតិ​ថៃ​នេះ ដូច​ត​ទៅ ៖

អ្នក​រាំ​ល្ខោន​ជន​ជាតិ​សៀម រូប​ភាព​គូស​ចេញ​ពី​រូប​ថត​ ដោយ អេ. បូកូរត៍

រឿង​រ៉ាវ​របស់ “ប៉ែន រឿងនន្ទ” (កកន ៖ ថៃ​សរសេរជា แพน เรืองนนท์ ដែល​សមមូល​ជា ពែន រឿងនន្ទ)  នាង​រាំ​ល្ខោន​សៀម ដែលជា​ទី​ពេញ​ព្រះ​រាជ​ហឫទ័យ​នៃ​ព្រះ​ចៅ​ក្រុង​កម្ពុជា ពី​ការ​ឲ្យ​ដឹង​របស់​ទងបៃ រឿង​នន្ទ គ្រូ​ល្ខោន​ជាត្រី (​កកន ៖ ថៃ​ហៅ​ថា ละครชาตรี ជា​ប្រភេទ​ល្ខោន​បូរាណ​មួយ​បែប​) បង​ប្រុស​ឪពុក​តែ​មួយ (​ម្ដាយ​ខុស​គ្នា) ដែល​អេនក នាវិកមូល បាន​យក​មក​ផ្សព្ធ​ផ្សាយ​នៅ​ក្នុង “នាដកម្ម​សៀម” បញ្ជាក់​ថា ប៉ែន ដែល​សម្ដែង​ជា​តួ​នាង​បុស្បា រាំ​ថ្វាយ​មុខ​ព្រះ​ភក្ត្រ​ព្រះ​ចៅ​សិរីសុវត្ថិ មុនីវង្ស ក្សត្រិយ៍​កម្ពុជា ជា​ទី​ពេញ​ព្រះ​រាជ​ហឫទ័យ​នៃ​ព្រះ​អង្គ​ណាស់ ដែល​ទ្រង់​បាន​ឃាត់​ខ្លួន​នាង​ទុក​ក្នុង​ព្រះ​រាជ​សំណាក់​កម្ពុជា និង​តាម​ខ្លួន​បិតា​របស់នាង​មក​ចូល​គាល់ ដើម្បី​ស្ដី​ដណ្ដឹង​មក​ធ្វើ​ជា​ចៅចម​របស់​ព្រះ​អង្គ​ តែ​ក្រោយ​មកទាំង​ពីរ​នាក់​នេះ​ត្រូវ​បាន​បញ្ជូន​ខ្លួន​ត្រឡប់​មក​ប្រទេស​សៀមវិញ ដោយ​ហេតុ​ថា “បើ​បន្ត​នៅ​នឹង​ជួប​គ្រោះ​ថ្នាក់ ចាប់​ពី​ពេល​ន៉ោះ​មក ម៉ែ​ប៉ែន​មិន​បាន​ត្រឡប់​ទៅ​រាជ​សំណាក់​ខ្មែរ​ទៀត​ឡើយ​”​។

ព្រះឆាយា​លក្ខណ៍​របស់​ព្រះ​ចៅ​សិរីសុវត្ថិមុនីវង្ស ផ្សព្ធផ្សាយ​កាលពី​ថ្ងៃ​ទី​១៦ វិច្ឆិកា ១៩៣៧ ដោយ AFP PHOTO / FRANCE PRESSE VOIR / Bronberger

អេនក​មិន​បាន​បញ្ជាក់​លម្អិត​ទាក់​ទង​នឹង​ថ្ងៃខែ​ឆ្នាំ ដែល​កើត​ហេតុ ដោយ​និយាយ​ត្រឹម​ថា នាង​អាយុបាន​៦៥​ឆ្នាំហើយ នៅ​ឆ្នាំ​១៩៧៩​។

សុភត្រា ភូមិប្រភាស បាន​និយាយ​នៅ​ក្នុង​អត្ថបទ “ក្សត្រិយ៍​កម្ពុជា នាង​ល្ខោន​ស្យាម និង​ព័ត៌មាន​ដែល​ត្រូវ​ហាម​សរសេរ” ក្នុង​ទស្សនាវដ្ដី​សិល្បៈ​វឌ្ឍនធម្ម ច្បាប់​ខែ​សីហា ឆ្នាំ​២០០៩ ថា ហេតុ​នៅ​គ្រា​នោះ មិន​មាន​នៅ​ក្នុង​កំណត់​ត្រាប្រវត្តិ​សាស្ត្រ​ទាំង​នៅ​ក្នុង​រាជ​សំណាក់​កម្ពុជា និង​ប្រវត្តិ​សាស្ត្រ​សៀម​។

តែ​ដំណឹង​ដែល​ថា​ព្រះ​ចៅ​ក្រុង​កម្ពុជា​មាន​ព្រះ​រាជ​បំណង​រៀបការ​ជាមួយ​នាង​រាំ​ជាតិ​ស្យាម ត្រូវបាន​សរសេរ​នៅ​ក្នុង​​សារព័ត៌មាន​ថៃ​ជា​ច្រើន​ច្បាប់ រួម​ទាំង​សារព័ត៌មាន​ភាសាអង់គ្លេស “The Bangkok Daily Mail” ដែល​ដាក់​ចំណង​ជើង​ថា “Siamese Dancer May Be Cambodia’s Queen”។

អេនឌ្រេវ អេ. ហ្វ្រីមេន (Andrew A. Freeman) និពន្ធ​នាយក The Bangkok Daily Mail បាន​ឲ្យ​ដឹង​ថា គាត់​បាន​ទទួល​ព័ត៌មាន​នេះ​ពី​​អ្នក​សារព័ត៌មាន​ថៃ​ឈ្មោះ ប្រសុត អ្នក​ដែល​សម្ភាស​ម្ដាយ​របស់​ប៉ែន ដែល​និយាយ​ថា ក្សត្រិយ៍​កម្ពុជា​មាន​ព្រះ​រាជ​បញ្ជា​ឲ្យ​អាលក្ខណ៍​ហ្លួង​រៀប​ចំ​តំណែង​កូន​ស្រី​របស់​នាង​ជា «​ចៅចម​» (Chao Chom) និង​ព្រះ​រាជ​ទាន​នាមថ្មី​ថា “ស៊ីសុវត្ថិ អាំពៃពង្ស” (Srivasti Amphibongse) នាង​ទើប​ច្បាស់​ក្នុង​ចិត្ត​ថា​កូន​ស្រី​របស់​នាង​នឹង​បាន​ជា​រាជិនី​នៃ​កម្ពុជា​។

កំណត់​ហេតុ​របស់​ហ្វ្រីមេន បញ្ជាក់ថា ក្រោយ​ការថ្វាយ​ខ្លួន​បាន​​៣​ថ្ងៃ ក្សត្រិយ៍​កម្ពុជា​ប្រកាស​ថា​នឹង​ស្ថាបនា​នាង​ល្ខោន​សៀម​ជា​ចៅ​ចម នឹង​មាន​ព្រះ​រាជ​តម្រិះ​បន្ថែម​ថា​នឹង​តំឡើង​យស​ជា​ព្រះ​រាជិនី ឬ​ព្រះ​មេហសី​លំដាប់​ទី​១ ពី​ចំនួន​ព្រះ​ជាយា​៥​អង្គ ដែល​មាន​មក​ហើយ បន្ទាប់​ពី​ការ​ចាត់​ព្រះ​រាជ​ពិធី​ព្រះ​បរម​សព​របស់​ព្រះ​រាជ​បិតា ដែល​សុវណ្ណគត កាល​ពី​២​ខែ​មុន​នោះ​។

សុភត្រា​និយាយ​ថា ដោយ​សា​ព្រះ​រាជ​បិតា​ចៅ​សិរីសុវត្ថិ សុវណ្ណគត​នៅ​ក្នុង​ខែ​សីហា ឆ្នាំ​១៩២៧ ពេល​ដែល​ប៉ែន ទទួល​បាន​ការ​តែង​តាំង​ជា​ចៅ​ចម​គួរ​តែ​បាន​កើត​ឡើង​នៅ​ក្នុង​ខែ​តុលា ឆ្នាំ​ដដែល​នេះ ដែល​ពេល​នោះ​នាង​មាន​អាយុ​ត្រឹម​តែ​១៣​ឆ្នាំ​ប៉ុណ្ណោះ ខណៈ​ដែល​ចៅ​សិរីសុវត្ថិ មាន​ព្រះ​ជន្ម​៥២​ព្រះ​វស្សា​។

ប៉ែន រឿងនន្ទ ក្នុង​វ័យ៦៥​ឆ្នាំ រូប​ថត​ដោយ អេនក នាវិកមូល កាល​ពី​ឆ្នាំ​១៩៧៩

ក្នុង​ពេល​ជាមួយ​គ្នា​នេះ សុភត្រា បាន​អះអាង​ព័ត៌មាន​ពី​សាន្តិ ភក្ដីគាំ អ្នកជំនាញ​ខាង​ប្រវត្តិ​សាស្ត្រ​ខ្មែរ ថា តំណែង​មហេសី​របស់​ក្សត្រិយ៍​កម្ពុជា មាន​៣​លំដាប់ គឺ លំដាប់ទី​១ ហៅ​ថា សម្ដេច​ព្រះ​អគ្គ​មហេសី លំដាប់​ទី​២ ហៅ​ថា សម្ដេច​ព្រះ​អគ្គ​រាជ​ទេពី និង​លំដាប់​ទី​៣ ហៅ​ថា ព្រះ​អគ្គ​ជា​យា ហើយ​ប្រសិន​បើ​ក្សត្រិយ៍​មាន​ព្រះ​រាជ​បំណង​នឹង​លើកស្ត្រី​ណា​ឲ្យ​ក្លាយ​ជា «​ខត្តិយ​កញ្ញា​» មក​ជា​បាទ​បរិចារិកា​ក៏​នឹង​ផ្ដល់​តំណែង​ «​ចៅ​ចម​» ដែល​មាន​ទាំង​អស់​ចំនួន​៦​លំដាប់​។

មាតា​របស់​ប៉ែន អះ​អាង​ថា កូន​របស់​នាង​ជា​ទី​ពេញ​ព្រះ​រាជ​ហឫទ័យ​នៃ​ក្សត្រិយ៍​កម្ពុជា​រហូត​ដល់​ថ្នាក់​ឲ្យ​នាង​កាន់​កូន​សោរ​ហិប​ទ្រព្យ​សម្បត្តិ​របស់​ព្រះ​អង្គ។ ចាត់ការ​គ្រឿងទ្រង់ គ្រឿង​សោយ និង​កិច្ចការផ្សេង​ៗ ផ្នែក​ខាង​ក្នុង​។ ក្រៅ​ពី​នេះ ប៉ែន នៅ​ហ៊ាន​ជំទាស់​ព្រះ​ទ័យ​ក្សត្រិយ៍កម្ពុជា ដោយ​ជជែស​ថា​នឹង​មិន​កាត់​សក់់​ខ្លី​តាម​បែប​ស្ត្រី​កម្ពុជា​។

ទាំង​នេះ សុភត្រា បាន​បញ្ចេញយោបល់ថា ចំណុច​លម្អិត​ទាក់​ទង​នឹង​ជីវិត​របស់​ប៉ែន ក្នុង​រាជសំណាក់​ភ្នំពេញតាម​ដែរ​ហ្វ្រី​មេន​កត់​ត្រា​សម្ដី​របស់ម្ដាយ​នាង ដែល​ជា​ការ​និយាយ​តែ​ម្ខាងតែ​ចំណុច​ល្អ និង​អាច​ត្រូវ​បាន​តាក់​តែង​ឡើង​ពី​មាត់​របស់​ម្ដាយ​នាង និង​អ្នក​សារព័ត៌មាន​ក៏​ថា​បាន​។

ខណៈ​គ្នា​នេះ​ដែរ កុងស៊ុល​បារាំង​សែស​ម្ចាស់​អាណានិគម​កម្ពុជា​បែរជា​មក​កៀប​សង្កត់​ឲ្យ Bangkok Daily Mail បញ្ឈប់​ការ​ចុះ​ផ្សាយ​ព័ត៌មាន​ទាំង​នោះ ដោយ​អាង​ថា រឿង​រ៉ាវ​ទាំង​អស់​ដែល​ត្រូវ​បាន​រាយការណ៍​នោះ​ជា​រឿង​ប្រឌិតទាំង​ស្រុង ព្រម​ទាំង​បង្គាប់ឲ្យ​សារព័ត៌មាន​នេះ ចុះ​ផ្សាយ​សេចក្ដី​ថ្លែងការណ៍​របស់​កុងស៊ុល ដើម្បី​បក​ស្រាយ​ហេតុការណ៍​ដែល​កើត​ឡើង​។

កុងស៊ុល​បារាំង​សែស​នៅ​បាន​ចេញ​សេចក្ដី​ថ្លែងការណ៍​មួយ​ច្បាប់​ទៀត​អាង​ថា ក្សត្រិយ៍​កម្ពុជា​ទ្រង់​មិន​ពេញ​ព្រះ​ទ័យ និង​បដិសេធ​ការរាយការណ៍​ដែល​ខុស​ពី​ការ​ពិត ទើប​ទ្រង់​បញ្ជា​ឲ្យបញ្ជូន​ខ្លួន​ប៉ែន ត្រឡប់​ទៅ​ក្រុង​ទេព​វិញ​ភ្លាម​។

តែ​នៅ​ពេល​ប៉ែន មក​ដល់​ក្រុង​ទេព នាង​បដិសេធ​ថា ត្រូវ​បានបញ្ជូន​ខ្លួន​ត្រឡប់ និង​បាន​អះ​អាង​ថា​នាង​ធ្វើ​ដំណើរ​មក​លេង​ប្អូន​ប្រុស​ដែល​មាន​ជំងឺ​ប៉ុណ្ណោះ​។

«​ខ្ញុំ​សន្យា​ថា​នឹង​មក​តែ​ពីរបី​ថ្ងៃ និង​ប្រញ៉ាប់​ទៅ​រក​ព្រះ​អង្គ​វិញ ខ្ញុំ​នៅ​តែ​ជា​ជាយា​របស់​ព្រះ​អង្គ​»​។

ការ​ផ្ដល់​សម្ភាសន៍​របស់​នាង​បាន​ប្រាកដ​នៅ​ក្នុង​ចំណង​ជើង​របស់ Bangkok Daily Mail ជា​ថ្មី​ម្ដង​ទៀត ហើយ​កុងស៊ុលបារាំង​សែស​ក៏​ប្រញ៉ាប់​ប្រតិកម្មភ្លាម​តាម​រយៈ​សេចក្ដី​ថ្លែង​ការណ៍​បញ្ជាក់​ថា «​នាង​ប៉ែន​ត្រូវ​បាន​បណ្ដេញ​ចេញពី​កម្ពុជា ក្នុងឋានៈ​ជា​បុគ្គល​ដែលមិន​ស័ក្ដិសម ហើយ​នាង​នឹង​មិន​ត្រូវបានអនុញ្ញាត​ឲ្យ​ត្រឡប់​មក​ភ្នំពេញ​ទៀត​ឡើយ​»​។

មិន​មាន​នរណា​ដឹង​ទេ​ថា​តើ​ហេតុអ្វី​បាន​ជា​ប៉ែន ត្រូវបាន​ខាង​បារាំង​សែស​ហាម​ប្រាម និង​មិន​ព្រម​ឲ្យ​មាន​ការ​រាយការណ៍​ទាំងអស់​ទាក់ទង​នឹង​នាង រហូត​ដល់​ស្នើ​ទៅរដ្ឋាភិបាល​សៀម​បិទ​បាំង​ព័ត៌មាន ដោយ​ខាង​ក្រសួង​ការ​បរទេស​បាន​ហៅ​ហ្វ្រីមេន​ទៅ​ជួប និង​សុំ​ឲ្យ​បញ្ឈប់​ការ​ផ្សាយ​ព័ត៌មាន​នេះ​ផង​​។

ហ្វ្រីមេន​បាន​បញ្ឈប់​កំណត់ហេតុរបស់ខ្លួន​ទាក់ទង​នឹង​ជតាកម្ម​ជីវិត​របស់​នាង​ល្ខោន​សៀម​ទុក​ថា ក្រោយពី​ក្សត្រិយ៍​កម្ពុជាបាន​ទទួល​យក​ស្ត្រី​ដែល​ខាង​បារាំង​សែស​ទទួល​ស្គាល់​ថា​ជា​រាជិនី ចំណែក​ប៉ែន ក៏​ត្រឡប់​មក​រស់​នៅ​ជា​នាង​ល្ខោន​រួម​ជាមួយ​មាតា​និង​បិតា​របស់​នាង​ដូច​ដើម ហើយ​ហ្វ្រីមេន​នៅ​បាន​និយាយ​ទៀត​ថា

«… ប្រសិន​បើ​ដេលីមែល​មិនបាន​ផ្សព្ធ​ផ្សាយរឿង​រ៉ាវនេះចេញទៅ​នោះ នាង​ប៉ែន និង​ក្សត្រិយ៍​មុនីវង្ស ទំនង​រស់​នៅ​ជាមួយ​គ្នា​យ៉ាង​មាន​សេចក្ដី​រហូត​ទៅ​…​»


ឯកសារ​យោង ៖ «​ក្សត្រិយ៍កម្ពុជា នាង​ល្ខោនសផម និង​ព័ត៌មាន​ដែល​ត្រូវហាម​សរសេរ​» ដោយ​សុភត្រា ភូមិប្រភាស នៅ​​សិល្បៈ​វឌ្ឍនធម្ម ច្បាប់​ខែ​សីហា ឆ្នាំ​២០០៩

“แพน” นางละครชาวสยาม ผู้เกือบได้เป็นราชินีแห่งกัมพูชา

_____________________________________________________________|
អាន​ផង​ដែរ ៖
១. “แพน” นางละครชาวสยาม ผู้เกือบได้เป็นราชินีแห่งกัมพูชา

គណៈ​រដ្ឋមន្ត្រី ទី​៦២ របស់​ប្រទេស​ថៃ ថ្ងៃ​ព្រហស្បតិ៍ 18 ខែកក្កដា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ภาษาไทย.
7 comments

1563280008_94492_1គណៈរដ្ឋមន្ត្រី​ថៃ​ថ្មី​ថត​រូប​រួម​គ្នា​នៅ​ខាង​មុខ​ទីស្ដីការ​នាយក​រដ្ឋមន្ត្រី បន្ទាប់​ពី​ចូល​គាល់​ព្រះ​មហា​ក្សត្រិយ៍​រួច

នានាប្រទេស៖ ក្រុងទេពមហានគរ, ស្យាមប្រទេស – កាល​ពី​ថ្ងៃ​​អង្គារ ទី​១៦ ខែ​កក្កដា ឆ្នាំ​២០១៩ កន្លង​មក​នេះ លោក​​ប្រយុទ្ធ ចន្ទ្រអូជា នាយករដ្ឋមន្ត្រី​ថៃ បាន​នាំ​សមាជិក​គណៈ​រដ្ឋ​មន្ត្រី​ថ្មី​របស់​លោក ដែល​ជា​គណៈ​រដ្ឋមន្ត្រី ឈុត​ទី​៦២ របស់​ប្រទេស​ថៃ ចូល​គាល់​ព្រះ​មហា​ក្សត្រិយ៍ ព្រះ​បាទ​ ​សម្ដេច​ព្រះ​មហា​វជិរាលង្ករណ ឬ​រាមា​ទី​១០ ដើម្បី​ធ្វើ​សច្ចា​ប្រណិធាន​មុន​ចូល​កាន់​តំណែង​។

សម្រាប់​អណត្តិ​ថ្មី​ទី​២ របស់​លោក​​ប្រយុទ្ធ ចន្ទ្រអូជា នា​ពេល​នេះ​លោក​បាន​កាន់​តំណែង​ឌុប​គឺ​ជា​នាយក​រដ្ឋមន្ត្រី​ផង និង​ជា​រដ្ឋមន្ត្រី​​ក្រសួង​ការពារ​ជាតិ​ផង​ដែរ​។ ខាង​ក្រោម​នេះ​ជា​បណ្ដា​សមាស​ភាព​ថ្មី នៃ​សមាជិក​រដ្ឋាភិបាល​របស់​លោក​នាយក​រដ្ឋមន្ត្រី ​​ប្រយុទ្ធ ចន្ទ្រអូជា អណត្តិ​ទី​២ ៖

គណៈ​រដ្ឋមន្ត្រី​​ទី​៦២​របស់​ថៃ
១០ កក្កដា ២០១៩ មក​ដល់​បច្ចុប្បន្ន

 

1563280008_94492_1
ប្រយុទ្ធ ចន្ទ្រអូជា
ประยุทธ์ จันทร์โอชา
នាយករដ្ឋមន្ត្រី
រដ្ឋមន្ត្រី​ការពារ​ជាតិ
 
ឧ.ឯ. ប្រវិត្រ វង្សសុវណ្ណ
ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ឧបនាយក​រដ្ឋមន្ត្រី
1563280008_94492_1
សមគិត ចាតុស្រីពិទក្ស
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
ឧបនាយក​រដ្ឋមន្ត្រី
1563280008_94492_1
វិស្ណុ គ្រឿង៉ាម
วิษณุ เครืองาม
ឧបនាយក​រដ្ឋមន្ត្រី
1563280008_94492_1 
ចុរិន្ទ្រ លក្សណ​វិសិដ្ឋ
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
ឧបនាយក​រដ្ឋមន្ត្រី
រដ្ឋមន្ត្រី​ពាណិជ្ជកម្ម
1563280008_94492_1
អនុទិន ជាញវីរកូល
อนุทิน ชาญวีรกูล 
ឧបនាយក​រដ្ឋមន្ត្រី
រដ្ឋមន្ត្រី​សាធារណ​សុខ
sample
ឧ.ឯ. ជ័យជាញ ជាងមង្គល
ชัยชาญ ช้างมงคล
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​ការពារ​ប្រទេស
1563280008_94492_1
ឧត្ដម សាវនាយន
อุตตม สาวนายน
រដ្ឋមន្ត្រី​ហិរញ្ញវត្ថុ
1563280008_94492_1
សន្តិ ព្រម​ពឌ្ឍន៍
สันติ พร้อมพัฒน์
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​ហិរញ្ញវត្ថុ

ដន បរមត្ថវិន័យ
ดอน ปรมัตถ์วินัย
រដ្ឋមន្ត្រី​ការ​បរទេស
1563280008_94492_1
ពិពឌ្ឍន៍ រជ្ជកិចប្រការ
พิพัฒน์ รัชกิจประการ
រដ្ឋមន្ត្រី​ទេសចរណ៍ និង​កីឡា
 1563280008_94492_1
ចុតិ ក្រៃឫក្ស
จุติ ไกรฤกษ์
រដ្ឋមន្ត្រី​អភិវឌ្ឍន៍​សង្គម និង​សុវត្ថិភាព​មនុស្ស
1563280008_94492_1
សុវិទ្យ មេសិន្ទ្រីយ៍
สุวิทย์ เมษินทรีย์
រដ្ឋមន្ត្រី​ការងារ​ឧត្ដម​សិក្សា វិទ្យាសាស្ត្រ ស្រាវជ្រាវ និង​នវានុវត្តន៍
1563280008_94492_1
ឆ្លើមជ័យ ស្រីអន
เฉลิมชัย ศรีอ่อน
រដ្ឋមន្ត្រី​ក្សេត្រ និង​សហករណ៍
1563280008_94492_1
អនុសេនីយឯក ធម្មន័ស ព្រហ្មផៅ
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​ក្សេត្រ និង​សហករណ៍
1563280008_94492_1
មន័ញ្ញា ថៃយសេដ្ឋ
มนัญญา ไทยเศรษฐ์
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​ក្សេត្រ និង​សហករណ៍
1563280008_94492_1
ประภัตร โพธสุธน
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​ក្សេត្រ និង​សហករណ៍
  1563280008_94492_1
ស័ក្ដិស្យាម ជិតជប
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
រដ្ឋមន្ត្រី​​គមនាគម
1563280008_94492_1
អធុរដ្ឋ រតនសេដ្ឋ
อธิรัฐ รัตนเศรษฐ
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​​គមនាគម
1563280008_94492_1
ថាវរ សេននៀម
ถาวร เสนเนียม
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​​គមនាគម
1563280008_94492_1 
ពុទ្ធិពង្ស បុណ្ណកន្ត
พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
រដ្ឋមន្ត្រី​ឌីជីថល ដើម្បី​សេដ្ឋកិច្ច និង​សង្គម
1563280008_94492_1
វរាវុធ សិល្បអាជា
วราวุธ ศิลปอาชา
រដ្ឋមន្ត្រី​ធនធាន​ធម្មជាតិ និង​បរិស្ថាន
1563280008_94492_1 
សន្ធិរតន៍ សន្ធិចិរវង្ស
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
រដ្ឋមន្ត្រី​ថាមពល
1563280008_94492_1
វីរសក្ដិ ហ្វ័ងសុភកិចកោសល
วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​ពាណិជ្ជកម្ម

អនុពង្ស ផៅចិន្តា
อนุพงษ์ เผ่าจินดา
រដ្ឋមន្ត្រី​​មហា​ផ្ទៃ
1563280008_94492_1
និពន្ធ បុញ្ញាមណី
นิพนธ์ บุญญามณี
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​​មហា​ផ្ទៃ
  1563280008_94492_1
ទ្រង់សក្ដិ ទងស្រី
ทรงศักดิ์ ทองศรี
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​​មហា​ផ្ទៃ
1563280008_94492_1
សមសក្ដិ ទេពសុទិន
สมศักดิ์ เทพสุทิน
រដ្ឋមន្ត្រី​យុត្តិធម៌
1563280008_94492_1
ហ្មមរាជវង្ស ចតុមង្គល សោណកុល
หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล
រដ្ឋមន្ត្រី​ការងារ
1563280008_94492_1
ឥទ្ធិពល គុណប្លឺម
อิทธิพล คุณปลื้ม 
រដ្ឋមន្ត្រី​វប្បធម៌
1563280008_94492_1
ណដ្ឋពល ទីបសុវណ្ណ
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
រដ្ឋមន្ត្រីសិក្សាធិការ
1563280008_94492_1
លោក​ជំទាវ​កល្យា សោភណពនិជ
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រីសិក្សាធិការ
1563280008_94492_1
កនកវណ្ណ វិលាវល្យ
กนกวรรณ วิลาวัลย์
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រីសិក្សាធិការ
1563280008_94492_1
សាធិត បិតុតេជៈ
สาธิต ปิตุเตชะ
អនុ​រដ្ឋមន្ត្រី​សាធារណ​សុខ
1563280008_94492_1
សុរិយៈ ចឹងរុងរឿងកិច
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
រដ្ឋមន្ត្រី​ឧស្សាហកម្ម
1563280008_94492_1
ទេវ័ញ លិប្តព័ល្លភ
เทวัญ ลิปตพัลลภ
រដ្ឋមន្ត្រី​ទីស្ដីការ​គណៈ​រដ្ឋមន្ត្រី

_________________________________________________________
ប្រកាស​ទាក់ទង
១. គណៈ​រដ្ឋមន្ត្រី​ថៃ​ថ្មី
២. ឈ្មោះរដ្ឋមន្ត្រីថៃ
៣. គណៈ​រដ្ឋាភិបាល នៃ​ស.ប.ប.​លាវ
៤. គណៈ​រដ្ឋមន្ត្រី ទី​៥៩
៥. គណៈ​រដ្ឋមន្ត្រី ទី​៦០ របស់​ប្រទេស​ថៃ
៦. គណៈ​រដ្ឋមន្ត្រី ទី​៦១ របស់​ប្រទេស​ថៃ
៧. មហា​ក្សត្រិយ៍​ថៃ​តែង​តាំង​លោក ប្រយុទ្ធ ជា​នាយក​រដ្ឋមន្ត្រី​​អណត្តិ​ទី​២

เจาะเพลงชาติกัมพูชา ความแตกต่างทางการเมือง ในจุดร่วมแห่งอดีตที่รุ่งเรืองของ “พระนคร” ថ្ងៃសៅរ៍ 6 ខែកក្កដា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ចម្រៀង, អំពីស្រុកខ្មែរ, ภาษาไทย.
add a comment

สมเด็จพระนโรดมสีหนุ หน้าปราสาทนครวัด เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1973 (พ.ศ. 2516) (AFP PHOTO / XINHUA / STR)

ผู้เขียนได้เคยนำเสนอที่มาที่ไปเกี่ยวกับเพลงชาติกัมพูชาที่ใช้ในปัจจุบันมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่เพลงที่นำเสนอมีเพียงเพลง “นครราช (นโกร์เรียช)” เพียงเพลงเดียวเท่านั้น เพราะต้องการอภิปรายในแง่มุมที่ว่าเนื้อความที่ปรากฏในเพลง “นครราช” นำเสนอถึงความสำคัญของ “ปราสาทนครวัด” เท่านั้น หรือมีนัยหมายถึงเมืองพระนครอันรุ่งเรืองในอดีตทั้งเมือง

สำหรับเพลงชาติของประเทศกัมพูชาที่เคยใช้กันนั้นมีทั้งสิ้น ๔ เพลง คือเพลง “นครราช” (สมัยสังคมราษฎร์นิยม) เพลงชาติสมัยสาธารณรัฐ เพลง “๑๗ เมษา มหาโชคชัย” เป็นเพลงชาติสมัยรัฐบาลเขมรแดง และเพลงชาติสมัยการปกครองของเวียดนาม จนถึงเมื่อภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นโดยองค์การสหประชา ชาติ ประเทศกัมพูชาได้กลับมาใช้ชื่อว่า “พระราชอาณาจักรกัมพูชา” จึงเปลี่ยนกลับมาใช้เพลง “นครราช” เป็นเพลงชาติอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้นบทความนี้จะเป็นการนำเสนอประเด็นที่ว่าในความแตกต่างของลัทธิทางการเมืองแล้ว เนื้อหาของ “เพลงชาติกัมพูชา” มีความแตกต่างในด้านการรับรู้ถึงอดีตที่ยิ่งใหญ่แห่ง “พระนคร” เพื่อสอดรับกับแนวคิดทางการเมืองของกัมพูชาในยุคสมัยนั้นๆ หรือไม่อย่างไร

 

๑. “นครราช” เพลงชาติเพลงแรก

เมื่อประเทศกัมพูชาได้รับเอกราชจากประเทศฝรั่งเศสในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นต้นมา ประเทศกัมพูชาได้ใช้เพลง “นครราช” เป็นเพลงชาติจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๓

ทำนองเพลง “นครราช” เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระนโรดมสุรามฤต ทรงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์มุนีวงศ์ (พระเจ้ามณีวงศ์) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ในขณะที่ยังทรงรับราชการในพระบรมราชวัง แต่ในเวลานั้นยังไม่สามารถหาบทร้อยกรองที่จะนำมาเป็นเนื้อร้องเพลงนี้ได้ (จาบ พิน, ๒๕๐๒ : ๑)

สมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี (ชวน-ณาต) พระสังฆราชมหานิกาย ผู้ประพันธ์เนื้อเพลง “นครราช” เพลงชาติกัมพูชา โดยปรับปรุงมาจากบทเพลงโบราณของกัมพูชา

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ พระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุและพระบาทสมเด็จพระนโรดมสุรามฤตจึง (ในเวลานั้นยังมิได้ทรงขึ้นครองราชย์แต่ทรงดำรงฐานะเป็นพระบวรราชบิดาในสมเด็จพระนโรดมสีหนุ) ทรงนิมนต์สมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี พระสังฆนายก พระนามเดิม “ชวน-ณาต” ในเวลาที่มีสมณศักดิ์เป็นพระพุทธโฆษาจารย์ ให้นิพนธ์บทเพลงชาตินี้ขึ้นเป็นบทร้อยกรองสำหรับใช้ในการแสดงความเคารพเป็นทางการเรียกว่า “บทนครราช” เพราะดัดแปลงมาจากบทเพลง “นครราช” เขมรซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีเนื้อเพลง ๓ ท่อน ดังนี้

บทที่ ๑ สรรเสริญพระบารมีพระมหากษัตริย์เขมร

คำแปล

สูมพวกเทพฺตา                          ขอพวกเทพดา

รกฺสามหากฺสตฺรเยีง                    รักษามหากษัตริย์เรา

โอยบานรุงเรือง                        ให้ได้รุ่งเรือง

โฎยชัยมงฺคลสฺรีสัวสฺฎี                 โดยชัยมงคลศรีสวัสดี

เยีงขฺญุมฺพฺระองฺค                      เราข้าพระองค์

สูมชฺรกโกฺรมมฺลบ่พฺระบารมี          ขอพึ่งใต้ร่มพระบารมี

ไนพฺระนรบดี                          แห่งพระนรบดี

วงฺสกฺสตฺราแฎลสางปฺราสาทถฺม    วงศ์กษัตราซึ่งสร้างปราสาทหิน

คฺรบ่คฺรงแฎนแขฺมร                   ครอบครองแดนเขมร

บุราณเถฺกีงถฺกาน                     บุราณเถกิงถกาน ฯ

 

สมเด็จพระนโรดมสีหนุ พระองค์ทรงอาราธนาให้สมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี (ชวน-ณาต) ประพันธ์เนื้อร้องบทเพลง “นครราช” เพื่อใช้เป็นเพลงชาติกัมพูชา

บทที่ ๒ สรรเสริญการสร้างปราสาทโบราณ

คำแปล

ปฺราสาทสิลา                            ปราสาทศิลา

กํบำงกณฺฎาลไพฺร                      กำบังอยู่ท่ามกลางไพร

ควรโอยสฺรมัย                          ควรให้แว่วเสียง

นึกฎล่ยสสกฺฎิ์มหานคร               นึกถึงยศศักดิ์มหานคร

ชาติแขฺมรฎูจถฺมคง่วงฺ                 ชาติเขมรดุจหินคงวงศ์

สเนาลฺอรึงบึงชํหร                     อยู่ดีแน่นอนยืนยง

เยีงสงฺฆึมพร                            เราหวังพร

ภัพฺพเพฺรงสํณางรบส่กมฺพุชา         บุญเพรงวาสนาของกัมพูชา

มหารฎฺฐเกีตมาน                      มหารัฐเกิดมี

ยูรองฺแวงเหีย                          ยาวนานล่วงมาแล้ว ฯ

 

บทที่ ๓ สรรเสริญคุณค่าเขมรนับถือพระพุทธศาสนา

คำแปล

คฺรบ่วตฺตอาราม                        ครบทุกวัดอาราม

ฦๅแตสูรสพฺทธรฺม                      ยินแต่เสียงศัพท์ธรรม

สูตฺรโฎยอํณร                          สวดด้วยความยินดี

รํลึกคุณพุทฺธะสาสฺนา                 รำลึกคุณพุทธศาสนา

จูรเยีงชาอฺนกเชือชาก่                 เราจงเป็นผู้เชื่อชัด

เสฺมาะสฺมัคฺร                            เสมอสมัคร

ตามแบบฎูนตา                        ตามแบบยายตา

คง่แตเทพฺตา                           คงแต่เทพดา

นึงชวยโชฺรมแชฺรง                     จะช่วยค้ำชู

ผฺคต่ผฺคง่                               ประคับประคอง

ปฺรโยชน์โอย                           ประโยชน์ให้

ฎล่ปฺรเทสแขฺมร                      แด่ประเทศเขมร

ชามหานคร                           เป็นมหานคร ฯ

 

สมเด็จพระนโรดมสุรามฤต พระราชบิดาสมเด็จพระนโรดมสีหนุ ผู้ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลง “นครราช” เพลงชาติกัมพูชา

๒. เพลงชาติกัมพูชา สมัยสาธารณรัฐ

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เมื่อกลุ่มของลอนนอลซึ่งได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาได้รับชัยชนะในการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของสมเด็จพระนโรดมสีหนุ และเปลี่ยนแปลง การปกครองมาเป็นแบบสาธารณรัฐ แล้วเปลี่ยนชื่อประเทศกัมพูชามาเป็น “สาธารณรัฐเขมร”

ในยุคนี้ได้เปลี่ยนเพลงชาติมาเป็นเพลงใหม่ที่มีเนื้อหาในทำนองเดียวกับประเทศสังคมนิยม เพลงชาติใหม่ของเขมรในยุคนี้แต่งโดยกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจิตรศิลปะ (เทียบได้กับมหาวิทยาลัยศิลปากรของกัมพูชา) ที่มีท่าน หงส์ ธุนหัก (หงฺส-ธุนหาก่) เป็นอธิการบดี เพลงชาติกัมพูชายุคที่ ๒ มีเนื้อเพลงดังนี้

คำแปล

ชนชาติแขฺมร                           ชนชาติเขมร

ลฺบีพูแกมวยกฺนุงโลก                  ลือชื่อเก่งที่หนึ่งในโลก

มานชัยโชค                            มีชัยโชค

กสางปฺราสาทสิลา                    ก่อสร้างปราสาทศิลา

อารฺยธรฺมขฺพส่                        อารยธรรมสูง

บวรชาติสาสนา                       บวรชาติศาสนา

เกรฺติ์ฎูนตา                            มรดกยายตา

ทุกเลีกภพแผนฎี                      ไว้ยกภพแผ่นดิน

แขฺมรโกฺรกเฬีง                        เขมรลุกขึ้น

แขฺมรโกฺรกเฬีง                        เขมรลุกขึ้น

แขฺมรโกฺรกเฬีง                        เขมรลุกขึ้น

ตสูฎมฺเลีงสาธารณรฎฺฐ              ต่อสู้เถลิงสาธารณรัฐ

ขฺมำงลุกจูลแขฺมร                     ศัตรูบุกรุกเข้าเขมร

ปฺรยุทฺธมินตก่สฺลุต                   ประยุทธ์ไม่ตกใจ

ยกชัยบํผุต                            เอาชัยที่สุด

ชูนชาติเขมรา                        มอบชาติเขมรา

เอกราชฺยภฺลืถฺลา                    เอกราชสว่างใส

ชามหาปฺรเทสตเทา ฯ              เป็นมหาประเทศต่อไป

พระนคร” เป็น “สัญลักษณ์” ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่งในเพลงชาติยุคนี้ที่สืบทอดความคิดมาจากเพลง “นครราช” แต่ข้อความที่กล่าวถึง “พระราชา” หายไปเนื่องจากเวลานั้นประเทศกัมพูชาเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบ “สาธารณรัฐ” ซึ่งไม่มีที่ว่างสำหรับ “กษัตริย์” อีกต่อไปแม้แต่ในเพลงชาติ

แม้กระนั้น “พระนคร” ยังคงถูกนำมาอ้างอิงเพื่อบอกว่า “ชนชาติเขมรลือชื่อเก่งที่หนึ่งในโลก มีชัยโชคก่อสร้างปราสาทศิลา อารยธรรมสูงบวรชาติศาสนา มรดกยายตาไว้ยกภพแผ่นดิน

เพลงชาติกัมพูชาเพลงนี้ใช้ต่อมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เขมรแดงสามารถยึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จ จึงมีการเปลี่ยนเพลงชาติกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง

 

๓. “๑๗ เมษา มหาโชคชัย” : เพลงชาติกัมพูชาสมัยเขมรแดง

ในสมัยเขมรแดง (กัมพูชาประชาธิปไตย) เพลงชาติได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง เพลงชาติกัมพูชาสมัยเขมรแดงนี้เนื้อหาสนับสนุนการปลดปล่อยและเน้นถึงการสละเลือดเนื้อเพื่อมาตุภูมิ เพลงชาติกัมพูชาสมัยนี้มีชื่อเพลงว่า “๑๗ เมษา มหาโชคชัย” ดังเนื้อเพลงที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญสมัยนั้นว่า

คำแปล

ฌามกฺรหมจฺราล                  เลือดแดงฉาน

โสฺรจสฺรพกฺนุงวาล                โสรจสรรพในทุ่งนา

กมฺพุชามาตุภูมิ                   กัมพูชามาตุภูมิ

ฌามกมฺมกร                      เลือดกรรมกร

กสิกรฎ็อุตฺตม                    กสิกรซึ่งอุดม

ฌามยุทฺธชน                     เลือดยุทธชน

ยุทฺธนารีปฏิวตฺต                ยุทธนารีปฏิวัติ

ฌามแปฺรกฺลายชา              เลือดแปรกลายเป็น

กํหึงขฺลำงกฺลา                   แข็งขลังกล้า

ตสูเมาะมุต                      ต่อสู้เด็ดเดี่ยว

ฎบ่ปฺรำพีรเมสา                 สิบเจ็ดเมษา

โกฺรมทง่ปฏิวตฺต                 ใต้ธงปฏิวัติ

ภาพรํเฎาะ                      ภาวะปลดปล่อย

อํพีภาพขฺญุมฺเค                 จากภาวะข้าทาสเขา

ชโย! ชโย!                       ชโย! ชโย!

ฎบ่ปฺรำพีรเมสา                 สิบเจ็ดเมษา

โชคชัยมหาอสฺจารฺย            โชคชัยมหาอัศจรรย์

มานนัยธํเธง                    มีความหมายยิ่งใหญ่

เลีสสมัยองฺคร                  ยิ่งกว่าสมัยพระนคร

เยีงรวบรวมคฺนา               เรารวบรวมกัน

กสางกมฺพุชา                   ก่อสร้างกัมพูชา

นึงสงฺคมถฺมี                     และสังคมใหม่

บวรปฺรชาธิปไตยฺย            บวรประชาธิปไตย

สมภาพนึงยุตฺติธรฺม           เสมอภาพและยุติธรรม

ตามมารฺคามฺจาส่การ         ตามมรรคาเจ้าการ

เอกราชรึงมำ                  เอกราชแข็งมั่น

เปฺตชฺญาฎาจ่ขาต             ปฏิญาณเด็ดขาด

การพารมาตุภูมิ              การปกป้องมาตุภูมิ

ทึกฎีอุตฺตมปฏิวตฺต           แผ่นดินอุดมปฏิวัติ

ฎ็รุงเรืองชโย!                 อันรุ่งเรือง ชโย!

ชโย! ชโย!                     ชโย! ชโย!

กมฺพุชาถฺมี                    กัมพูชาใหม่

ปฺรชาธิปเตยฺย                ประชาธิปไตย

สํบูรถฺกุมฺเถฺกีง                สมบูรณ์รุ่งเรือง

เปฺตชฺญาโชฺรงคฺรวี            ปฏิญาณชูคระวี

ทง่ปฏิวตฺต                    ธงปฏิวัติ

กฺรหมขฺพส่เฬีง               แดงสูงขึ้น

สางมาตุภูมิเยีง             สร้างมาตุภูมิเรา

โอฺยจํเรีนโลตเผฺลาะ        ให้เจริญโลดเหาะ

มหารุงเรือง                 มหารุ่งเรือง

มหาอสฺจารฺย ฯ             มหาอัศจรรย์ ฯ

จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นเพลงชาติในสมัยกัมพูชาประชาธิปไตย (เขมรแดง) ที่มีความขัดแย้งกับสภาวะของ “จักรวรรดินิยม” อย่างรุนแรงสุดขั้ว แต่ความเปรียบข้อหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือการเปรียบที่ว่า “สิบเจ็ดเมษา โชคชัยมหาอัศจรรย์ มีความหมายยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าสมัยพระนคร เรารวบรวมกัน ก่อสร้างกัมพูชา และสังคมใหม่

ข้อความนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแม้กัมพูชาจะมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบอบ “คอมมิวนิสต์” แต่ “สมัยพระนคร” ก็ยังถูกนำมาใช้เป็น “ความเปรียบ” ที่มีนัยทางการเมือง แต่ต่างไปจากยุคก่อนๆ ที่อ้างถึง “พระนคร” ตรงที่สมัยนี้อ้างว่าจะต้องสร้างสังคมใหม่ของกัมพูชาให้ “ยิ่งกว่าสมัยพระนคร

อาจกล่าวได้ว่านี่คือ “ความสุดโต่งของอุดมคติ” ในการสร้างรัฐชาติของ “กัมพูชาประชาธิปไตย (เขมร แดง)” ที่ปรากฏอยู่ในเพลง “๑๗ เมษา มหาโชคชัย” อันนำไปสู่ความหายนะในที่สุด

 

๔. เพลงชาติกัมพูชา สมัยสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา

สมัยสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (The People”s Republic of Kambuchea) เริ่มต้นพร้อมกับกองทัพของเวียดนามเข้าขับไล่กองทัพเขมรแดงออกจากกัมพูชา ทิ้งโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไว้เบื้องหลัง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ รัฐบาลของกัมพูชาในยุคนั้นได้รับการสนับสนุนจากประเทศเวียดนามและสถานการณ์ภายในประเทศกัมพูชาแตกแยกเป็นหลายฝ่าย บางครั้งเป็น ๓ ฝ่าย บางครั้งเป็น ๔ ฝ่าย สืบเนื่องมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๒๙

เพลงชาติกัมพูชาในยุคนี้ได้เปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา เพลงชาตินี้ใช้ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๒๘ เนื้อเพลงสมัยนี้มี ๓ ท่อน ดังนี้

คำแปล

๑. พลรฏฺฐกมฺพุชา                     พลรัฐกัมพูชา

ชากํลำงบฺฎูรผฺฎาจ่                    เป็นกำลังแลกเผด็จ

สจฺจากํเทจอส่                         สัจจาทำให้ป่นสิ้น

พวกปจฺจามิตฺต                        พวกปัจจามิตร

ตำงจิตฺตสามคฺคี                       ตั้งใจสามัคคี

เทีบมานมหิทฺธิฤทฺธิ                   จึงมีมหิทธิฤทธิ์

สูบฎูรชีวิต                             สู้แลกชีวิต

บงฺหูรฌามบฺฎูรยกชัย ฯ              หลั่งเลือดแลกเอาชัย ฯ

๒. กงทัพกมฺพุชา                     กองทัพกัมพูชา

พุะโพรกฺลาหานสํรุก                  เดือดล้นกล้าหาญบุกตะลุย

อุปสคฺครำงมุข                        อุปสรรคขวางหน้า

ฉฺลงกาต่สํเรจบาน                    ข้ามตัดสำเร็จได้

กํเทจขฺมำงจงฺไร                       ทำให้ป่นศัตรูจัญไร

พูชสามานฺย                            พวกสามานย์

นำเสรีเถฺกีงถฺกาน                      นำเสรีเถกิงถกาน

ชูนปฺรชาชน                             มอบแด่ประชาชน

๓. วีรกมฺพุชาบุตร                     วีรกัมพูชาบุตร

เมาะมุตกฺนุงสงฺคฺราม                   มุ่งมั่นในสงคราม

เปฺฏชฺญาสงฌามนึงขฺมำงสตฺรู         ปฏิญาณตอบแทนกับศัตรู

ทง่ชัยปฺราสาทพรฺณฌาม              ธงชัยปราสาทสีเลือด

ขฺพส่สนฺเธา                              สูงสว่างโพลง

นำชาติฌานเทา                        นำชาติก้าวไป

สางสุขเกฺสมกฺสานฺต ฯ                สร้างสุขเกษมสานต์ ฯ

เพลงชาติกัมพูชาในยุคนี้ไม่ได้กล่าวถึง “พระนคร” แต่อย่างใด แม้กระนั้นในเพลงชาติท่อนที่ ๓ ก็ยังมีกล่าวถึง “ปราสาท” ที่ปรากฏอยู่บนธงชาติ ซึ่งอาจหมายถึง “ปราสาทนครวัด” หรือตัวแทนของ “เมืองพระนคร” อันรุ่งเรืองอยู่นั่นเอง

เพลงชาติกัมพูชาทั้ง ๔ เพลงต่างแสดงถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดปัจจุบันกัมพูชาก็กลับมาใช้เพลงชาติที่เรียกว่า “นครราช (นโกร์เรียช)” ที่มีความหมายถึง “นครแห่งพระราชา

แน่นอนว่า “พระราชา” ในเพลงชาติเพลงนี้แสดงถึงการย้อนกลับไปหวนรำลึกอดีตที่ยิ่งใหญ่และยาวนานของ “พระราชา” แห่ง “ราชอาณาจักรเขมรโบราณ” ที่มีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมือง “พระนครศรียโศธรปุระ” หรือที่ไทยเรียกในเอกสารโบราณว่า “เมืองพระนครหลวง” และตรงกับที่เขมรปัจจุบันเรียกว่า “นครธม

การรำลึกถึงอดีตที่รุ่งเรืองของเมืองพระนครส่งผลอย่างยิ่งต่อความรู้สึก “ภาคภูมิ” ในความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเขมรโบราณ และก่อให้เกิดความรู้สึก “น้อยเนื้อต่ำใจ” ในชะตากรรมของชาวเขมรในปัจจุบัน

ธงชาติ “กัมพูชา” พื้นสีแดงคือชาติ สีน้ำเงินคือพระมหากษัตริย์ และ “นครวัด” สัญลักษณ์ความรุ่งเรืองในอดีตของเมืองพระนคร ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวกัมพูชา สอดคล้องกับเนื้อเพลง “นครราช”

บทสรุป

จากเนื้อหาในเพลงชาติกัมพูชายุคต่างๆ ที่นำเสนอมา จะเห็นได้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการย้อนกลับไปสู่ความรุ่งเรืองในอดีตของกัมพูชาที่เป็น “มหานคร” หรือ “เมืองพระนคร” ทั้งเมือง หาใช่ให้ความสำคัญเพียงแค่ “นครวัด” อย่างเดียวไม่

แม้กระนั้น “นครวัด” ก็ถือเป็น “สัญลักษณ์” ศักดิ์สิทธิ์ของ “เมืองพระนคร” ที่รุ่งเรืองของเขมรโบราณซึ่งตามความรู้สึกของชาวกัมพูชาถือว่านั่นคือ “มรดก” ของบรรพชนที่สร้างไว้ให้

จะเห็นได้ว่าการนำเสนอ “พระนคร” ในเพลงชาติกัมพูชาที่แตกต่างกันไปตามระบอบการปกครองของประเทศนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลง “อุดมคติ” ของรัฐ แต่ยังคงอ้างอิงกับการโหยหาอดีตของเมือง “พระนคร” อยู่เสมอ

ในยุคแรกเพลงชาติ “นครราช” นำเสนอความสำคัญของระบบ “กษัตริย์โบราณ” ไปพร้อมๆ กับการกล่าวถึง “มหานคร” หรือ “พระนคร” ในฐานะพระผู้สร้างความยิ่งใหญ่ของเมืองพระนคร เราจะเห็นได้ว่าเนื้อเพลงทั้งสองท่อนแรกนำเสนอไปในทิศทางนี้ การถวิลหาอดีตที่ยิ่งใหญ่ถูกนำมาเป็นอุดมคติในการสร้างรัฐให้ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับสมัย “พระนคร

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็น “สาธารณรัฐ” ในเวลาต่อมา เนื้อหาเกี่ยวกับเมืองพระนครยังคงถูกนำมาใช้เช่นเดิมต่างไปจากเพลง “นครราช” ก็เพียงตัดบทบาทของ “กษัตริย์” ออกไป โดยให้ความสำคัญแก่ “ชนชาติเขมร” ว่าเป็นผู้สร้างสรรค์เมืองโบราณแห่งนี้

อุดมคติของกัมพูชาประชาธิปไตยภายใต้การปกครองของเขมรแดง “พระนคร” ถูกนำมาเป็นประเด็นเช่นเดียวกัน หากแต่คราวนี้ผู้นำเขมรแดงต้องการสร้าง “สังคมกัมพูชาใหม่” ให้ยิ่งใหญ่กว่าสมัย “พระนคร” ที่ตามธรรมดาถือเป็น “รัฐอุดมคติ” ของกัมพูชา

แต่พอถึงรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา การให้ความสำคัญกับ “พระนคร” ดูเหมือนจะลดลงไปบ้าง เพราะไม่ได้มีการกล่าวอ้างในฐานะ “รัฐอุดมคติ” (เช่นเดียวกับที่เราถือว่า “สุโขทัย” เป็นรัฐอุดมคติของไทย) อีกต่อไป หากแต่กล่าวถึงในฐานะ “ศูนย์รวมใจ” ที่อยู่บน “ธงชาติ” (ปราสาทสีเลือด) แทนที่จะเสนอในลักษณะเดิม

อย่างไรก็ดีเมื่อมีการเลือกตั้งโดยสหประชาชาติแล้ว เพลงชาติกัมพูชาก็ได้เปลี่ยนกลับมาใช้เพลงแรก “นครราช” มีบทบาทสำคัญอีกครั้งต่อสังคมกัมพูชา เช่นเดียวกับความรู้สึกหวงแหน “เมืองพระนคร” มากขึ้น เช่นเดียวกับความหวงแหน “ปราสาทนครวัด

ดังนั้นขอความกรุณาเถิดครับ หากใครได้ไปเที่ยว “นครวัด” และ “เมืองพระนคร (หรือนครธม)” ราชธานีของเขมรโบราณ กรุณาอย่าอ้างสิทธิ์หรือพูดว่านั่นนี่เคยเป็นของเรา อย่าคิดว่าชาวกัมพูชาที่นั่นฟังภาษาไทยไม่ออก

โปรดถือว่า “เมืองพระนคร” เป็นมรดกของภูมิภาคอุษาคเนย์ที่ “อาณาจักรเขมรโบราณ” ได้สร้างไว้ เพื่อให้เราท่านได้มีโอกาสเข้าไปเที่ยวชม ๑ ใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในรอบ ๑,๐๐๐ ปีได้นานๆ เช่นเดียวกับ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก

จะได้ไม่เกิดกรณีป้ายประกาศที่ว่า “คนทั้งโลกรู้ว่านครวัดเป็นของเขมร มีแต่คนไทยเท่านั้นที่ไม่รู้” ให้ขุ่นข้องหมองใจกันอีก


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เจาะเพลงชาติกัมพูชา ความแตกต่างทางการเมือง ในจุดร่วมแห่งอดีตที่รุ่งเรืองของ “พระนคร”

%d bloggers like this: