jump to navigation

จอมพล ป. นำนศ.ปฏิญาณตนต่อพระแก้วมรกต ในเหตุการณ์เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ថ្ងៃអង្គារ 25 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ប្រវត្តិសាស្ត្រ, អំពីស្រុកខ្មែរ, ภาษาไทย, Français.
add a comment

จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กระทำการปฏิญาณตนต่อพระแก้วมรกต ในการเรียกร้องดินแดนคืน วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)

เมื่อ พ.ศ. 2479 รัฐบาลไทยภายใต้การนําของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี กําลังเจรจาแก้ไขสนธิสัญญากับนานาประเทศนั้น รัฐบาลไทยได้เสนอต่อรัฐบาลฝรั่งเศส ขอให้ปรับปรุงเส้นเขตแดนกันใหม่ แต่ฝ่ายฝรั่งเศสขอให้รอการเจรจาออกไปก่อน ต่อมา ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสได้ขอทํากติกาสัญญาไม่รุกรานกับรัฐบาลไทย

รัฐบาลไทยยินดีที่จะทํากติกาสัญญาเช่นนี้ แต่ขอให้ฝรั่งเศสยอมปรับปรุงเขตแดนกันตามหลักกฎหมาย ระหว่างประเทศ คือขอให้ถือร่องน้ำลึกในแม่น้ำโขงเป็นเส้นเขตแดน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และให้ไทยมีเส้นเขตแดนธรรมชาติตามหลักยุติธรรม เมื่อการเจรจาเรียบร้อยแล้วจึงได้มีการลงนามในกติกาสัญญาไม่รุกรานกัน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ซึ่งถัดจากนั้นอีกเพียงสัปดาห์เดียว กองทัพฝรั่งเศสก็จํานนต่อกองทัพเยอรมันในสมรภูมิที่ยุโรป

ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสลงนามสงบศึกกับเยอรมนีแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสได้แจ้งมาทางเอกอัครราชทูตไทยประจําประเทศฝรั่งเศสอีกว่า ขอให้กติกาสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส มีผลบังคับใช้ได้ทันทีโดยมิต้องรอการแลกเปลี่ยนสัตยาบัน

จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กระทำการปฏิญาณตนต่อพระแก้วมรกต ในการเรียกร้องดินแดนคืน วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)

ฝ่ายรัฐบาลไทยเมื่อได้รับคําตอบจากฝรั่งเศสเช่นนั้น จึงได้มีการประชุมพิจารณาคําตอบของฝรั่งเศสกันอย่างเคร่งครัด เมื่อได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางละเอียดลออทุกแง่ทุกมุมแล้ว ฝ่ายไทยจึงได้ตอบฝรั่งเศสไป เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2483 ว่ายินดีตกลง ตามที่ฝรั่งเศสได้แจ้งมาขอให้ฝรั่งเศสได้ตกลงปัญหาต่างๆ ที่รัฐบาลไทยได้เสนอขอทําความตกลง จํานวน 3 ข้อ ดังนี้

1. วางแนวเส้นเขตแดนตามลําน้ำโขง ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ ถือร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์

2. ปรับปรุงเขตแดนให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือให้ถือว่าแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและอินโดจีนตั้งแต่ทิศเหนือมาจนทิศใต้จนถึงเขตแดนกัมพูชา โดยให้ฝ่ายไทยได้รับดินแดนทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบางและปากเซคืนมา

3. ขอให้ฝ่ายฝรั่งเศสรับรองว่าถ้าอินโดจีนเปลี่ยนจากอธิปไตยฝรั่งเศสไป ฝรั่งเศสจะคืนอาณาเขตลาว และกัมพูชาให้แก่ไทย 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวปราศรัยเรียกร้องดินแดนคืน หน้ากระทรวงกลาโหม 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 (ภาพจากหนังสืออนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540)
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปราศรัยแก่บรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ที่มาเรียกร้องดินแดน วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)
จอมพล ป. พิบูลสงคราม โบกธงรับบรรดานักศึกษาที่มาเรียกร้องดินแดน วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)

ประชาชนชาวไทยทั้งชาติได้ให้การสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง กล่าวคือ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2483 สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติขอบคุณรัฐบาลที่ได้เสนอข้อตกลงกับฝรั่งเศสทั้ง 3 ข้อ ที่กล่าวข้างต้น

ส่วนบรรดานิสิตนักศึกษา ยุวชน และประชาชนก็พากันเดินขบวนสนับสนุน บ้างก็บริจาคของกินของใช้ให้ทหาร บ้างก็บริจาคทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อซื้ออาวุธให้ทหารเป็น ครั้งแรกที่คนไทยรู้จักคําว่า “ถุงของขวัญ” ซึ่งพี่น้องชาวไทยทุกครอบครัวส่งมาให้เป็น “กองภูเขา ๆ” ที่หน้ากระทรวงกลาโหม

อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสปฏิเสธข้อเสนอทั้ง 3 ข้อโดยสิ้นเชิง ต่อมาในเที่ยงคืนของวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2483 กองทหารญี่ปุ่นได้เคลื่อนพลเข้าสู่ดินแดนอินโดจีน และได้มีการสู้รบกับกองทหารฝ่ายฝรั่งเศสแล้ว กองทหารญี่ปุ่นก็เข้าสู่อินโดจีนได้สําเร็จ ฝ่ายรัฐบาลไทยได้พยายามเจรจากับฝรั่งเศสอีกครั้งแต่ได้รับการปฏิเสธเช่นเดิม ในระหว่างที่การเจรจากําลังดําเนินอยู่นั้น การกระทบกระทั่งกันทางชายแดนได้เกิดขึ้นบ้าง ประชาชนชาวไทยต่างได้ให้ความสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล

บรรดาครู นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และประชาชนในจังหวัดพระนครและธนบุรี ร่วมหลายหมื่นคนเดินขบวนแห่เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส กำลังชุมนุมหน้ากระทรวงกลาโหม วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2483 (ภาพจากหนังสือ ไทยสมัยสร้างชาติ)

ในช่วงบรรยากาศการเรียกร้องนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กระทำการปฏิญาณตนต่อพระแก้วมรกต ในการเรียกร้องดินแดนคืน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ที่หน้ากระทรวงกลาโหม ดังภาพที่ปรากฏข้างต้น

แต่เมื่อการเจรจาไม่สำเร็จผล รัฐบาลไทยได้ประกาศยับยั้งการให้สัตยาบันกติกาสัญญาไม่รุกรานกับฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2483 เป็นเหตุให้ประเทศไทยจําเป็นต้องประกาศสงครามกับอินโดจีนและฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2484


อ้างอิง: อนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540.  (2540).  กรุงเทพฯ: ป. สัมพันธ์พาณิชย์.

จอมพล ป. นำนศ.ปฏิญาณตนต่อพระแก้วมรกต ในเหตุการณ์เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

Advertisements

“พระแก้วมรกต” ในพระราชวังหลวงที่พนมเปญต่างกับไทยไหม วัสดุในพระวิหารมูลค่าเท่าใด ថ្ងៃសុក្រ 21 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពីស្រុកខ្មែរ, ภาษาไทย.
add a comment

วัดพระแก้วมรกต ในพระบรมราชวังจตุมุขมงคล กัมพูชา (ภาพจากหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร”)

พระบรมราชวังจตุมุขมงคล กรุงพนมเปญ มีสถานที่สำคัญหลายแห่ง ในบรรดารายชื่อนี้มี “วัดพระแก้วมรกต” หรือ “วัดอุโบสถรตนาราม” เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในพระราชวัง ซึ่งมีพระพุทธรูป “พระแก้วมรกต” ประดิษฐานบนบุษบก

เมืองพนมเปญ (หรือชื่อเก่าว่า “เมืองจตุมุข”) เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา สมัยก่อนมีเจ้าพญายาตและกษัตริย์องค์ต่อมาใช้เมืองนี้เป็นราชธานี ขณะที่พระราชวังจตุมุขมงคลนี้สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้านโรดิมบรมรามเทวาวตาร (ครองราชย์ พ.ศ. 2403-2447) และปรับปรุงเปลี่ยนหลายครั้งในเวลาต่อมา ผศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ อธิบายในหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร” ว่า ปีนั้นเป็นปีที่สมเด็จพระนโรดมเริ่มเสด็จมาประทับที่พระราชวังพัก กรุงพนมเปญ

อีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างสำคัญในพระบรมราชวังจตุมุขมงคล คือ “วัดพระแก้วมรกต” หรือ “วัดอุโบสถรตนาราม” ผศ.ดร. ศานติ บรรยายว่า เป็นวัดในพระราชวังหลวงเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดในพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา หรือวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

การออกแบบแผนผังวัดพระแก้วมรกตเป็นฝีมือของออกญาเทพนิมิต (รส) มีสถาปนิกชาวฝรั่งเศสชื่อ Alavigne ดูแลความถูกต้องในการสร้าง สถาปนิกชาวฝรั่งเศสนาม Andrilleux และช่างเขมรเป็นผู้ก่อสร้างและประดับตกแต่งจนแล้วเสร็จสมโภช เมื่อ พ.ศ. 2446 ผศ.ดร. ศานติ อ้างอิงข้อมูลจากฝั่งกัมพูชาว่า คิดเป็นเงินทั้งหมดห้าแสนเรียล

เมื่อถึงสมัยสมเด็จพระนโรดมสีหนุ วัดพระแก้วมรกตถูกบูรณะ เมื่อปี 2505 – 2513 โดยปกติแล้ว วัดในพระบรมราชวังแห่งนี้ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แต่มีเฉพาะช่วงที่สมเด็จพระนโรดมสีหนุทรงผนวช พระองค์ประทับจำพรรษา 1 พรรษา

สิ่งก่อสร้างภายในบริเวณวัดล้วนมีความสำคัญเฉพาะตัว อาทิ พระวิหารพระแก้วมรกต เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต พระวิหารสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร แรกเริ่มสร้างจากไม้และอิฐ แต่เมื่อมีการบูรณะในภายหลังจึงเริ่มปรับเปลี่ยนหลายครั้งโดยรักษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมเดิมไว้

องค์ประกอบที่น่าสนใจในวัดนี้ไม่ใช่มีแค่เชิงโครงสร้าง ผศ.ดร.ศานติ อธิบายรายละเอียดว่า พื้นของพระวิหารปูเสื่อที่ทำจากเงินบริสุทธิ์ 5,329 แผ่น แต่ละแผ่นมีน้ำหนัก 1.125 กิโลกรัม ประดับหินอ่อนนำเข้าจากอิตาลี รวมแล้วเป็นเงินทั้งหมด 20 ล้านเรียล

ขณะที่พระพุทธรูป “พระแก้วมรกต” ที่ประดิษฐานบนบุษบก ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมอธิบายว่า หล่อขึ้นจากแก้วคริสตัลสีเขียวจากฝรั่งเศส โดยอ้างอิงจากข้อมูลใน “นิราศนครวัด” พระนิพนธ์ในกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ข้อความตอนหนึ่งว่า

“กลางพระอุโบสถ มีฐานชุกชีตั้งบุษบกรองพระแก้วที่ห้างปักกะราต์ฝรั่งเศส ข้อนี้ทราบมานานแล้ว มาได้ความรู้เพิ่มเติมเมื่อเห็นตัวจริงว่าตั้งใจจะจำลองให้เหมือนพระแก้วมรกตที่ในกรุงเทพฯ สมเด็จพระนโรดมเห็นจะให้ไปสืบและวัดมาดู ได้ขนาดเท่ากัน แต่รูปสัณฐานนั้นผิดกันห่างไกล สีแก้วมรกตที่ฝรั่งหล่อเขียวใสเป็นอย่างขวดเขียวสี่เหลี่ยม ที่มักใช้ใส่น้ำอบกันแต่ก่อน เครื่องประดับก็ทำแต่ทองครอบพระเกตุมาลา และติดรัศมีต่อขึ้นไปสองข้างบุษบก ตั้งลับแลแบ่งปันที่เป็นข้างหน้าในอย่างวัดพระศรีรัตนศาสดารามในกรุงเทพฯ…”

ในพระวิหารพระแก้วมรกตยังมีพระพุทธรูป “พระชินรังสีราชิกนโรดม” ฉลองพระองค์สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ผศ.ดร. ศานติ อธิบายว่า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2447 โดยสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ (สีสุวัตถิ์) ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ช่วงก่อนพระองค์ทิวงคต

พระพุทธรูปองค์นี้สร้างจากทองคำ 90 กิโลกรัมนับรวมทั้งฐานและฉัตร ประดับเพชรพลอย 2,086 เม็ด เพชรเม็ดใหญ่ที่สุดอยู่ที่มงกุฎมีขนาด 25 มิลลิเมตร ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบรรยายว่า แต่งเครื่องเพชรพลอยอย่างใหม่ ฝีมือฝรั่ง ซึ่งเป็นของสมเด็จพระนโรดมทรงพระอุทิศไว้ ฝีมือสร้างงดงาม



อ้างอิง:

ศานติ ภักดีคำ. เขมรสมัยหลังพระนคร. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556

“พระแก้วมรกต” ในพระราชวังหลวงที่พนมเปญต่างกับไทยไหม วัสดุในพระวิหารมูลค่าเท่าใด

“แพน” นางละครชาวสยาม ผู้เกือบได้เป็นราชินีแห่งกัมพูชา ថ្ងៃ​ព្រហស្បតិ៍ 13 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពីស្រុកខ្មែរ, ภาษาไทย.
add a comment

คณะละครชาวสยาม ภาพวาดลายเส้นจากรูปถ่าย โดย เอ. โบกูรต์

เรื่องราวของ “แพน เรืองนนท์” นางละครชาวสยามผู้ต้องพระทัยพระเจ้ากรุงกัมพูชา จากปากคำของ ทองใบ เรืองนนท์ ครูละครชาตรี น้องชายต่างมารดา ซึ่ง เอนก นาวิกมูล นำมาถ่ายทอดใน “นาฏกรรมชาวสยาม” ระบุว่า แพน นางรำผู้สวมบทนางบุษบารำถวายหน้าพระพักตร์เจ้าสีสวัสดิ์ มณีวงศ์ (เจ้าสีสุวัตถิ์ มุณีวงศ์) กษัตริย์กัมพูชา เป็นที่ต้องพระทัยของพระองค์มาก จึงทรงกักตัวไว้ในราชสำนักกัมพูชา และตามตัวบิดาของเธอไปเข้าเฝ้า เพื่อสู่ขอมาเป็นเจ้าจอมของพระองค์ แต่ต่อมาทั้งคู่ถูกส่งตัวกลับสยามด้วยเหตุว่า “หากอยู่ไปก็จะเป็นอันตรายได้ นับจากนั้นแม่แพนก็ไม่ไปสู่ราชสำนักเขมรอีกเลย”

พระฉายาลักษณ์ของเจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ เผยแพร่เมื่อ 16 พฤศจิกายน 1937 (พ.ศ. 2480) โดย AFP PHOTO / FRANCE PRESSE VOIR / Bronberger

เอนกไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับวันเดือนปี ที่เกิดเหตุการณ์โดยจำเพาะเจาะจง กล่าวแต่เพียงว่า เธออายุได้ 65 ปี แล้วในปี พ.ศ. 2522

สุภัตรา ภูมิประภาส กล่าวในบทความ “กษัตริย์กัมพูชา นางละครสยาม และข่าวที่ถูกห้ามเขียน” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2552 ว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานในบันทึกทางประวัติศาสตร์ทั้งในราชสำนักกัมพูชา และประวัติศาสตร์สยาม

แต่ข่าวพระเจ้ากรุงกัมพูชาประสงค์ที่จะแต่งงานกับนางรำชาวสยาม ถูกรายงานในหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับ รวมถึงหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ “The Bangkok Daily Mail” ที่ขึ้นพาดหัวว่า “Siamese Dancer May Be Cambodia’s Queen”

แอนดริว เอ. ฟรีแมน (Andrew A. Freeman) บก.ของ The Bangkok Daily Mail กล่าวว่า เขาได้เบาะแสข่าวดังกล่าวมาจากนักข่าวชาวไทยชื่อ ประสุต ผู้สัมภาษณ์แม่ของ แพน ซึ่งกล่าวว่า กษัตริย์กัมพูชามีบัญชาให้อาลักษณ์หลวงบันทึกตำแหน่งของบุตรสาวเธอเป็น “เจ้าจอม” (Chao Chom) และพระราชทานนามให้ใหม่ว่า “สีสวัสดิ์ อำไพพงศ์” (Srivasti Amphibongse) เธอจึงมั่นใจว่าบุตรสาวของเธอจะได้เป็นราชินีแห่งกัมพูชา

บันทึกของฟรีแมนระบุว่า หลังผ่านการถวายตัวได้ 3 วัน กษัตริย์กัมพูชาประกาศว่าจะสถาปนานางละครชาวสยามเป็นเจ้าจอม และทรงดำริจะสถาปนายศเพิ่มให้เป็นพระราชินี หรือพระมเหสีลำดับที่ 1 จากจำนวนชายา 5 พระนางที่มีอยู่แล้ว หลังการจัดพระราชพิธีพระบรมศพของพระราชบิดาที่สวรรคตเมื่อ 2 เดือนก่อนหน้า

สุภัตรากล่าวว่า เนื่องจากพระราชบิดาของเจ้าสีสุวัตถิ์สวรรคตในเดือนสิงหาคม 2470 ช่วงเวลาที่ แพน ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าจอมย่อมเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ซึ่งขณะนั้นเธอจะมีอายุเพียง 13 ปี เท่านั้น ขณะที่เจ้าสีสุวัตถิ์มีพระชนมพรรษา 52 พรรษา

แพน เรืองนนท์ ในวัย 65 ปี ภาพถ่ายโดย เอนก นาวิกมูล เมื่อปี พ.ศ.2522

ขณะเดียวกัน สุภัตรา ได้อ้างอิงข้อมูลจาก ศานติ ภักดีคำ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เขมร ว่า ตำแหน่งมเหสีของกษัตริย์กัมพูชามี 3 ลำดับ คือ ลำดับที่ 1 เรียกว่า สมเด็จพระอัครมเหสี ลำดับที่ 2 เรียกว่า สมเด็จพระอัครราชเทพี และลำดับที่ 3 เรียกว่า พระอัครชายา และหากกษัตริย์มีพระราชประสงค์จะยกหญิงที่ไม่ได้เป็น “ขัตติยกัญญา” มาเป็นบาทบริจาริกา ก็จะให้ตำแหน่ง “เจ้าจอม” ซึ่งมีทั้งหมดอีก 6 ลำดับ

มารดา ของ แพน อ้างว่า บุตรของเธอเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์กัมพูชาถึงขั้นทรงมอบหมายให้เธอถือกุญแจหีบทรัพย์สินส่วนพระองค์ จัดการเครื่องทรง เครื่องเสวย และกิจการต่างๆ ของฝ่ายใน นอกจากนี้ แพน ยังกล้าขัดพระทัยกษัตริย์กัมพูชา ด้วยการยืนกรานว่าจะไม่ตัดผมสั้นตามแบบสตรีกัมพูชา

ทั้งนี้ สุภัตรา ให้ความเห็นว่า รายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของ แพน ในราชสำนักพนมเปญตามที่ฟรีแมนบันทึกจากปากคำของมารดาของเธอ เป็นความความข้างเดียวที่อาจจะเล่าแต่เพียงด้านดี และยังอาจถูกแต่งเติมจากทั้งปากมารดาของเธอและสื่อก็เป็นได้

ขณะเดียวกัน กงสุลฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมกัมพูชากลับออกมากดดันให้ Bangkok Daily Mail ยุติการการรายข่าวดังกล่าว โดยอ้างว่า เรื่องราวทั้งหมดที่ถูกรายงานออกไปเป็นความเท็จทั้งสิ้น พร้อมบังคับให้สื่อรายนี้ตีพิมพ์แถลงการณ์ของทางกงสุลเพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กงสุลฝรั่งเศสยังได้ออกแถลงการณ์อีกฉบับ อ้างว่า กษัตริย์กัมพูชาทรงไม่พอพระทัยและปฏิเสธรายงานข่าวอันคลาดเคลื่อนจากความจริง จึงทรงบัญชาให้ส่งตัว แพน กลับกรุงเทพฯ โดยทันที

แต่เมื่อ แพน ถึงกรุงเทพฯ เธอปฏิเสธว่า ถูกส่งตัวกลับ และอ้างว่าเธอเพียงเดินทางมาเยี่ยมน้องชายที่ป่วย

“ฉันสัญญาว่าจะมาไม่กี่วัน และจะรีบกลับไปหาพระองค์ ฉันยังเป็นชายาของพระองค์อยู่”

คำให้สัมภาษณ์ของเธอปรากฏอยู่บนพาดหัวของ Bangkok Daily Mail อีกครั้ง และกงสุลฝรั่งเศสก็เร่งตอบโต้ทันควันผ่านแถลงการณ์ระบุว่า “นางสาวแพนได้ถูกขับออกจากกัมพูชาในฐานะบุคคลไม่เป็นที่พึงปรารถนา และเธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาที่กรุงพนมเปญอีก”

ไม่มีใครรู้เป็นที่แน่ชัดว่าเหตุใด แพน จึงถูกกีดกันอย่างหนักจากทางฝรั่งเศส จึงไม่ยอมให้มีการรายงานข่าวใดๆ เกี่ยวกับเธอเลย ถึงขั้นไปขอให้รัฐบาลสยามปิดข่าว โดยทางกระทรวงการต่างประเทศได้เรียกตัวฟรีแมนไปพบ และขอให้หยุดการตีพิมพ์ข่าวนี้

ฟรีแมนจบบันทึกของตนเกี่ยวกับชะตาชีวิตของนางละครชาวสยามไว้ว่า ภายหลังกษัตริย์กัมพูชาได้รับเอาสตรีที่ทางฝรั่งเศสยอมรับมาเป็นราชินี ส่วน แพนก็กลับไปใช้ชีวิตเป็นนางละครร่วมคณะกับมารดาและบิดาเช่นเดิม ซึ่งฟรีแมนยังได้กล่าวว่า

“…หากเดลี่เมล์ไม่เป็นผู้ป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไปในวงกว้าง นางสาวแพน และกษัตริย์มณีวงศ์ [มุนีวงศ์] คงครองรักกันอย่างมีความสุขต่อไป…”


อ้างอิง: “กษัตริย์กัมพูชา นางละครสยาม และข่าวที่ถูกห้ามเขียน” โดย สุภัตรา ภูมิประภาส ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2552

“แพน” นางละครชาวสยาม ผู้เกือบได้เป็นราชินีแห่งกัมพูชา

នាទី​ប្រវត្តិ​សាស្ត្រ ៖ សេចក្តីប្រកាសព័ត៌មានក្រសួងការបរទេស និងសហប្រតិបត្តិការអន្តរជាតិ ថ្ងៃសុក្រ 7 ខែមិថុនា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in ប្រវត្តិសាស្ត្រ, អំពីស្រុកខ្មែរ, English.
1 comment so far

61989213_1562747187189196_2140334936928813056_n62367766_1562747200522528_4650878879198609408_n62348439_1562747157189199_9190642118316523520_n61992926_1562747247189190_175804096735870976_n

______________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ ៖
១. នាទី​ប្រវត្តិ​សាស្ត្រ ៖ សេចក្តីថ្លែងការណ៍ របស់អ្នកនាំពាក្យក្រសួងការបរទេស និងសហប្រតិបត្តិការអន្តរជាតិ

គណៈ​ដឹក​នាំ​សាសនា​ជាន់​ខ្ពស់​ចូល​ថ្វាយ​បង្គំ​គាល់​ថ្វាយ​ព្រះ​ពរ ថ្ងៃ​ព្រហស្បតិ៍ 30 ខែ​ឧសភា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពីស្រុកខ្មែរ.
1 comment so far

គណៈ​ដឹក​នាំ​ជាន់​ខ្ពស់​សាសនា​ព្រះ​ពុទ្ធ និង​សាសនា​ឥស្លាម ត្រូវ​បាន​ព្រះ​ករុណា ព្រះ​មហា​ក្សត្រិយ៍​ស្ដេច​ប្រោស​ព្រះ​រាជ​ទាន​វរោកាស​ឲ្យ​ចូល​​ថ្វាយ​បង្គំ​គាល់ និង​ថ្វាយ​ព្រះ​ពរ ក្នុង​ឱកាស​បុណ្យ​ចម្រើន​ព្រះ​ជន្ម​ឆ្នាំ​២០១៩ នេះ​ នា​ព្រះ​ទីន័ង​ទេវាវិនិច្ឆ័យ ព្រះ​បរម​រាជ​វាំង​ចតុម្មុខ​មង្គល​។

កាល​ពី​ថ្ងៃ​​២៨ ខែ​ឧសភា ឆ្នាំ​២០១៩ កន្លង​ទៅ​នេះ គណៈ​សង្ឃ​ជាន់​ខ្ពស់​គណៈ​មហានិកាយ​ចំនួន​៦៧​ព្រះ​អង្គ​ បាន​យាង​ និង​និមន្ត​ចម្រើន​ព្រះ​ពុទ្ធ​មន្ត ថ្វាយ​ព្រះ​ករុណា ជា​អម្ចាស់​។

ចំណែក​​ឯគណៈ​សង្ឃ​ជាន់​ខ្ពស់​គណៈ​មហានិកាយ​ចំនួន​៦៧​ព្រះ​អង្គ​ បាន​យាង​ និង​និមន្ត​ចម្រើន​ព្រះ​ពុទ្ធ​មន្ត ថ្វាយ​ព្រះ​ករុណា ជា​អម្ចាស់​ កាល​ពី​ថ្ងៃ​ទី​២៩ ខែ​ឧសភា ឆ្នាំ​២០១៩​។

ដោយ​ឡែក​នា​ថ្ងៃ​នេះ (​៣០ ឧសភា ២០១៩​) ថ្នាក់​ដឹក​នាំ​ជាន់​ខ្ពស់​សាសនា​ឥស្លាម ចំនួន​១០០​រូប ក៏​បាន​ចូល​ថ្វាយ​បង្គំ​គាល់​ថ្វាយ​ព្រះ​ពរ​​ព្រះ​ករុណា ជា​អម្ចាស់​ជីវិត​លើ​ត្បូង​ផង​ដែរ​៕

61552555_2325489210841918_212044266275340288_o61406378_2325583137499192_1924330191115517952_o61410317_2327189860671853_5115824658247057408_o

_____________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ​ ៖
១. ព្រះរាជពិធីបុណ្យចម្រើនព្រះជន្ម ព្រះករុណា ព្រះមហាក្សត្រិយ៍ នៅព្រះបរមរាជវាំង

ចិន​ឯ​វាំង ថ្ងៃអង្គារ 28 ខែ​ឧសភា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពីស្រុកខ្មែរ, 中文.
add a comment

thumbnail_20190514_092233ភ្ញៀវ​ទេសចរ​ជាតិ​ចិន​ចូល​ទស្សនា​ព្រះ​បរម​រាជ​វាំង​ចតុម្មុខ ក្រុង​ភ្នំពេញ

ព្រះរាជ​ពិធី​បុណ្យ​ច្រត់​ព្រះ​នង្គ័ល ប្រចាំ​ព.ស.​២៥៦៣ ថ្ងៃពុធ 22 ខែ​ឧសភា 2019

Posted by សុភ័ក្ត្រ in អំពីស្រុកខ្មែរ.
1 comment so far

61145316_1111049459079156_4586280436468023296_n

ព្រះរាជពិធីទ្វាទសមាសមហាមង្គលច្រត់ព្រះនង្គ័លសម្រាប់ពុទ្ធសករាជ២៥៦៣ នេះបានប្រារព្ធឡើងហើយ កាលពីព្រឹកមិញនេះ គឺថ្ងៃ​ពុធ ៤​រោច ខែ​ពិសាខ ឆ្នាំ​កុរ ឯក​ស័ក ច.ស​១៣៨១ ត្រូវ​នឹង​ថ្ងៃ​ទី​២២ ខែ​ឧសភា ឆ្នាំ​២០១៩​។ សម្រាប់ព្រះរាជពិធីនាឆ្នាំនេះ ត្រូវបានប្រារព្ធធ្វើឡើងនៅទីព្រះស្រែបរិវេណ​កីឡដ្ឋានគិរីវង់សុខសែនជ័យ ស្ថិតនៅភូមិត្រពាំងអង្គ សង្កាត់រកាក្រៅ ក្រុងដូនកែវ ខេត្តតាកែវ​។

ដូចបណ្ដាឆ្នាំកន្លងទៅដែរ ព្រះរាជពិធីទ្វាទសមាសច្រត់ព្រះនង្គ័ល ប្រចាំពុទ្ធសករាជ២៥៦៣ នេះបានស្ថិតក្រោមព្រះរាជាធិបតីព្រះមហាក្សត្រិយ៍ ព្រះករុណាព្រះបាទសម្ដេច ព្រះបរមនាថ នរោត្ដម សីហមុនី និងមានការយាង-អញ្ជើញចូលរួមពីឥស្សរជន  នាហ្មឺន​សព្វ​មុខ​មន្ត្រី ​អ្នកមុខអ្នកការ កងកម្លាំងប្រដាប់អាវុធ ប្រជារាស្ត្រ និងសិស្សានុសិស្សយ៉ាងច្រើនកុះករ។

សម្រាប់ព្រះរាជពិធីច្រត់ព្រះនង្គ័លនៅឆ្នាំ២០១៩​នេះ ព្រះករុណាជាអម្ចាស់ជីវិតលើត្បូង ព្រះអង្គសព្វព្រះរាជហឫទ័យ ប្រោសព្រះរាជទានដល់ឯកឧត្តម អ៊ូច ភា អភិបាលខេត្ត​តា​កែ​វ ជា​ស្តេច​មាឃ កាន់​នង្គ័​ល​ទី​២ តំណាង​របស់​ព្រះអង្គ និង​លោកជំទាវ ស្រី ប៉ុណ្ណា​ដាវី ជា​ព្រះ​មេ​ហួ​។

  • ការផ្សងគោឧសភរាជលើអាហារ៧យ៉ាង

បន្ទាប់ពីការរៀបចំពិធីភ្ជួររាស់ សាបព្រោះ ជានិមិត្តរូប មក គោឧសភរាជបានជ្រើសរើសការបរិភោគពោត (៩០ភាគរយ) សណ្ដែក (៨៥ភាគរយ) និងស្រូវ (៨៥ភាគរយ) ក្នុងចំណោមអាហារ៧មុខ (ស្រូវ ពោត សណ្តែក ល្ង ស្មៅ ទឹក និងស្រា)។ លទ្ធផលនៃការផ្សងប្រផ្នូលនេះ ត្រូវបានក្រុមបាគូព្រះបរមរាជវាំង ទស្សន៍ទាយថាការបង្កបង្កើនផលនៅឆ្នាំ២០១៩ ទទួលបានផលល្អប្រសើរ ដូចគ្នាទៅនឹងឆ្នាំ២០១៨ ដែរ​៕

60653186_1111346885716080_8166735774809587712_n60571066_1111347169049385_3360496087289823232_n60840244_1111347185716050_131112320616103936_n61146096_1111347212382714_5244347547375370240_n4060528625_1111349135715855_6074154779653701632_n60678404_1111348512382584_429781700680089600_n60769945_1111347392382696_1308368663245488128_n

រូបថត ៖  (AKP)

________________________________________________________________________
អាន​ផង​ដែរ​៖
១. ព្រះ​គោ​ថៃ​បរិភោគ «ស្រូវ ទឹក ស្មៅ» ទឹក​ស្រែ​បរិបូរណ៍

%d bloggers like this: